Developed by JoomVision.com

TECHNIC ZONE

TECHNIC ZONE : ขับรถอย่างมั่นใจ ไร้กังวล ด้วย 7 เคล็ดลับง่ายๆ จากฟอร์ด

 

 

 

 

 

 

   ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้สัญจรบนท้องถนนต่างก็เสียเวลาไปกับการขับรถ จากผลการศึกษาของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ปคนกรุงเทพฯ ประสบปัญหานี้มากที่สุด ด้วยสถิติการใช้เวลาบนถนนโดยเฉลี่ยถึง 72 นาที หรือ 18.2 วันต่อปี ในการเดินทางไปกลับที่ทำงานและที่พัก ไม่ใช่เพียงในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมืองอื่นๆ ในภูมิภาคอย่าง มะนิลา (66 นาที) ฮานอย (58 นาที) โฮจิมินห์ (51 นาที) ก็ใช้เวลาบนถนนมากกว่าเวลาโดยเฉลี่ยทั่วโลก(42 นาที) เลยทีเดียว

   หลายคนที่เดินทางคนเดียวรู้สึกผ่อนคลายที่ได้ปลีกวิเวก เพราะการได้ใช้เวลาตามลำพังทำให้มีสมาธิคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำ หรืออย่างน้อยก็พักผ่อนและฟังเพลงดีระหว่างขับรถ ในทางกลับกัน หลายคนอาจมองว่าการอยู่บนถนนนานๆ เป็นเรื่องชวนอารมณ์เสีย เพราะเวลาที่ควรจะได้นั่งคิดอะไรเพลินๆ ถูกขัดจังหวะด้วยการจราจรติดขัดและความวุ่นวาย

   “การที่จะต้องเผชิญหน้ากับรถติด และคนขับรถอื่นๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องที่เครียดที่สุดที่เราต้องเจอเป็นประจำ” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียนกล่าว “ดังนั้นการทบทวนว่าเราทำอะไรอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ และเราควรจะเริ่มคิดถึงการขับรถอย่างมั่นใจไร้กังวลได้แล้ว”

   ความหมายของ “ขับอย่างมั่นใจไร้กังวล” นั้นง่ายนิดเดียว คุณแค่เพียงควบคุมในสิ่งที่คุณทำได้ และจัดการในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ เพียงปรับมุมมอง เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และปรับตัวกับทุกความวุ่นวายด้วยความใจเย็น

   นั่งให้สบาย ผ่อนคลาย และมุ่งความสนใจไปที่เรื่องสำคัญ โดยไม่ปล่อยให้ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายนอกรบกวนความคิด คุณสามารถทำให้การเดินทางบนถนนน่ารื่นรมย์ขึ้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

1.      เริ่มจากการเคลียร์ขยะบนรถ

   คุณคงไม่ใช้เวลามากมายนักในการเก็บขยะบนรถ ถึงแม้รถคุณอาจจะไม่ได้รก แต่ห้องโดยสารที่สะอาดย่อมทำให้รถน่านั่งมากขึ้น คุณจะใช้ความคิดได้สะดวกขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการทิ้งขยะและนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออกจากรถ นำเหรียญที่อยู่ในที่วางแก้วออก ทิ้งใบเสร็จเก่าๆ ที่อยู่ในถังขยะ รวมถึงขวดน้ำเก่าที่อยู่บนพื้น หรือของจิปาถะต่างๆ ที่เก็บไว้โดยไม่ได้ใช้ อย่าลืมดูใต้เบาะที่นั่งเพื่อเช็คของที่ตกอยู่ และเคลียร์พื้นที่ท้ายรถให้เรียบร้อยด้วย

2.      ลดความกังวลในยามเช้า

   การไปทำงานสายทำให้เกิดความเครียด จึงควรตื่นเช้าขึ้นอีกนิดให้มีเวลาเตรียมตัวไปทำงาน การออกจากบ้านช้าอาจทำให้ถึงที่ทำงานช้า จึงควรเผื่อเวลาไว้สำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในการจราจรระหว่างทาง การออกจากบ้านเช้าขึ้นช่วยสร้างความแตกต่างในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน สามารถใช้งานระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ” (Navigation System) ทำให้คุณคาดการณ์การจราจรบนเส้นทางที่คุณใช้ทุกวันได้ล่วงหน้าและวางแผนการเดินทางได้

