Developed by JoomVision.com

TEST DRIVE

TEST DRIVE : สัมผัส MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉม อัดแน่นด้วยออฟชั่นล้ำสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ บนเส้นทางทั้งออนโรดจากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านทางลุยแบบออฟโรดบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ก่อนมุ่งหน้าสู่หัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์  

   MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้ที่น่าสนใจหลายจุด รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้ขับขี่ได้นุ่มสบายมากขึ้น

   รูปลักษณ์ภายนอกให้ความโดดเด่นด้วยการออกแบบด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield ให้ความรูสึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟCombination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

   ด้านหลัง ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ตพร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18นิ้ว ช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวรถ

   ภายในห้องโดยสารการดีไซน์เน้นความเรียบหรู พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อ และแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8นิ้ว จึงไม่ต้องละสายตาจากจอแสดงข้อมูลขับขี่ อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และการสั่งงานด้วยเสียง ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

   นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์       และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน

   เริ่มออกเดินทางแบบออนโรดมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระยะทางประมาณ 180กม. ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ช่วงนี้เราได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ทั้ง ระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ D รวมถึงระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold (BAH) ซึ่งทำงานได้ดีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

   ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift  สมรรถนะการขับขี่เมื่อขับเดินทางไกลใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-120 กม./ชม.อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ และเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ช่วงออกตัวลองกดหนักๆ การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ  นอกจากนี้ระหว่างการเดินทางเรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังอีกระบบที่ได้ทดลองบางช่วง คือ ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

   เมื่อถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดธรรมชาติระยะทาง 9กม. เพื่อทดสอบระบบขับเคลื่อน 4ล้อ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน       4ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ระบบนี้คอออฟโรดตัวจริงก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่แท้จริง

   การทดลองขับครั้งนี้ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่โหดมาก แค่ใช้โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ก็เพียงพอแล้ว ในการขับผ่านสภาพเส้นทางธรรมชาติที่หลากหลายทั้ง ทางฝุ่น ทางโคลน วิ่งผ่านลำธารธรรมชาติ ด้วยความเร็วต่ำ 20-40 กม./ชม.ซึ่ง MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ ทุกคันก็สามารถขับผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย 44

   นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ราคาจำหน่าย NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019

-รุ่น 2WD GT มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000บาท

-รุ่น 2WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,469,000บาท

-รุ่น 4WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,599,000บาท

 

TEST DRIVE : NEW NISSAN LEAF ชาร์จครั้งเดียว เที่ยวทั่วกรุง!

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟใหม่ ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ถูกพัฒนาให้สามารถขับได้ไกลมากยิ่งขึ้น พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การดีไซน์ที่ปราดเปรียว ภายใต้เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่มีหัวใจสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)  ซึ่งแนวคิดนี้มีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ยานยนต์ รวมถึงการทำให้ยานยนต์เป็นพลังขับเคลื่อนที่สะอาด ปลอดภัย ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ช่วยให้ผู้คนก้าวไปสู่โลกที่ดีขึ้น

   เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving)ที่โดดเด่นใน นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ อี-เพดัล (e-Pedal) และ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield)โดยนิสสัน ยกระดับนวัตกรรมประสบการณ์ขับขี่ด้วย e-Pedal ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการออกตัว เร่งความเร็ว ชลอความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว ถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้อย่างสิ้นเชิง  ด้วยอัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G เพียงยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก เทคโนโลยี e-Pedal ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องยกเท้าจากแป้นคันเร่งเพื่อเหยียบแป้นเบรกบ่อยครั้งเมื่อต้องการชะลอระดับความเร็วหรือหยุดรถ ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่

   นอกจากนี้ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD)  เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)

   เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power)  หัวใจหลักของเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะในลีฟ ใหม่ คือระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมกับมีแรงบิดและพละกำลังที่สูงขึ้น ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้สมรรถนะที่ต่อเนื่อง และเร้าใจด้วยการส่งกำลังที่ 110 กิโลวัตต์ มากกว่าลีฟ เจนเนอเรชั่นแรกถึง 38 เปอร์เซ็นต์ มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์เป็น 320 นิวตันเมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น จาก 0-100 กม/ชม.ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่มากขึ้น

   ไม่เพียงจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น ลีฟ ใหม่ ยังมีระยะทางขับขี่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดใหม่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางขับขี่มากถึง 311 กิโลเมตรเมื่อชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 %(ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle)  สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ ขณะที่แบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาให้มีความจุพลังงานที่ดีขึ้น แม้มีขนาดเท่าเดิม แต่ปรับปรุงโครงสร้างแต่ละเซลล์ในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดอัดซ้อน (laminated lithium-ion battery) ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้น และที่สำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพวัสดุขั้วไฟฟ้า พร้อมการปรับปรุงเคมีใหม่ ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความทนทานของแบตเตอรี่ทั้งในขณะชาร์จและคลายประจุไฟ

   เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)ด้วยระบบ Vehicle-to-grid ของแบตเตอรี่ สามารถสะสมพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากพลังงานส่วนเกินในเวลากลางวัน เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานภายในบ้านช่วงกลางคืน การเชื่อมต่ออัจฉริยะของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านพลังงานอย่างสิ้นเชิง ทำให้เจ้าของรถลีฟ จะได้รับประโยชน์ต่างๆ จากบริษัทพลังงานที่ต้องการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยผู้ใช้งานลีฟ สามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดในบางประเทศ เพื่อนำมาใช้ในช่วงกลางวันเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

   การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก นิสสัน ลีฟ ใหม่ แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ IDS Concept ที่นำเสนอสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2015 ด้วยความสปอร์ต รูปทรงที่ดึงดูดสายตาสะท้อนตัวตนของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ปรัชญาของการออกแบบ คือ ต้องการแสดงถึงเส้นสายที่เรียบง่ายสะอาดตา แต่แฝงไปด้วยความดุดัน รวมไปถึงความโฉบเฉี่ยวของการเล่นแสงเงา สัมผัสได้ถึงยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้เส้นสายหลักในแนวนอน  กันชน และความโดดเด่นของตัวถังช่วงล่างเน้นย้ำให้เห็นถึงจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของตัวรถ  ทำให้สัมผัสได้ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน และคล่องตัว

   การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในส่วนของกระจังหน้าแบบ V-Motion, ไฟรูปทรง “บูมเมอแรง” และการออกแบบแนวเส้นหลังคา แสดงให้เห็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของนิสสัน ลวดลายตาข่ายสีน้ำเงินสว่างแบบสามมิติโดดเด่นสะกดทุกสายตา เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้าแบบ V-Motion เสริมความพิเศษเฉพาะตัวในฐานะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ไฟหน้าเป็นโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำ และไฟสูง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งในรถยนต์ของนิสสัน ช่วยสร้างความรู้สึกทันสมัย พร้อมทั้งเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเพิ่มระยะการส่องสว่างที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของดีไซน์ และการใช้งาน

   ชุดไฟท้ายมีความโดดเด่นที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำลีฟรุ่นใหม่ได้จากระยะไกล พร้อมติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจก ช่วมเสริมความสปอร์ตและสะดุดตามากยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าที่ลาดต่ำผสมผสานอย่างลงตัวกับกระจกด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงหลังคา ก่อให้เกิดเส้นเงาที่โฉบเฉี่ยว และทำให้การระบายของอากาศดีขึ้น และการออกแบบใต้ท้องรถ และกันชนท้ายที่มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ และอากาศที่ยกตัวรถ ช่วยให้รถมีความมั่นคงยิ่งขึ้น การออกแบบตัวถังตามหลักแอโรไดนามิกส์ รวมถึงกันชนหลังที่เป็นแนวโค้ง ทำให้นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (drag coefficient) เพียง 0.28 เท่านั้นนอกจากนี้ในการชาร์จไฟสู่รถจะมีช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถ ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของนิสสัน แสดงให้เห็นว่าช่องเสียบสายชาร์จไฟใหม่ที่ถูกติดตั้งในระดับ 45 องศา ทำให้ผู้ใช้งานที่มีระดับความสูงต่างกันสามารถเสียบสายชาร์จไฟได้อย่างสะดวก

   ภายในห้องโดยสารของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีความกว้างขวาง และสะดวกสบายมากขึ้น โดยยึดหลักการออกแบบของ    นิสสัน Gliding Wing เป็นแนวทางหลัก การปรับดีไซน์ให้หน้าจอและรูปแบบของไฟแสดงข้อมูลการขับขี่เรียบง่ายขึ้น ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีความเรียบหรู สามารถมองเห็นข้อมูลที่จำเป็นในตำแหน่งที่เหมาะสม บริเวณหน้าจอแสดงข้อมูล และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความฉลาด และใช้งานง่ายขึ้น ที่โดดเด่นมากที่สุด คือ การผสมผสานระหว่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ multi-information  ด้านซ้าย หน้าจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7นิ้ว บอกปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามการกำหนดค่ามาตรฐาน โดยคนขับสามารถเลือกแสดงข้อมูลตามที่ต้องการ หน้าจอแสดงผลตรงกลางแบบ Flush-surface ช่วยให้ผู้ขับขี่สะดวกต่อการเลือกระบบความบันเทิง รวมทั้งแสดงให้เห็นการทำงานของเทคโนโลยี Safety Shield ระดับการชาร์จไฟของรถ และพลังงานที่เหลืออยู่ รวมถึงระบบเสียง และข้อมูลระบบนำทาง

   บริเวณคอนโซลด้านหน้าได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ มีที่รองแก้วแบบคู่จัดวางตามแนวยาวที่นั่งระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นที่ฐานของคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับการวางสมาร์ทโฟนหรือกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งการใช้งานสวิตช์ไฟฟ้า ช่องจ่ายไฟ 12โวลต์และพอร์ตยูเอสบีที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น เครื่องปรับอากาศและระบบทำความร้อนที่ประหยัดพลังงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร แม้ว่าความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเพิ่มขึ้น  แต่ขนาดของแบตเตอรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นห้องโดยสารจึงรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบาย นอกจากนี้พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่มากขึ้น โดยมีความจุ 435 ลิตร สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง หรือกระเป๋าสัมภาระพกพาขึ้นเครื่อง 3 ใบ

   การทดลองขับจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากการทดสอบสมรรถะอย่างเต็มรูปแบบบนลานกว้างในรูปแบบของจิมคาน่าในช่วงเช้า ซึ่งเป็นการพิสูนจ์สมรรถนะของอัตราเร่ง และแรงบิดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง พร้อมความสามารถของเทคโนโลยี e-Pedal ที่ช่วยควบคุมความเร็วรถทั้งการเร่ง และเบรกด้วยคันเร่งเพียงอย่างเดียว ในสถานีการขับขี่รูปแบบต่างๆทั้งโค้งแคบๆและการขับแบบสลาลม ซึ่งเทคโนโลยี e-Pedal ถือเป็นการปฏิวัติการขับขี่จากรถยนต์ที่คุ้นเคย โดยเปลี่ยนวิธีการขับขี่ด้วยการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว

   การควบคุมรถบนสนามจิมคาน่า ของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังจัดว่าขับสนุก ควบคุมง่าย มีความคล่องตัวสูง เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มีการตอบสนองต่อสภาพพื้นผิวถนนที่ดียิ่งขึ้น เนื่องมาจากการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ใหม่ ระบบควบคุมทำงานเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบกันสะเทือนแบบทอร์สชั่น บาร์ (Torsion Bar) ที่มีอัตราการยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากนี้ชุดยางซับแรงกระแทกที่ใช้วัสดุยูรีเธนสำหรับระบบกันสะเทือนหลังได้ถูกแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ที่ผลิตจากยางที่ช่วยลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน เมื่อต้องขับขี่บนสภาพถนนที่ขรุขระ รวมไปถึงเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) ช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานที่แม่นยำมากขึ้นในการสร้างแรงบิดที่เหมาะสมเมื่อเข้าโค้ง

   จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการทดลองขับแบบใช้งานจริง ตามสภาพการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยการชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 % เราต้องขับขี่เดินทางไปเช็คอินตามจุดต่างๆได้ครบถึง 4 จุดหมาย ไม่ว่าจะเป็น การขับขึ้นลานจอดรถ 10 ชั้น ของห้างฟอร์จูน ร่วมเล่นเกม หยุดรถด้วยเทคโนโลยี e-Pedal ก่อนจะลุยเข้าเมืองไปยังจุดแวะต่างๆไม่ว่าจะเป็น สยามสแควร์ ชิมชาไข่มุก ,สถานีดับเพลิงบางรัก ชิมโรตี  แล้วเดินทางออกนอกเมืองสู่อำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม แวะพักผ่อนจิบกาแฟในบรรยากาศริมน้ำ ที่ร้านกาแฟ RIVA ต่อด้วยการแวะเช็คอินที่ ช่างชุ่ย ถ่ายรูปกับเครื่องบิน ปิดท้ายด้วยการฝ่ารถติดช่วงเย็นเข้ากลับมาที่จุดออกสตาร์ทลาน G Land พระราม 9 ซึ่งการทดลองขับในช่วงนี้ นิสสัน ลีฟ คันที่เราขับชาร์จเมื่อไฟฟ้าเต็ม 100 % แผงหน้าปัดแสดงระยะทางวิ่งสูงสุด 260 กิโลเมตร เริ่มออกเดินทางเวลา 12.32. น. หลังจากขับขี่ฝ่าการจราจรทุกรูปแบบ แทบไม่มีการดับเครื่องยนต์ จนกลับมาถึงจุดหมายเวลา 4.27 น. รวมระยะทางวิ่งรวม 109 กิโลเมตร แผงหน้าปัดแสดงสถานะกำลังไฟฟ้าที่เหลืออยู่ 58 % พร้อมประเมินระยะทางวิ่งให้ไปต่อได้อีกถึง 159 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าให้ความคุ้มไม่ธรรมดา เพราะการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200 บาท เฉลี่ยแล้วการเดินทางครั้งนี้เราเสียค่าใช้จ่ายน้อบนิดกิโลเมตรละไม่ถึง 1 บาท

   การทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้ราคา 1.99 ล้านบาท ยังมาพร้อมการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร

 

TEST DRIVE : Subaru Forester CKD ก้าวสู่ยุคใหม่ของเอสยูวีอเนกประสงค์ ตอบรับทุกการใช้งาน

 

 

 

 

 

