Developed by JoomVision.com

TEST DRIVE

TEST DRIVE : ALL NEW MAZDA CX-8 รุ่นท็อป 6 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

   All-New Mazda CX-8 เปิดตัวสู่ตลาดเพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับครอบครัวใหญ่ ภายใต้ขนาดตัวถังที่ใหญ่โต ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย จากพื้นฐานการออกแบบเบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสารได้ทั้ง 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง ตอบโจทย์ในการเดินทางที่สะดวกสบายสูงสุด

   แนวทางการออกแบบของ All-New Mazda CX-8ยังคงเน้นความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา KODO design : Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงามจากคอนเซ็ปต์ “Less is More” เพื่อลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเหลือแต่ความสง่างาม เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกสู่ภายในห้องโดยสาร เลือกใช้เฉพาะวัสดุตกแต่งที่มีคุณภาพสูง  มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานได้หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ความสะดวกสบาย สามารถรองรับการใช้งานจริงของผู้โดยสารในทุกตำแหน่งที่นั่ง โดยมีรูปแบบของห้องโดยสารที่นั่งให้เลือก ทั้งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง ในรุ่น XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-Dที่เราเน้นทดลองขับครั้งนี้ ซึ่งห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง จะมาพร้อมเบาะที่นั่งแถวสองแบบ Exclusive Captain Seat 2 ที่นั่ง แยกซ้าย-ขวา พร้อมอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกกับคอนโซลกลางที่เป็นทั้งกล่องเก็บของ ที่วางแก้วน้ำ ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง และม่านบังแดดที่ประตูคู่หลัง เรียกว่าให้ความสบายระดับเอ็กซ์คลูซีฟต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆในคลาสใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน

   ส่วนรุ่นที่มีห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมกับเบาะที่นั่งแถวสองแบบ 3 ที่นั่ง สามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 พร้อมพนักวางแขน ที่วางแก้วน้ำ และช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเบาะที่นั่งแถวสามของทั้ง 2 แบบ ยังสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงได้ถึง 170 ซม. และสามารถปรับพับแยกได้อย่างแบนราบแบบ 50:50 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางสัมภาระได้อย่างหลากหลาย

   การตกแต่งภายในห้องโดยสารเลือกใช้สีโทนเข้ม วัสดุตกแต่ง Real Wood ผสมผสานกับสีเงินซาตินโครม มาพร้อมเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยเส้นด้ายสีน้ำตาลเข้ม เรียกว่าให้ความหรูเทียบชั้นกับรถยุโรป อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งในตำแหน่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง มาพร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่งของเบาะ 2 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri Zone  พร้อมแผงควบคุมบริเวณเบาะนั่งแถวที่สอง ระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่าน Center Display จอสีแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ติดตั้งบริเวณด้านหลังคอนโซลเกียร์อยู่ในระยะที่หยิบจับใช้งานได้สะดวก

   สำหรับการทดลองขับเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เริ่มต้นเดินทางจากจังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดเชียงใหม่  โดยมี All-New Mazda CX-8 ให้ทดลองขับครบทุกรุ่น ทั้งรุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตรและขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ที่เราได้ลองขับรุ่นท็อป  XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-Dระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตร

   All-New Mazda CX-8 XDL EXCLUSIVE ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร (SKYACTIV-D 2.2) เป็นเครื่องยนต์ยอดนิยมที่คุ้นเคยประจำการอยู่ใน CX-5 รุ่นล่าสุด ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ให้แรงม้าสูงสุดถึง 190 แรงม้า ที่4,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที โดยในรุ่น XDL EXCLUSIVE มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน พร้อมการันตีความประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนอีกหนึ่งทางเลือกจะเป็นครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองดียิ่งขึ้น ให้แรงม้าสูงสุดถึง 194 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 258 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ให้ความประหยัดน้ำมันสูงสุด 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   สิ่งที่น่าชื่นชมจากการขับขี่ว่ากันตั้งแต่ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง มองทัศนวิสัยรอบตัวได้ชัดเจน แม้ตำแหน่งของเบาะนั่งจะค่อนข้างต่ำตามจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ให้ความรู้สึกคล้ายๆขับรถเก๋งหรูยกสูงพองาม ตรงนี้ยังเป็นข้อดีในเรื่องการก้าวขึ้นลงรถที่สะดวกสบายกว่ารถเอสยูวี หรือ พีพีวี ส่วนเรื่องการบังคับควบคุมรถต้องบอกว่าเป็นรถคันใหญ่ที่ขับง่าย มีความคล่องตัวสูง พวงมาลัยช่วงความเร็วต่ำค่อนข้างเบาแรงในการเลี้ยว แต่มีความแม่นยำสูง และช่วงใช้ความเร็วสูงทั้งทางตรง หรือการขับผ่านโค้ง พวงมาลัยจะหนักตึงมือ นิ่ง เลี้ยวคมกริบ ซึ่งเป็นจุดเด่นเหมือนกับรถมาสด้ายุคใหม่หลายๆรุ่น ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และแบบมัลติลิงค์หรือแขนยึดหลายจุดที่ด้านหลัง ก็ให้สัมผัสที่ดีตามสไตล์เอสยูวีหรูขนานแท้ โดดเด่นด้วยความนุ่มนวล ไม่กระด้าง กระเด้ง นั่งสบายทุกที่นั่ง ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพของตัวรถได้อย่างมั่นคง ทรงตัวดีเยี่ยม ทั้งการขับขี่บนทางตรง และการขับเข้าโค้งด้วยความเร็ว แถมการเก็บเสียงต่างๆ จากภายนอกทั้งเสียงลมปะทะ เสียงจากใต้ท้องรถ และเสียงจากเครื่องยนต์ ผ่านเข้ามารบกวนในห้องโดยสารน้อยมากๆทำให้ผู้ขับ และผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลาย พูดคุย หรือฟังเพลงกันได้อย่างเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

   การควบคุมรถยังให้ความมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยี G-Vectoring Control  (GVC) ด้วยการปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ตอบสนองต่อการทำงานของพวงมาลัยเป็นการควบคุมแบบผสมผสานระหว่างแรงเร่งด้านข้าง และตามยาวของตัวรถ พร้อมปรับแรงกดในแนวดิ่งให้เหมาะสมที่ลงสู่ล้อแต่ละล้อ ระบบ GVC จะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ลดลงในขณะที่คนขับเริ่มหมุนพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนภาระให้กับล้อหน้า ช่วยเพิ่มความกระชับของล้อหน้าและเพิ่มความสามารถในการตอบสนองของรถ หลังจากนั้นเมื่อผู้ขับรักษามุมพวงมาลัยคงที่ ระบบ GVC จะคืนแรงบิดของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเพื่อถ่ายโอนภาระไปยังล้อหลัง และช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรถ

   ในส่วนของพลังขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D อัตราเร่งทั้งช่วงออกตัว และเร่งแซงมาแบบทันใจ ไม่ถึงกับดึงกระชาก แต่ก็ถือว่าว่องไวทันใจเหมาะสมต่อการเป็นรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ส่วนช่วงการขับขี่ทางไกลแบบใช้งานจริง ในครั้งนี้ด้วยความหลากหลายของสภาพเส้นทางมีทั้งทางตรงแบบเลนสวน และทางคดโค้งบนเขา ความเร็วการเดินทางจึงไม่คงที่มีการเร่งและลดความเร็วแบบจัดหนักตลอดเวลา ซึ่งเราลองจับค่าความประหยัดจากค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองบนแผงหน้าปัดในทุกช่วงที่มีการสลับผู้ขับ ตัวเลขจากการใช้งานจริง ถือว่าไม่ธรรมดาทำได้ใกล้เคียงกันในทุกช่วงการเดินทางอยู่ที่ประมาณ 12 -13 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าประหยัดไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับรถเอสยูวีตัวถังใหญ่โตขนาดนี้

ราคาจำหน่าย All-New Mazda CX-8

-2.5 S SKYACTIV-G 2.5 7ที่นั่ง 1,599,000บาท

-2.5 SP SKYACTIV-G 2.5 7ที่นั่ง 1,699,000บาท

-XDL SKYACTIV-D 2.2 7ที่นั่ง 1,899,000บาท

-XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-D 2.2 6 ที่นั่ง 2,069,000 บาท

 

TEST DRIVE : NEW MG EXTENDER ขับสบาย สไตล์รถยนต์นั่งอเนกประสงค์!