      3. สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

   คุณสามารถทำให้รถมีบรรยากาศสงบผ่อนคลายได้ด้วยการใช้กลิ่นหอมในรถ กลิ่นคือหนึ่งในสัมผัสที่ทรงพลังที่สุด กลิ่นรถใหม่เป็นสิ่งหนึ่งที่คนชอบที่สุด แต่ยังมีกลิ่นอื่นๆ ที่ช่วยทำให้คุณสดชื่นขึ้นได้ยามที่รู้สึกหงุดหงิด จากบทความนี้กลิ่นดังต่อไปนี้ช่วยให้จิตใจของคุณสงบลงได้เมื่อเกิดความเครียด

·       กลิ่นมะนาวช่วยเพิ่มสมาธิ และทำให้ผ่อนคลาย

·       กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดความเครียด

·       กลิ่นมะลิช่วยทำให้ใจเย็นลง และทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นได้

·       กลิ่นอบเชยช่วยให้หายเหนื่อยล้า และทำให้มีสมาธิมากขึ้น

     4. อย่าเร่งเครื่องเร็วนัก

   การขับรถโดยใช้อารมณ์จะทำให้คุณเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น ยิ่งกดคันเร่งแรงเท่าไร ยิ่งใช้เชื้อเพลิงมากเท่านั้น งานวิจัยฉบับนี้รายงานว่าการกดคันเร่งแรงทำให้รถเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้ การควบคุมเท้าขวาของคุณ ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณประหยัดเชื้อเพลิงได้ แต่คุณจะรู้สึกผ่อนคลายขณะขับรถมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองได้ทันต่อสถานการณ์บนถนน นอกจากนั้นการขับช้าลงทำให้คุณใจเย็นขึ้นด้วย

    5. เปลี่ยนเพลงให้อารมณ์ดีขึ้น

   เพลงส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคนขับ เพลงจังหวะเข้มข้นอาจทำให้เพ่งสมาธิและตอบสนองต่อสถานการณ์บนถนนได้เร็วขึ้น แต่ก็สามารถทำให้คุณอารมณ์อ่อนไหว และเครียดง่ายขึ้นได้เช่นกัน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์คุกรุ่น ลองเปลี่ยนไปฟังเพลงที่ฟังสบายขึ้นทันที การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนเพลงอย่างฉับพลันเป็นผลให้อารมณ์คนขับเย็นลงได้ง่ายกว่าการค่อยๆ เปลี่ยน หากเพลงร็อคทำให้ใจคุณเต้นแรงเกินไป ลองฟังเพลงที่เบาสบายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะเปิดออดิโอบุ๊ค หรือพอดแคสท์เบาสมองแทนก็ได้ การหัวเราะไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเท่านั้นแต่ยังมีการวิจัยกล่าวว่ายังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังลดความตึงเครียดอีกด้วย


    6. อย่าใส่ใจคนขับจอมจี้ท้าย และมอเตอร์ไซค์ขาซิ่ง

   การไม่สนใจไม่ได้หมายความว่าเราไม่รับรู้ แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้เพื่อนร่วมถนนทำให้คุณเครียดและมีผลกระทบต่อการขับรถของคุณ สุดท้ายแล้วการตื่นตัวตลอดเวลาก็ทำให้ขับขี่ปลอดภัย ไม่ว่าคุณจะขับด้วยความเร็วคงที่ หรือใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)อย่างไร ก็จะมีคนพยายามแซง หรือจี้ท้าย เปิดไฟไล่ คนขับรถฝ่าไฟแดง หรือไม่ก็มีคันชอบเปลี่ยนเลนไปมา โดยไม่ให้สัญญาณอยู่ดี