   New Subaru Forester รุ่นนี้ ถือเป็นรถยนต์แบบน็อคดาวน์ (completely knocked-down หรือ CKD) รุ่นแรกที่ถูกประกอบขึ้นในประเทศไทย คุณภาพตัวรถโดยรวมของ New Subaru Foresterก็วางใจได้ด้วยมาตรฐานการผลิตเดียวกับญี่ปุ่น โดยยึดมั่นใน 4 เทคโนโลยีหลักที่ครองใจแฟนค่ายดาวลูกไก่ทั่วโลก ประกอบด้วย ซูบารุ โกลบอล แพลทฟอร์ม (Subaru Global Platform), ระบบขับเคลื่อน สี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive), เครื่องยนต์แบบ Boxer และเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยยุคใหม่ EyeSight ซึ่งการบุกตลาดมาพร้อม 3 ทางเลือก เริ่มจากรุ่นท็อป Subaru Forester 2.0 i-S EyeSight , Subaru Forester 2.0 i-S และ Subaru Forester2.0 i-L

   สำหรับการทดลองขับ NewSubaru Foresterเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ทางซูบารุ ได้เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับแบบวันเดย์ทริป เส้นทางกรุงเทพฯ - บางแสน ชลบุรี เน้นการขับขี่แบบขับท่องเที่ยวสบายๆพร้อมร่วมกิจกรรม Walk Rally ณ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

   การออกแบบรูปลักษณ์และโครงสร้างตัวรถในสไตล์รถเอสยูวีแท้ๆ เช่นเดียวกับForesterรุ่นที่ผ่านมา   ตัวถังสร้างจากเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ให้ความทนทานและความแข็งแกร่ง พร้อมขัดเกลารูปโฉมให้สวยงาม ล้ำสมัย และแฝงไว้ด้วยความดุดันแบบสปอร์ตตามสไตล์นิยมของรถยนต์ซูบารุยุคใหม่ ใบหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าเรียวคม พร้อมลูกเล่นการส่องสว่างแพรวพราวแบบ LED กระจังดูเรียบๆเป็นสีดำขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยเส้นโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหรา และดีไซน์กันชนทรงสปอร์ตมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED  ขณะที่ด้านท้ายรูปทรงดูบึกบึนแบบเอสยูวีมากกว่าตัวถังแบบรถครอสโอเวอร์ที่หลังคาโค้งลาดเทไปด้านหลัง พร้อมเน้นความโดดเด่นด้วยชุดไฟท้ายที่ดีไซน์ใหม่รูปทรงสะดุดตา และเพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดสปอยเลอร์ขนาดใหญ่แนบชายหลังคาทอดยาวมาจนถึงเสาท้ายทั้งสองด้าน

   ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่เน้นความกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่ต่างคู่แข่งในคลาสเดียวกัน แถมยังมีช่องใส่ของต่างๆรอบคัน และที่สนใจคือการติดตั้งช่องเสียบชาร์จ USB หลายจุดทั้งบริเวณคอนโซลกลางด้านหน้าและบริเวณช่องแอร์ด้านหลังระหว่างเบาะนั่งคู่หน้า เมื่อล้มตัวลงนั่งห้องโดยสารค่อนข้างปลอดโปร่ง มองเห็นทัศนวิสัยโดยรอบได้อย่างชัดเจน พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังจับได้ถนัดมือดี มาพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นมีปุ่มควบคุมข้อมูลระบบการขับขี่ต่างๆที่ก้านด้านซ้าย และครุยส์คอนโทรลที่ก้านด้านขวา ส่วนเบาะนั่งเป็นทรงกึ่งสปอร์ตนั่งได้สบาย รองรับแผ่นหลังและช่วงต้นขาได้ดี เบาะสามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้หลายระดับช่วยในการปรับท่านั่งได้เหมาะสมตามสรีระส่งผลให้การขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น

   New Subaru Foresterขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบ Boxer 4 สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดตรง ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที  เครื่องยนต์บล็อคนี้ลดความดิบในการขับเคลื่อนสู่การเป็นรถยนต์ซูบารุยุคใหม่ที่เน้นการขับขี่สะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ด้วยการส่งผ่านกำลังจากชุดเกียร์CVT 7 สปีดเน้นความราบเรียบ นุ่มนวล แต่ตรงนี้ก็ชดเชยความสนุกในการขับขี่ตามยุคสมัย ด้วย Manual Mode สามารถปรับลดเกียร์ได้ทันทีตามใจต้องการจากแป้น Paddle Shift ติดตั้งด้านหลังพวงมาลัย นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตร กับฟังก์ชัน X-MODE สามารถเลือกคุณสมบัติการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ที่เหมาะตามสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย

   การทดลองขับครั้งนี้เรามีโอกาสได้สัมผัส New Subaru Foresterรุ่น Subaru Forester 2.0 i-Sรายละเอียดหลักๆที่ต่างจากรุ่นท็อปคือ การไม่มีระบบความปลอดภัย EyeSigntซึ่งประกอบด้วย  ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติก่อนการชน  ระบบล็อคความเร็วรถแบบแปรผันอัตโนมัติ ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ และระบบเตือนเมื่อรถออกจากเลนหรือเมื่อรถส่ายส่วนออฟชั่นมาตรฐานหรือระบบความปลอดภัยทั้งในเชิงปกป้องและป้องกัน ก่อนและหลังการอุติเหตุก็ใส่มาให้ครบเช่นเดียวกัน แต่ที่เป็นจุดเด่นคือการให้ความอุ่นใจด้วยการจัดเต็มกับการติดตั้งถุงลมนิรภัยมากถึง 7 ตำแหน่งปกป้องรอบห้องโดยสาร