 

 

 

 

 

 

 

 

   NEW MG EXTENDERภายใต้นิยาม “รถกระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” วางจุดเด่นหลักในการทำตลาด คือความใหญ่โตของขนาดมิติตัวถัง ส่งผลให้ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ ให้ความกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันสไตล์รถกระบะอเนกประสงค์ มากกว่าการเน้นใช้งานบรรทุกเหมือนรถกระบะยี่ห้ออื่น

   การทำตลาดช่วงแรกเปิดตัวด้วยตัวถัง 2 ทางเลือก คือรถกระบะแบบตอนครึ่ง หรือ Giant Cab และแบบ 4  ประตู หรือ Double Cab ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ด้วยขนาดมิติตัวถังขนาดใหญ่จึงช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุก และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย รองรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART สั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกของโลกในรถกระบะ เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถยนต์เอ็มจี พร้อมสมรรถนะที่โดดเด่นจากเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรล เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า เน้นให้ความแรง พร้อมการประหยัดน้ำมัน และประหยัดค่าบำรุงรักษา  นอกจากนี้ ยังให้ความสะดวกสบายและมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION และติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน

   NEW MG EXTENDERมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic โดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และมิติตัวถังขนาดใหญ่ ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี  ผสานชุดไฟหน้ามาดเข้มแบบ LED PROJECTOR พร้อม Daytime Running Lights สว่างชัดเวลากลางวัน และระบบควบคุมไฟหน้าปรับเลี้ยวตามองศาพวงมาลัยช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ดียามค่ำคืน ด้านข้างตัวถังเน้นความโค้งมนบึกบึน เสริมมัดกล้ามจากโป่งล้อขนาดใหญ่ พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยลายสวยเรียบขนาด 18 นิ้ว ประกบยางขนาด 255/60R18 เลยไปด้ายท้ายรถฝาท้ายและชุดกันชนตกแต่งสวยลงตัวให้ความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ต พร้อมชุดไฟท้ายดีไซน์รูปทรงได้ดี สีสันสดใส ดูทันสมัยรับกับตัวรถ

   ภายในโดดเด่นที่สุดต้องยกให้ความกว้างขวางสะดวกสบาย ทั้งพื้นที่ด้านหน้า และพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังกว้าง หยืดแข้งขาสบายมากๆ เบาะด้านหน้ามีรูปทรงกึ่งสปอร์ตนั่งได้สบายแม้ผิวสัมผัสจะค่อนข้างแข็งไปหน่อย การปรับเบาะทำได้ละเอียดด้วยระบบไฟฟ้ารองรับสรีระได้ดี นั่งขับได้อย่างมั่นใจ บริเวณเบาะหลังพับได้เพิ่มความหลากหลายในการบรรทุกสัมภาระ และยังให้ความเย็นสบายอย่างทั่วถึงด้วยช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

   การออกแบบภายในยังสร้างความรู้สึกแข็งแกร่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอกโดยใช้โทนสีเข้ม และเพิ่มความเรียบหรูด้วยวัสดุ ให้สัมผัสนุ่ม (SOFT TOUCH) พวงมาลัย 3 ก้านหุ้มหนังเดินด้ายแดงแอบสปอร์ต พร้อมระบบมัลติฟังก์ควบคุมครุยคอนโทรล และชุดเครื่องเสียง บริเวณแผงหน้าปัดทรงกลมเรืองแสงสีแดงให้อารมณ์สปอร์ต บริเวณกึ่งกลางแผงหน้าปัดมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่โชว์ทั้งระยะทางวิ่ง ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แรงดันลมยาง ฯลฯ ซึ่งสามารถเรียกดูค่าต่างๆได้จากปุ่มที่ปลายก้านปัดน้ำฝนด้านซ้าย และถ้าต้องการรีเซ็ทค่าต้องกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยวด้านขวา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก  ครบครัน อาทิ กุญแจระบบ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ , คอนโซลกลางติดตั้งจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้วพร้อมรองรับระบบปฏิบัติการ i–SMART ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสั่งการ หรือ SMART Command ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่สามารถสั่งการให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ หน้าต่างฝั่งคนขับ ตลอดจนวิทยุภายในรถ รวมทั้งค้นหาจุดสนใจ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application การเชื่อมต่อ หรือ SMART Connect ที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Music ค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ได้บนหน้าจอในรถ และการตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check   โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ

   สำหรับกิจกรรมทดลองขับใช้งานจริงเป็นครั้งแรก บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนบินลัดฟ้าสู่ภูเก็ต เพื่อสัมผัสกับรุ่นนี้บนเส้นทางที่หลากหลายเพื่อพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ ทั้งทางตรงยาว ทางคดโค้งหลายรูปแบบจากพิษณุโลกมุ่งหน้าเชียงใหม่

   สมรรถนะความแรงเป็นไปตามมาตรฐานของรถกระบะยุคนี้ ซึ่ง NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT รุ่นท็อปที่เรามีโอกาสทดอลงขับเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น  ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ชาร์จพลังด้วยเทอร์โบ แปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมฟังก์ชั่นปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER เพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน และในรุ่นท็อปยังมาพร้อมขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานตามสภาพเส้นทาง 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L

   สัมผัสแรกจากการขับขี่ ว่ากันตั้งแต่ทัศนวิสัยการมองรอบทิศทางอยู่ในระดับที่ชัดเจน ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างคล่องตัว การตอบสนองของพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน ผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิคถือว่าเซ็ทน้ำหนักแปลกไปจากรถกระบะที่คุ้นเคย ข้อดีคือเบาแรง เลี้ยวง่ายในช่วงความเร็วต่ำ ทำให้ขับในเมืองมีความคล่องตัวดี (สอบถามไปยังผู้บริหารแจ้งมาว่าตั้งใจเซ็ทมาแนวนี้ให้ขับสบายใช้งานได้ดีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ขณะเดียวกันเมื่อใช้ความเร็วสูง หรือการเข้าโค้งจึงรู้สึกเบาไปบ้างต้องอาศัยความคุ้นเคย จากนั้นก็จะเริ่มมั่นใจกล้าใช้ความเร็วมากขึ้น ส่วนช่วงล่างพื้นฐานเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ด้านหน้า และแบบแหนบแผ่นซ้อน การปรับจูนเน้นความความนวล นั่งสบายแบบรถยนต์นั่งหรือเอสยูวี มาเป็นอันดับหนึ่ง ความรู้สึกในการขับขี่จึงค่อนข้างนุ่มสบาย ไร้อาการกระเด้งและกระด้าง ช่วงความเร็วต่ำขับในเมืองจึงให้ความรู้สึกดีขับสบายมากๆ และในช่วงใช้ความเร็วสูง หรือการขับเข้าโค้ง ตอนแรกนึกว่าจะโยน หรือย้วยจากเซ็ทช่วงให้นุ่ม แต่โดยรวมก็ถือว่าสอบผ่านการยึดเกาะถนนอยู่ในระดับที่วางใจได้ และในการขับขี่ใช้งานจริง ก็ต้องถือว่ามีความแรงแบบเพียงพอ ทั้งจังหวะออกตัว และการเร่งแซงที่ไว้วางใจได้  พร้อมความประหยัดที่สมเหตุสมผล

 

   ในการขับขี่ NEW MG EXTENDER ยังให้ความอุ่นใจด้วยระบบความปลอดภัยครบครันไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steel ในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ พร้อมรับทุกสภาพการใช้งาน และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System), ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist), ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution), ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System), ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System), ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection), ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน

 

TEST DRIVE : สัมผัส MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉม อัดแน่นด้วยออฟชั่นล้ำสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ บนเส้นทางทั้งออนโรดจากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านทางลุยแบบออฟโรดบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ก่อนมุ่งหน้าสู่หัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์  

   MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้ที่น่าสนใจหลายจุด รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้ขับขี่ได้นุ่มสบายมากขึ้น

   รูปลักษณ์ภายนอกให้ความโดดเด่นด้วยการออกแบบด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield ให้ความรูสึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟCombination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

   ด้านหลัง ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ตพร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18นิ้ว ช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวรถ

   ภายในห้องโดยสารการดีไซน์เน้นความเรียบหรู พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อ และแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8นิ้ว จึงไม่ต้องละสายตาจากจอแสดงข้อมูลขับขี่ อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และการสั่งงานด้วยเสียง ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

   นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์       และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน

   เริ่มออกเดินทางแบบออนโรดมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระยะทางประมาณ 180กม. ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ช่วงนี้เราได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ทั้ง ระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ D รวมถึงระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold (BAH) ซึ่งทำงานได้ดีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

   ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift  สมรรถนะการขับขี่เมื่อขับเดินทางไกลใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-120 กม./ชม.อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ และเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ช่วงออกตัวลองกดหนักๆ การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ  นอกจากนี้ระหว่างการเดินทางเรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังอีกระบบที่ได้ทดลองบางช่วง คือ ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

   เมื่อถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดธรรมชาติระยะทาง 9กม. เพื่อทดสอบระบบขับเคลื่อน 4ล้อ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน       4ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ระบบนี้คอออฟโรดตัวจริงก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่แท้จริง

   การทดลองขับครั้งนี้ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่โหดมาก แค่ใช้โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ก็เพียงพอแล้ว ในการขับผ่านสภาพเส้นทางธรรมชาติที่หลากหลายทั้ง ทางฝุ่น ทางโคลน วิ่งผ่านลำธารธรรมชาติ ด้วยความเร็วต่ำ 20-40 กม./ชม.ซึ่ง MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ ทุกคันก็สามารถขับผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย 44

   นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ราคาจำหน่าย NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019

-รุ่น 2WD GT มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000บาท

-รุ่น 2WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,469,000บาท

-รุ่น 4WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,599,000บาท

 

TEST DRIVE : NEW NISSAN LEAF ชาร์จครั้งเดียว เที่ยวทั่วกรุง!

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟใหม่ ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ถูกพัฒนาให้สามารถขับได้ไกลมากยิ่งขึ้น พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การดีไซน์ที่ปราดเปรียว ภายใต้เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่มีหัวใจสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)  ซึ่งแนวคิดนี้มีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ยานยนต์ รวมถึงการทำให้ยานยนต์เป็นพลังขับเคลื่อนที่สะอาด ปลอดภัย ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ช่วยให้ผู้คนก้าวไปสู่โลกที่ดีขึ้น

   เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving)ที่โดดเด่นใน นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ อี-เพดัล (e-Pedal) และ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield)โดยนิสสัน ยกระดับนวัตกรรมประสบการณ์ขับขี่ด้วย e-Pedal ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการออกตัว เร่งความเร็ว ชลอความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว ถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้อย่างสิ้นเชิง  ด้วยอัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G เพียงยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก เทคโนโลยี e-Pedal ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องยกเท้าจากแป้นคันเร่งเพื่อเหยียบแป้นเบรกบ่อยครั้งเมื่อต้องการชะลอระดับความเร็วหรือหยุดรถ ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่

   นอกจากนี้ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD)  เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)

   เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power)  หัวใจหลักของเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะในลีฟ ใหม่ คือระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมกับมีแรงบิดและพละกำลังที่สูงขึ้น ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้สมรรถนะที่ต่อเนื่อง และเร้าใจด้วยการส่งกำลังที่ 110 กิโลวัตต์ มากกว่าลีฟ เจนเนอเรชั่นแรกถึง 38 เปอร์เซ็นต์ มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์เป็น 320 นิวตันเมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น จาก 0-100 กม/ชม.ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่มากขึ้น