   ปล่อยวางเรื่องน่าหงุดหงิดพวกนั้นไป เพราะคุณไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำผิด และไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะไปแก้ไขความผิดของคนอื่นๆ แล้วหันมามีสมาธิไปกับการขับขี่ของคุณเองดีกว่า หลีกเลี่ยงการขับฉวัดเฉวียนของรถคันอื่นที่อาจจะเป็นอันตรายกับคุณ ด้วยการหลีกเข้าเลนในสุด เพื่อให้รถที่เร็วกว่าแซงไปก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้เลนเดิมได้เมื่อต้องการ ตัวช่วยอย่างระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System)จะช่วยให้คุณทราบได้ว่าจุดบอดไม่มีรถ และระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติก็จะช่วยให้คุณรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งรถฟอร์ดบางรุ่นมีระบบจำกัดความเร็วให้คุณไม่ขับเร็วจนเกินไปเช่นกัน

      7. หายใจลึกๆ และผ่อนคลาย

   เรื่องจิตใจคือสิ่งที่ทรงพลัง ดังนั้นการทำให้พยายามทำให้ใจสงบผ่อนคลายลงจึงอาจจะเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ถึงแม้จะไม่แนะนำให้เข้าสมาธิระหว่างการขับรถเพื่อความปลอดภัย แต่การฝึกกำหนดลมหายใจจะช่วยให้คุณมีสมาธิและรู้สึกสงบลงได้เช่นเดียวกัน

   วิธีที่สามารถทำได้ง่ายคือเทคนิคหายใจเข้าออกสลับกันครั้งต่อครั้ง โดยหายใจเข้าและออกเป็นเวลาเท่ากัน และหนักเบาเท่ากัน การหายใจลึกๆ อย่างสม่ำเสมอช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนได้เต็มที่ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้ความดันเลือดคงที่ ตรงกันข้ามกับการหายใจสั้นๆ ซึ่งอาจจะนำอากาศเข้าไปไม่ถึงส่วนลึกของปอด อาจจะทำให้คุณมีอาการวิตก และหายใจไม่ทันได้ อย่างไรก็ตาม วิธีฝึกหายใจนั้นไม่ได้เหมาะกับการทำในรถไปทุกวิธี ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการกำหนดลมหายใจที่ยาก เพื่อตั้งใจมองถนน และอย่าง่วนอยู่กับการนับลมหายใจจนเกินไปจนทำให้เสียสมาธิในการขับรถ

   เพียงปรับทัศนคติของตนเอง และใช้วิธีง่ายๆ ใครๆ ก็ขับอย่างมั่นใจ ไร้กังวลได้ทั้งนั้น

 

TECHNIC ZONE : เบาะนั่งนิรภัย เรื่องใหญ่ของเจ้าตัวเล็ก

 

 

 

 

 

   ถึงเราจะรักและเป็นห่วงลูกมากจนไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา แต่ในประเทศไทย ก็ยังมีความตื่นตัวเกี่ยวกับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทอยู่น้อยโชคดีที่ประเด็นความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับผู้โดยสารที่เป็นเด็กกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง เมื่อรัฐบาลของแต่ละประเทศในอาเซียนกำลังพิจารณาออกกฏหมายบังคับใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก ล่าสุด รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้อนุมัติกฏหมายให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตลอดเวลาที่อยู่บนรถ รวมถึงห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 150 เซนติเมตร นั่งบนเบาะข้างคนขับโดยเด็ดขาด

เรื่องคาดไม่ถึง

    ถนนในไทยถือว่าเป็นถนนอันตรายที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1]อุบัติเหตุบนท้องถนนยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กอายุ 5 ถึง 14 ปี เสียชีวิต[2]หลายปีที่ผ่านมา เราใช้หลายมาตรการในการพยายามแก้ปัญหานี้ ยกตัวอย่างเช่น การบังคับให้ผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์และผู้โดยสารสวมหมวกกันน็อคเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่[3]ในขณะที่หลายครอบครัวหันมาใช้รถยนต์มากขึ้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญ

   เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในทารก และกว่า 50 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเด็กเล็ก[4]อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวต้องได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับรูปแบบของรถ จึงจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพ

   รถฟอร์ดหลายรุ่น มาพร้อมขอเกี่ยวสำหรับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กตามมาตรฐาน(Lower Anchors and Tethers for Children หรือ LATCH)[5] ที่รองรับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กได้หลายรูปแบบ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรตรวจสอบอีกครั้งว่า ติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กด้วยการยึดกับตัวล็อคด้านล่างและด้านบนอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังควรคำนึงด้วยว่า เบาะนั่งนิรภัยนี้ควรสามารถนำไปใช้กับรถคันอื่นๆ ได้ด้วย

   คุณพ่อคุณแม่สามารถขอให้ผู้จำหน่ายช่วยติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กให้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยให้ถูกวิธี จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลายครั้งพบว่ามีการติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กไม่ถูกต้อง แม้กระทั่งในประเทศที่มีความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนสูง ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของเบาะนั่งนิรภัยมีการติดตั้งไม่ถูกต้องอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง[6]

หันหน้า หรือ หันหลัง?

   เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กแบบหันหลังเป็นอุปกรณ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ฟอร์ดแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เบาะนั่งนิรภัยประเภทนี้จนเด็กมีส่วนสูงและน้ำหนักเกินมาตรฐานที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด ก่อนจะได้เวลาเปลี่ยนไปใช้เบาะนั่งนิรภัยแบบหันหน้า ปัจจุบัน ในท้องตลาด มีเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กที่สามารถปรับทิศทางการหันของเบาะได้ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและช่วยประหยัดเงินให้คุณพ่อคุณแม่ได้อีกทาง

   อย่างไรก็ตาม เด็กไม่ควรนั่งเบาะหน้าโดยเด็ดขาด แม้จะนั่งรัดเข็มขัดอยู่บนเบาะนั่งนิรภัยแล้วก็ตาม เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัยอาจกระแทกใบหน้าเด็ก หรือกระแทกศีรษะหากนั่งแบบหันหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง

   นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ปรับเอนเบาะนั่งนิรภัยอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของเด็กโน้มเอนไปข้างหน้า โดยเฉพาะในกรณีของเด็กทารก ศีรษะควรเอนไปเพียงข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวก คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมปรับเบาะอยู่เป็นระยะให้รองรับสรีระของลูกน้อยเมื่อโตขึ้น[7]

   เมื่อเด็กโตเกินเบาะนั่งนิรภัยแล้ว จำเป็นจะต้องนำเบาะเสริมหรือบูสเตอร์ มาใช้แทน เพราะถึงเวลานั้นเด็กอาจยังไม่สูงหรือหนักพอสำหรับการใช้เข็มขัดนิรภัยที่มากับรถยนต์ ซึ่งเหมาะกับเด็กที่มีความสูง 150 เซนติเมตรขึ้นไป จึงจะรัดเข็มขัดด้านล่างให้แนบไปกับสะโพกและเชิงกราน และให้เข็มขัดด้านบนอยู่ระหว่างอกกับไหล่ได้พอดี[8]

เรื่องเล็กที่ไม่ควรเสี่ยง

   เบาะนั่งนิรภัยมีวันเสื่อมอายุ จึงต้องหมั่นตรวจเช็คคู่มืออยู่เสมอ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนเบาะนั่งนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าดูสภาพของเบาะยังดูเหมือนเดิม เพราะระบบภายในอาจมีรอยแตกหักซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้ ในทำนองเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้เบาะนั่งนิรภัยตัวเดิมกับลูกคนที่ 2 หรือซื้อเบาะนั่งนิรภัยมือสองมาใช้ หากไม่ทราบที่มาที่ไป

[1]เหตุใดคนจึงเสียชีวิตบนท้องถนนในไทย ประเทศที่อัตราการตายสูงมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Why people keep dying on Thailand’s roads, the most lethal in Southeast Asia- https://www.cnn.com/2019/01/03/asia/thailand-road-deaths-new-year-intl/index.html

[2]สาเหตุการตายในเด็กอายุ 5 – 14 ปี ในประเทศไทย ปี 2560

Causes of death in 5-14 years old, Thailand, 2017-  https://ourworldindata.org/grapher/causes-of-death-in-5-14-year-olds?country=THA

[3]ประเทศไทย - Thailand- https://aip-foundation.org/our-reach/thailand/

[4]กฏหมายบังคับการใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็กช่วยรักษาชีวิตเด็กบนถนนในฟิลิปปินส์

Child restraint law will save children’s lives on Philippine roads.- https://www.who.int/philippines/news/detail/13-03-2019-child-restraint-law-will-save-children-s-lives-on-philippine-roads