   สมรรถนะการขับขี่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรถยนต์ซูบารุยุคก่อนๆอย่างชัดเจน จากความดิบ เน้นฟิลลิ่งดุดันแบบรถสปอร์ตถูกแทนที่ด้วยการขับขี่ที่สะดวกสบาย ให้ความนุ่มนวล ควบคุมรถง่าย เหมาะกับการเป็นรถใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่าการเป็นรถซิ่งเน้นขับสนุกแบบเดิม สมรรถนะการขับเคลื่อนจึงออกมาแนวพอเพียงต่อการใช้งาน ช่วงออกตัวการเร่งความเร็วได้ทันใจแบบเนียนๆเน้นความราบเรียบในการไต่ระดับความเร็ว ช่วงรอบกลางๆการเร่งแซงก็ทำได้ทันใจ แต่ต้องเติมคันเร่งให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานของเกียร์CVT ถ้ากดลึกหนักทันทีรอบจะตวัดสูงนำหน้าเข็มไมล์โดยไม่จำเป็น ช่วงถนนโล่งถ้าลองไล่ความเร็วไปเรื่อยๆ ก็มีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ถึง 193 กม./ชม. สนใจสัมผัสของจริงได้ด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมทั่วประเทศ...

 

TEST DRIVE : สัมผัส New SUBARU XV เส้นทางท่องเที่ยว กรุงเทพฯ-นครนายก

 

 

 

 

 

 

 

 

   New SUBARU XV ทายาทรุ่นที่ 2 สานต่อยอดความนิยมของนักขับผู้รักความท้าทายจาก XV รุ่นแรกที่โลดแล่นในภูมิภาคนี้มาหลายปี ทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ตลอดทั้งโครงสร้างและอีกหลายๆด้าน และเชื่อได้เลยว่ารถสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นนี้ยังเป็นหนึ่งในอาวุธหลักที่ยังนำพาให้ยอดขายของค่ายซูบารุเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

   การทดลองขับครั้งนี้ เป็นเดินทางแบบท่องเที่ยวไปกลับใน 1 วัน โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-นครนายก ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร  มีผู้ร่วมเดินทาง 3 คนต่อคัน สลับกันขับและนั่งโดยสารทริปนี้เป็นทดลองขับแบบท่องเที่ยวสบายๆมากกว่าการเจาะลึกด้านสมรรถนะแบบสุดขั้ว โดยแวะท่องเที่ยวสักการะศาลเจ้าพ่อขุนด่านเพื่อเป็นศิริมงคล และร่วมกิจกรรมที่ท้าทาย ทดสอบความแม่นยำที่สนามยิงปืนโรงเรียนนายร้อย จปร. จากนั้นเดินทางต่อไปชมเขื่อนขุนด่านปราการชล ก่อนกลับกรุงเทพฯด้วยความประทับใจตลอดเส้นทาง

   New SUBARU XV โดดเด่นด้วยSUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกพัฒนาใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งมีน้ำหนักเบาและให้ความปลอดภัย  เมื่อผสานกับรูปลักษณ์การดีไซน์ทั้งภายในและภายนอกที่ได้รับการขัดเกลาให้หรูหราโฉบเฉี่ยวสไตล์ครอสโอเวอร์ยิ่งขึ้น และยังเสริมเทคโนโลยีที่เน้นการประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้น นับเป็นการเติมเต็มสมรรถนะใหม่ให้ครบทุกมิติยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   รูปโฉมภายนอกและรูปทรงโดยรวมยังยึดสไตล์การออกแบบใกล้เคียงกับรุ่นเดิม มีส่วนผสมระหว่างรถเอสยูวีและรถผสมข้ามพันธุ์หรือครอสโอเวอร์ ตัวรถมีความยาวโดยรวม 4,465 มม. เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 15 มม. กว้าง 1,800 มม. เพิ่มขึ้น 20 มม. ส่วนสูง 1,615 มม. ความสูงจากพื้นถึงตัวรถมากถึง 220 มม.ใกล้เคียงกับรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสายลุยทั่วๆไป จึงมั่นใจได้ในการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารในชนบทหรือแม้กระทั้งช่วงฝนตกหนักจนน้ำขังรอระบายในเมืองใหญ่