[5]เก้าอี้นิรภัยสำหรับเด็ก และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย

Child Safety Seat and Restraint Safety- https://owner.ford.com/support/how-tos/safety/seats/what-seat-can-my-child-use.html

[6]5 วิธีการติดตั้งเก้าอี้นิรภัยให้ถูกต้อง  - 5 Expert Tips on the Correct Way to Install a Child Car Seat https://bestcarseathub.com/blog/5-expert-tips-on-the-correct-way-to-install-a-child-car-seat/

[7]ความปลอดภัยบนเก้าอี้นิรภัย: วิธีเลี่ยง 9 ข้อผิดพลาดในการติดตั้ง

Car seat safety: Avoid 9 common mistakes- https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/infant-and-toddler-health/in-depth/car-seat-safety/art-20043939

[8]ความปลอดภัยบนเก้าอี้นิรภัย: วิธีเลี่ยง 9 ข้อผิดพลาดในการติดตั้ง

Car seat safety: Avoid 9 common mistakes- https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/infant-and-toddler-health/in-depth/car-seat-safety/art-20043939

 

TECHNIC ZONE : การเชื่อมต่อระบบสื่อสารในรถ ช่วยให้การขับรถปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้นได้อย่างไร

 

 

 

 

 

 

   การใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลายในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนโลกและทุกสิ่งรอบตัวเราไปโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยเช่นกัน ระบบเชื่อมต่อสื่อสารในรถยนต์ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิต การทำงาน และการขับขี่ของเรา ในปัจจุบัน รถที่เชื่อมต่อระบบสื่อสารสามารถทำงานได้เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลถึง 20 เครื่อง และมีรหัสปฏิบัติการกว่าร้อยล้านแถว ส่งผลให้ระบบสามารถประมวลผลได้มากถึง 25 กิกะไบต์ ต่อ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2564 จะมีรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสารวิ่งบนท้องถนนมากกว่า 380 ล้านคัน[1]

   หากมีคนถามคุณว่ารถที่คุณขับมีระบบเชื่อมต่อสื่อสารหรือไม่ หากคุณไม่ทราบ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผลการวิจัยของบริษัท กันตาร์[2] (Kantar) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 47 เปอร์เซ็นต์ ไม่ทราบว่ารถที่ตัวเองขับอยู่มีระบบดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่ามีเทคโนโลยีอะไรแบบนี้ และยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักระบบนี้ แต่ไม่วางใจหรือไม่เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ที่มีต่อชีวิตประจำวัน

รถที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร และ“อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง”

   รถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตผ่านการสตรีมข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้รถสามารถเชื่อมโยงและ 'พูดคุย' กับอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงสมาร์ทโฟนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรถหรือนอกรถก็ตาม โดยเทคโนโลยีที่มีระบบเชื่องโยงที่ผ่านการทดสอบ และสื่อสารกับรถคันอื่นบนถนน และสิ่งก่อสร้างหรือโครงสร้างต่างๆ ได้ เช่น รถพยาบาล ไฟจราจร จะช่วยให้ผู้ขับขี่ในการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีอุบัติเหตุและการจราจรติดขัดหรือหนาแน่นได้

   รถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร นับเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์เทคโนโลยีที่เรียกกันว่า อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือ Internet of Thingsซึ่งเป็นการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่มีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็นที่สามารถแจ้งเตือนเจ้าของว่านมในตู้เย็นกำลังจะหมดและสั่งซื้อให้ใหม่โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงกระจกที่สามารถรายงานสภาพอากาศและข่าวสารประจำวันได้ในขณะที่เรากำลังแปรงฟันอยู่

   “การเชื่อมต่อระบบสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญที่ให้กับบริษัทผลิตรถยนต์อย่าง ฟอร์ด สามารถยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นให้แก่เจ้าของรถ” นายไลนัส แมทสัน วิศวกร ด้านระบบข้อมูลความบันเทิงฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจทำให้

   ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทุกอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน อาจเปลี่ยนโลกให้ต่างไปจากเดิม”

ประสบการณ์ดิจิทัลไร้รอยต่อ

   ระบบข้อมูลและความบันเทิง เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่มักพบได้ในรถมีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร

   โดยระบบข้อมูลและความบันเทิงสามารถเปลี่ยนให้รถกลายเป็น ‘สมาร์ทโฟนติดล้อ’ และทำให้ผู้ขับขี่สามารถขยายขอบเขตการใช้ชีวิตดิจิทัลบนท้องถนนได้

   ระบบข้อมูลและความบันเทิงในรถอย่าง ซิงค์ 3 จากฟอร์ด เป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบนำทาง เพลง สภาพอากาศ ส่งข้อความ และโทรศัพท์ได้ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนนและปล่อยมือจากพวงมาลัย ซึ่งไม่เพียงช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิเท่านั้น แต่ยังทำให้สามารถทำงานระหว่างเดินทางได้อีกด้วย ผู้ขับขี่สามารถเช็คและตอบข้อความ เข้าประชุมทางโทรศัพท์ หรือฟังออดิโอบุ๊ค แทนที่จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ระหว่างรถติด

   นอกจากนี้ การเชื่อมต่อระบบสื่อสารยังช่วยประหยัดเวลาและเงินได้ โดยระบบนำทางสามารถเช็คสภาพการจราจร ณ เวลาในขณะนั้น และแนะนำเส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นหรือสภาพอากาศอันเลวร้ายได้ ทำให้ประหยัดเวลาเดินทางและทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ระบบนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับการขับขี่ในเมืองใหญ่และวุ่นวาย อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งประชากรใช้เวลาติดอยู่บนท้องถนนโดยเฉลี่ยสูงถึง 64.1 ชั่วโมงต่อปี ทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองน้ำมัน[3]อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น รถที่มีระบบตรวจจับลมยางยังสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกทาง  เพราะระบบจะส่งสัญญาณเมื่อลมยางอ่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ยางทำงานได้ไม่เต็มที่และทำให้รถใช้น้ำมันสูงกว่าปกติถึง 6 เปอร์เซ็นต์

ความปลอดภัยเมื่อคุณต้องการ

   การยกระดับความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารถือเป็นข้อดีที่สำคัญที่สุดของรถที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร ระบบดังกล่าวได้ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้รถสามารถทำงานได้แบบกึ่งอัตโนมัติได้ เช่น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง เป็นต้น

   เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้เข้ามาปฏิวัติระบบความปลอดภัยในยานยนต์ด้วยการใช้กล้องและเซ็นเซอร์ในรถยนต์ เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยรถที่มีระบบเชื่อมต่อสื่อสารในปัจจุบันมักมีระบบตรวจสอบที่สามารถแจ้งเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ และถูกออกแบบให้แทรกแซงหรือควบคุมรถหากจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการชน

   ตัวอย่างเช่น รถฟอร์ดที่มีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง จะใช้กล้องที่ติดอยู่หลังกระจกมองหลังเพื่อสังเกตเส้นแบ่งช่องทางรถและตรวจจับการออกจากช่องทางโดยไม่เจตนาของผู้ขับ เมื่อกล้องตรวจจับการออกจากช่องทาง ระบบจะแจ้งเตือนผู้ขับบนหน้าปัด หรือควบคุมพวงมาลัยและค่อยๆ บังคับรถให้กลับเข้ามาอยู่ในช่องทางเดินรถ

   ในขณะที่ความก้าวหน้าของรถที่มีระบบเชื่อมต่อสื่อสารและเส้นทางสู่รถไร้คนขับเป็นเรื่องของอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีอันน่าทึ่งที่เข้ามาช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้มีความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และเพลิดเพลินยิ่งขึ้นไปอีกระดับ

   ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ด ผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด และฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.corporate.ford.com


[1]รายงานเรื่องรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสาร:การคาดการณ์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตชั้นนำ

The Connected Car Report: Forecasts, competing technologies, and leading manufacturers -  https://www.businessinsider.com/connected-car-forecasts-top-manufacturers-leading-car-makers-2015-3

[2]บล็อกหน้ายานยนต์ของบริษัทกันตาร์ – รายงานเรื่องรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสารและเจ้าของผู้ไม่รู้จักระบบสื่อสาร