   รูปลักษณ์ทั้งด้านหน้าด้านข้างจนถึงด้านท้ายรถ ออกแบบใหม่หมดมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมจนเห็นได้ชัด ไฟหน้าทรงเรียวคมเข้มยิ่งขึ้น โคมไฟรมดำดุดัน ในโคมเป็นแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมหลอด LED เพิ่มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น กระจังหน้ารูปทรงเรขาคณิตสีดำมีมิติแสดงถึงความสปอร์ตแข็งแกร่ง เสริมด้วยไฟตัดหมอกที่กันชนหน้าและตกแต่งด้วยแถบสีดำบริเวณชายกันชน ด้านข้างตัวรถออกแบบโป่งล้อหน้าสีดำทอดยาวผ่านสเกิร์ตข้างสีดำไปจรดโป่งล้อหลัง และมุมกันชนท้ายที่มาพร้อมไฟตัดหมอกทรงเหลี่ยมใหญ่ดูกลมกลืนต่อเพิ่มความเข้มแข็งดุดันลงตัว ด้านท้ายรถโดดเด่นด้วยไฟท้ายสามมิติเพิ่มลูกเล่นด้วยเหลี่ยมมุมสะดุดตา พร้อมเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังคาพร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 พร้อมอากาศแบบครีบฉลาม และติดตั้งเรียวแรคขนาบแนวหลังคาใส่สีเงินรวมทั้งล้ออัลลอยลายสีทูโทนใหม่ขนาด 17 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารออกแบบสไตล์สปอร์ตอเนกประสงค์ที่เติมความสะดวกสบายไว้อย่างครบครันยิ่งขึ้น ห้องโดยสารใช้โทนสีเข้ม พร้อมตกแต่งด้วยทริมสีเงินบริเวณคอนโซล ฐานเกียร์ และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์หรือแพ็ดเดิลชิฟท์ พวงมาลัยจับกระชับมือไม่หนักหรือเบาเกินไป บังคับเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงติดตั้งสวิทช์ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตโอบกระชับส่วนรองต้นขาหุ้มด้วยผ้าช่วยให้ไม่ลื่นเวลานั่งสลับกับหนังเพิ่มความหรูและทำความสะอาดง่าย เบาะหลังสามารถแยกปรับพับในระนาบเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ช่วยเพิ่มความจุในการจัดเก็บสัมภาระได้ในปริมาณมาก

   นอกจากนี้ยังติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนมัลติฟังก์ชัน และเหนือขึ้นไปที่ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดมีหน้าจอแสดงผลการขับขี่สามารถเรียกดูข้อมูลสำคัญได้อย่างครบถ้วน ระบบมัลติมีเดียจัดมาครบครันด้วยเครื่องเล่นดีวีดี MP3 พอร์ทเชื่อมต่อ USB AUX HDMI BLUETOOTH NFC พร้อมระบบเนวิเกเตอร์ และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซน DUAL-ZONE ให้ความเย็นสบายได้ตามต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

   ทางด้านระบบความปลอดภัยก็มั่นใจได้ด้วยถุงลมนิรภัย (SRS-AIRBAG) ทั้งหมด  7 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ครบทุกที่นั่งรวมถึงที่นั่งกลางเบาะแถวหลัง รวมทั้งติดตั้งทั้งกล้องมองภาพด้านหลังอีกด้วย โครงสร้างตัวถังใหม่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากขึ้น 40% ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำจากรุ่นเดิมอีก 5 มม. ตัวโครงสร้างมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 70-100% จึงทำให้ลดการโคลงของตัวรถยนต์เวลาขับขี่ถึง 50 % ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถึง 30% พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (VEHICLE DYNAMICS CONTROL SYSTEM) และระบบตรวจจับการหมุนของรถยนต์ (ATV: ACTIVE TORQUE VECTORING) ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบตำแหน่งพวงมาลัย เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G ระบบนี้จะสั่งการเบรกไปยังล้อหน้าที่อยู่ด้านในโค้งและกระจายแรงบิดหรือ TORQUE สำหรับล้อที่อยู่ด้านนอกโค้งโดยอัตโนมัติ ทำให้ควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น

   SUBARU XV ใหม่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างสำหรับการรองรับช่วงล่างและตัวถังใหม่ SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE (SAWD) โดยรถรุ่นนี้ผลิตจากโรงงานในประเทศมาเลเซีย ทำตลาดในประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย เริ่มต้นจากรุ่น 2.0 i ด้วยราคา 1,159,000 บาท และรุ่นท๊อปที่เราได้ทดลองขับ 2.0 i-P ราคาอยู่ที่ 1,259,000 บาท (รวมแพ็กเก็จอุปกรณ์ตกแต่งและการรับประกัน )

   SUBARU XV ให้สมรรถนะเร้าใจตามแบบฉบับของซูบารุด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (BOXER) บล็อคใหม่ล่าสุด FB20 ขนาด 2.0 ลิตร สมดุลซ้าย/ขวาและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาแก้ไขชิ้นส่วนต่างๆ ถึงเกือบ 80%  ของชิ้นส่วนทั้งหมดในเครื่องยนต์เพื่อลดน้ำหนัก  และจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง  (ไดเรคอินเจคชัน)  เพิ่มกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 12.5:1 (เดิม 10.5:1) ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมระบบควบคุมวาล์วแบบแอคทีฟ (AVCS: ACTIVE VALVE CONTROL SYSTEM) ทั้งไอดี  และไอเสีย พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดช่วงรอบต่ำให้อัตราเร่งที่ดียิ่งขึ้น ส่วนระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตราทดต่อเนื่อง CVT ใหม่ พัฒนาจากเดิม 6 สปีด มาเป็น 7 สปีด ออกแบบช่วงอัตราทดเกียร์ให้กว้างขึ้นทำให้อัตราเร่งดีขึ้น และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงลดน้ำหนักส่วนเกินลง

   หลังจากที่ได้ลองสัมผัส SUBARU XV ใหม่ แบบเจอกันครั้งแรก อัตราเร่งอยู่ในระดับเพียงพอต่อการใช้งานตั้งแต่จังหวะออกตัวรวมถึงเมื่อต้องเร่งแซง ความเร็วไม่ถึงกับมุทะลุดุดันกระชากระชั้น แต่ก็ทันใจและ วางใจได้ ที่แน่ๆไม่เป็นรองใครในคลาสเดียวกัน  ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตรตลอดเวลา (SYMMETRICAL AWD) ก็ช่วยให้การขับขี่เดินทางทำได้อย่างมั่นใจทั้งในจังหวะที่รีบหรือไม่เร่งรีบ ความเร็วประมาณ 100 -120 กม./ชม.การยึดเกาะถนนไม่มีอาการไหวหวั่น ให้ความรู้สึกมั่นคงนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีระบบ X-MODE เป็นตัวช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบส่งถ่ายกำลังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร เบรค และ อุปกรณ์อื่นๆ  ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ยากลำบากยิ่งขึ้น

   ล่าสุด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 'ซูบารุ' อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษแบบคุ้มสุดคุ้มรับมอเตอร์โชว์ 2019 สำหรับแฟนคลับรถยนต์ SUBARU XV รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน 36 เดือน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : NEW MITSUBISHI TRITON 2019 ทดสอบสมรรถนะความแกร่งเต็มรูปแบบ

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิเชิญสื่อมวลชนไทยกว่า 100 ชีวิต ร่วมพิสูจน์สมรรถนะ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ กับการขับขี่เต็มรูปแบบ ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ตลอดเส้นทางเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ขับขี่บนถนนหลวงและเส้นทางออฟโรด รวมถึงการเส้นทางโค้งที่ท้าทายบนแนวเขาสูงที่สุดในประเทศไทย

   มิตซูบิชิ ไทรทันรุ่นล่าสุด สร้างขึ้นพร้อมกับการฉลองครบ 40 ปีแห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิ ทั้งในด้านการจัดจำหน่ายและการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต โดยได้รับการพัฒนาให้มีความโดดเด่นรอบด้าน ทั้งความแข็งแกร่ง ทนทาน สมรรถนะการขับขี่ที่ดีทุกด้าน ตลอดจนความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใส่มาแบบจัดเต็ม

   การพัฒนาขึ้นให้ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ พัฒนาเพื่อยกระดับในทุกมิติ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าในการขับขี่ไปบนเส้นทางออฟโรด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย

 

    ดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ “Dynamic Shield” ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

   ตัวถังดีไซน์ใหม่ผสานกันอย่างลงตัวด้วยส่วนโค้งมนตัดกับเส้นสายอันโฉบเฉี่ยว พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่เน้นความแกร่งและความทันสมัยรวมถึงชุดไฟท้ายและชุดกันชนดีไซน์ใหม่ช่วยเพิ่มความบึกบึน

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยและสะท้อนถึงความแกร่งได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะการออกแบบแผงควบคุมตลอดจนช่องแอร์ ที่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุบุนุ่มและการตัดเย็บที่บริเวณกล่องคอนโซลข้างคนขับ ที่วางแขนและเบรกมือ ซึ่งผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน

   การทดลองขับครั้งนี้มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร เริ่มจากจุดปล่อยขบวนรถที่โรงแรมใน อ.หางดง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินอกตัวเมืองเชียงใหม่ สู่เส้นทางบนถนนสายหลักและถนนสายรอง เพื่อให้ได้สัมผัสสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมของ
มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่

   เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ที่สูงชันเปิดโอกาสให้พิสูจน์แรงบิดที่ดีที่สุดจากรถกระบะในระดับเดียวกันของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที และพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์คลีนดีเซลรหัส 4N15 บล็อก 4 สูบ MIVEC VG Turboถ่ายทอดกำลังสู่ล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 18 นิ้ว ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงด้วยการลดรอบเครื่องยนต์ต่ำลงขณะทำความเร็วสูง และเงียบกว่าเดิมขณะที่ยังคงความคล่องตัวเมื่อใช้ความเร็วต่ำ มาพร้อมระบบ Auto Stop and Goซึ่งดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอดนิ่งเพื่อช่วยประหยัดการใช้เชื้อเพลิงยิ่งขึ้น