 Kantar Automotive Blog – Connected Cars, Disconnected Owners report - https://go.tnsglobal.com/connected-cars

[3] การจราจรอันหนาแน่นระดับโลกในกรุงเทพฯ

Bangkok Traffic Jams Among World’s Worst – Bangkok Post - https://www.bangkokpost.com/learning/advanced/1201724/bangkok-traffic-jams-among-worlds-worst

 

TECHNIC ZONE : นิสสันเผย 5 เคล็ดลับการขับขี่ในช่วงหน้ามรสุม นิสสันสร้างความมั่นใจ และปลอดภัยพร้อมไปได้ทุกที #GoAnywhere ในช่วงฤดูฝน ด้วยความสามารถในการลุยน้ำสูงถึง 800 มม. ของนิสสัน เทอร์ร่า

 

 

 

 

 

 

   ฤดูฝนของประเทศไทยได้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม และจะถึงช่วงที่มีปริมาณฝนตกสูงสุดในเดือนกันยายน มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดประมาณ 350 มม. ฝนที่ตกหนัก และจำนวนของตึกระฟ้าที่เพิ่มขึ้นมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมในเขตเมือง และทำให้มีการทรุดตัวของพื้นดินประมาณ 1-2 ซม. เป็นประจำทุกปี สิ่งเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยในเมือง โดยในปี 2560 เหตุการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองส่งผลกระทบต่อรถยนต์กว่า 3,000 คัน โดยมีการเคลมประกันเป็นจำนวนเงินมากกว่า 45.6 ล้านบาท

   เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่ และรถยนต์ จะไม่พบอุปสรรคเมื่อเกิดเหตุอุทกภัย นิสสันเผย 5 เคล็ดลับ สำหรับการขับขี่ในภาวะน้ำท่วม พร้อมเพิ่มรายละเอียดของนิสสันเทอร์ร่าสามารถลุยน้ำทีสูงถึง 800 มม. ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถไปได้ทุกที่ หรือ #GoAnywhere ในช่วงฤดูฝนนี้ได้อย่างไร :

1. ทราบระดับความลึกสูงสุดในการลุยน้ำของรถยนต์ – โดยความสูงนี้จะถูกตั้งค่าไว้สำหรับรถแต่ละคัน จากระบบที่มีโอกาสจะเกิดความเสียหาย เช่น ตำแหน่งของกรองอากาศและจานจ่าย ซึ่งนิสสันเทอร์ร่าที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีระยะห่างจากพื้นนนถึงใต้ท้องรถที่สูงถึง 225 มม. ลุยน้ำที่สูงสุดถึง 800 มม.ได้อย่างมั่นใจ ด้วยความสูงขนาดนี้ เปรียบได้กับความสูงของพินโบว์ลิ่งสองกองซ้อนกันโดยท่านสามารถชมการพิสูจน์ความสามารถของเทอร์ร่า ซึ่งไม่เพียงขับขี่ได้ในสภาวะน้ำท่วมในเมืองเท่านั้น แต่ยังสามารถขับผ่านแม่น้ำที่มีกระแสน้ำแรงตามคลิปที่แนบมานี้

2. ใช้ความเร็วไม่เกิน 3 กม. / ชม.ในการลุยน้ำ เพื่อช่วยลดโอกาสที่น้ำจะเข้าสู่เครื่องยนต์ผ่านทางไส้กรองอากาศและสร้างความเสียหายให้กับชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ เนื่องจากขณะที่รถยยนต์เคลื่อนที่ผ่านน้ำจะเกิด “คลื่น” โค้งขึ้นถึงบริเวณด้านหน้ารถ และระดับห้องเครื่องยนต์ สำหรับครื่องยนต์เทอร์โบคู่ขนาด 2.3 ลิตรของเทอร์ร่า ที่ให้กำลัง 190 แรงม้าและมีแรงบิดสูงถึง 450Nm พร้อมมอบพละกำลังมหาศาลให้ผู้ขับขี่สามารถเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่น้ำท่วมได้อย่างมั่นใจ