   การบนเส้นทางอันสมบุกสมบันเลียบหน้าผา ปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่งดงามแต่แฝงไว้ซึ่งอุปสรรคสุดท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางชันที่เปียกลื่น ตลอดจนสภาพพื้นผิวถนนแบบฝุ่น ขรุขระเป็นหลุมและบ่อโคลน เป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร ผ่านหน่วยจัดการต้นน้ำแม่จอนหลวงลัดเลาะขึ้นไปบนทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก เพื่อขึ้นสู่เส้นทางออฟโรดขุนวางที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,500 เมตรเพื่อทดลองระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล รวมถึงการควบคุมรถฝ่าอุปสรรคอย่างเหนือชั้น ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยี Super Select 4WDIIมาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2Hระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H(4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Controlโหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, SandและRock รวมถึงระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อสมรรถนะที่เหนือระดับบนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทายและสมบุกสมบัน

   การขับผ่านเส้นทางทุรกันดารในครั้งนี้ เราเลือกใช้โหมดเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4H (4WD High-Range) ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ทุกรูปแบบไปได้อย่างมั่นใจ ทั้งกำลังขับเคลื่อนที่เพียงพอ มีการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและหลังอย่างสมดุลย์ ทางไม่ลื่นมากไปด้วยความเร็วต่ำ 40 : 60  แต่ถ้าทางลื่นมากๆหรือไปด้วยความเร็วสูงจะกระจายกำลังแบบ 50 : 50 โดยระบบจะคำนวณปรับเปลี่ยนการถ่ายถอดกำลังขับเคลื่อนให้โดยอัตโนมัติ และอีกสิ่งที่น่าชื่นชมคือความคล่องตัวในการควบคุมรถของพวงมาลัยที่ให้น้ำหนักเบาสบาย และมีความแม่นยำในการบังเลี้ยวแทบไม่ต่างจากการใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ แถมยังให้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.9 เมตร การเลี้ยวในโค้งแคบๆตามแนวไหล่เขาจึงทำได้ง่ายมีความคล่องตัวสูงมาก

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังให้ความมั่นใจด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution)ซึ่งพัฒนาขึ้นให้มีความทนทานและแข็งแกร่ง พร้อมปกป้องเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงยังลดเสียงจากแรงสั่นสะเทือนและความกระด้าง ให้สัมผัสที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับภายในห้องโดยสาร รวมถึงการติดตั้งวัสดุป้องกันเสียงรบกวนและลดแรงสั่นสะเทือนในตำแหน่งสำคัญรอบตัวรถ

 

   เมื่อถึงเส้นทางลงเขาอันลาดชัน เรายังได้ทดลองใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน เพื่อรักษาความเร็วรถให้คงที่ขณะลงทางลาดชัน รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันทันสมัยอื่นๆ อันครบครัน ทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว โดยอาศัยกล้องและระบบเรดาร์เลเซอร์ตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนข้างหน้าระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน เพื่อเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถอยู่ด้านข้างขณะเปลี่ยนเลน ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด ตรวจจับว่ามีรถยนต์กีดขวางขณะถอยหลังหรือไม่ และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุเมื่อเหยียบคันเร่งไปข้างหน้าหรือถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ

   ระหว่างการหยุดพักดื่มกาแฟก่อนเข้าที่พัก ยังได้ทดสอบอีกหนึ่งรบบความปลอดภัยอันทันสมัย ได้แก่ กล้องมองภาพรอบคัน ที่ใช้กล้อง 4 ตัวจับภาพรอบคันพร้อมภาพมุมสูงที่แสดงสิ่งกีดขวางรอบคัน และเซ็นเซอร์กะระยะจอด เพื่ออำนวยความสะดวกในการจอดรถ

   นอกเหนือจากระบบความปลอดภัยแล้ว ความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารคืออีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของรถกระบะมิตซูบิชิ ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มคุณภาพสูง รองรับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ด้วยช่องเก็บของและจุดวางเครื่องดื่ม รวมถึงการติดตั้งช่อง USB ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งานสำหรับผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง แสดงผลผ่านจอแสดงข้อมูลในการขับขี่แบบสีพร้อมอะนิเมชั่นสามมิติ และมาตรวัดแบบไฮคอนทราสต์และกราฟฟิกที่มีความละเอียดสูงขึ้น การแสดงผลระบบนำทางได้รับพัฒนาใหม่เพื่อให้มองเห็นได้สะดวกชัดเจนยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นรถกระบะยุคใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้โดดเด่นด้วยสมรรถนะแกร่งลุยทุกอุปสรรคที่ท้าทาย ฉีกทุกกรอบการออกแบบและเพีบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ถ้าสนใจเชิญพิสูจน์สมรรถนะด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ!

 

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ฉลองความสำเร็จกับขบวนคาราวาน โตโยต้าตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป                    มร. ซูซูมุ มัตสึดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์... Read more...
MOTOR NEWS : จีเอ็ม ประเทศไทย คว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประเภทการบริหารงานคุณภาพ ประจำปี 2562                      จีเอ็มประเทศไทยผู้ผลิตรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโดรถอเนกประสงค์เชฟโรเลตเทรลเบลเซอร์และเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประจำปี2562... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home TEST DRIVE
Orange Green Red