3. รักษาความเร็วให้คงที่ และไม่ปล่อยคันเร่ง - เพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ผ่านทางท่อไอเสีย และด้วยฟีเจอร์อย่าง Hill Start Assist ทำให้เทอร์ร่า อยู่บนทางความลาดเอียงและพื้นที่เนินเขา ได้อย่างมั่นใจ แม้ในขณะที่ลุยน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้รถไหลถอยหลัง เพราะฟีเจอร์นี้จะรักษาแรงเบรกไว้สองถึงสามวินาที เพื่อให้ผู้ขับขี่มีเวลาพอที่จะเปลี่ยนเท้าจากการเหยียบแป้นเบรกไปสู่คันเร่ง

4. เดินรถทีละคันผ่านพื้นที่น้ำท่วม เพื่อที่คุณจะไม่ต้องถูกบังคับให้หยุดอยู่กลางถนนที่ถูกน้ำท่วมขัง หากมีรถที่ติดค้างอยู่ข้างหน้า ด้วยมิติความกว้างก้านหน้าที่ 1.8 ม. เทอร์ร่ามีห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดมีพื้นที่ใช้สอยมากมาย และยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเดินทางฝ่าถนนขนาดแคบๆที่มีน้ำท่วมขังในเมืองได้

5. ตรวจสอบความผิดปกติของรถ หรือเศษดินโคลนที่อาจติดมากับรถ หลังจากข้ามพื้นที่น้ำท่วมได้อย่างปลอดภัย ด้วยการแสดงผลจากหน้าจอระบบ Advanced Drive-Assist Display ของเทอร์ร่าสามารถให้รายละเอียดของระบบต่างๆ จากแรงดันลมยาง ระบบขับเคลื่อนแบบ 4x4 ไปจนถึงเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear-View Mirror ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหลังของรถที่ชัดเจนแม้จะมีสมาชิกในครอบครัวอยู่เต็มคัน รวมถึงให้มุมมองด้านหลังที่ไม่มีสิ่งกีดขวางด้านหลังรถผ่านกล้องที่ฝังอยู่ที่ฝาประตูหลัง

   “เหตุการณ์น้ำท่วมในฤดูมรสุมทำให้เกิดความท้าทายครั้งใหญ่ในเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพฯ เพราะผู้คนไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ทันเวลาด้วยน้ำที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ก่อให้เกิดความล่าช้า ขณะที่ความปลอดภัยและความสามารถที่จะไปทุกที่ ทุกเวลาของลูกค้าของเรา คือหัวใจของสิ่งที่เราทำ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ในการรับรองคุณสมบัติของนิสสันเทอร์ร่า ที่สามารถเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูง และสามารถเปลี่ยนวิธีในการขับขี่ของผู้คนด้วยความมั่นใจ” คุณ ฮิโรโนริ อาวาโน่ หัวหน้างานวิศวกรรมยานยนต์ของนิสสันเทอร์ร่า (Hironori Awano, Nissan Terra Chief Vehicle Engineer) กล่าว

   “น้ำที่สูงเพียง 300มม. สามารถทำให้รถติดอยู่ในน้ำได้หลายคัน และถ้าสูง 600มม. ก็สามารถทำให้รถบรรทุกหรือรถที่ใช้งานบรรทุกหนักติดอยู่ได้ นิสสันตั้งเป้าหมายเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่ในภูมิภาคนี้เกี่ยวกับการขับขี่ในพื้นที่น้ำท่วมที่ปลอดภัย รวมถึงวิธีที่นิสสันเทอร์ร่าจะสามารถช่วยให้ชีวิตประจำวันของพวกเขาง่ายยิ่งขึ้น”

   ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ นิสสัน เทอร์ร่า ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจของผู้ขับขี่สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และในสถานการณ์แบบออฟโรด ด้วยข้อมูลแบบอินโฟกราฟิกและ VDO ได้ที่นี่: https://drive.google.com/file/d/18Y1yWMKxx8BOmOS7BjJjYnSaTx7HwFDv/view?ts=5d105063

 

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ‘ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ’ ช่วยเจ้าของรถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย                    หลายคนอาจคิดว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก... Read more...
MOTOR NEWS : จุดเริ่มของรถต้นแบบเชฟโรเลต โคโลราโด ในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36                  รถกระบะต้นแบบของเชฟโรเลตที่นำมาแสดงในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home TECHNIC ZONE
Orange Green Red