   ไม่เพียงจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น ลีฟ ใหม่ ยังมีระยะทางขับขี่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดใหม่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางขับขี่มากถึง 311 กิโลเมตรเมื่อชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 %(ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle)  สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ ขณะที่แบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาให้มีความจุพลังงานที่ดีขึ้น แม้มีขนาดเท่าเดิม แต่ปรับปรุงโครงสร้างแต่ละเซลล์ในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดอัดซ้อน (laminated lithium-ion battery) ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้น และที่สำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพวัสดุขั้วไฟฟ้า พร้อมการปรับปรุงเคมีใหม่ ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความทนทานของแบตเตอรี่ทั้งในขณะชาร์จและคลายประจุไฟ

   เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)ด้วยระบบ Vehicle-to-grid ของแบตเตอรี่ สามารถสะสมพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากพลังงานส่วนเกินในเวลากลางวัน เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานภายในบ้านช่วงกลางคืน การเชื่อมต่ออัจฉริยะของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านพลังงานอย่างสิ้นเชิง ทำให้เจ้าของรถลีฟ จะได้รับประโยชน์ต่างๆ จากบริษัทพลังงานที่ต้องการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยผู้ใช้งานลีฟ สามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดในบางประเทศ เพื่อนำมาใช้ในช่วงกลางวันเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

   การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก นิสสัน ลีฟ ใหม่ แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ IDS Concept ที่นำเสนอสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2015 ด้วยความสปอร์ต รูปทรงที่ดึงดูดสายตาสะท้อนตัวตนของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ปรัชญาของการออกแบบ คือ ต้องการแสดงถึงเส้นสายที่เรียบง่ายสะอาดตา แต่แฝงไปด้วยความดุดัน รวมไปถึงความโฉบเฉี่ยวของการเล่นแสงเงา สัมผัสได้ถึงยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้เส้นสายหลักในแนวนอน  กันชน และความโดดเด่นของตัวถังช่วงล่างเน้นย้ำให้เห็นถึงจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของตัวรถ  ทำให้สัมผัสได้ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน และคล่องตัว

   การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในส่วนของกระจังหน้าแบบ V-Motion, ไฟรูปทรง “บูมเมอแรง” และการออกแบบแนวเส้นหลังคา แสดงให้เห็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของนิสสัน ลวดลายตาข่ายสีน้ำเงินสว่างแบบสามมิติโดดเด่นสะกดทุกสายตา เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้าแบบ V-Motion เสริมความพิเศษเฉพาะตัวในฐานะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ไฟหน้าเป็นโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำ และไฟสูง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งในรถยนต์ของนิสสัน ช่วยสร้างความรู้สึกทันสมัย พร้อมทั้งเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเพิ่มระยะการส่องสว่างที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของดีไซน์ และการใช้งาน

   ชุดไฟท้ายมีความโดดเด่นที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำลีฟรุ่นใหม่ได้จากระยะไกล พร้อมติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจก ช่วมเสริมความสปอร์ตและสะดุดตามากยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าที่ลาดต่ำผสมผสานอย่างลงตัวกับกระจกด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงหลังคา ก่อให้เกิดเส้นเงาที่โฉบเฉี่ยว และทำให้การระบายของอากาศดีขึ้น และการออกแบบใต้ท้องรถ และกันชนท้ายที่มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ และอากาศที่ยกตัวรถ ช่วยให้รถมีความมั่นคงยิ่งขึ้น การออกแบบตัวถังตามหลักแอโรไดนามิกส์ รวมถึงกันชนหลังที่เป็นแนวโค้ง ทำให้นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (drag coefficient) เพียง 0.28 เท่านั้นนอกจากนี้ในการชาร์จไฟสู่รถจะมีช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถ ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของนิสสัน แสดงให้เห็นว่าช่องเสียบสายชาร์จไฟใหม่ที่ถูกติดตั้งในระดับ 45 องศา ทำให้ผู้ใช้งานที่มีระดับความสูงต่างกันสามารถเสียบสายชาร์จไฟได้อย่างสะดวก

   ภายในห้องโดยสารของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีความกว้างขวาง และสะดวกสบายมากขึ้น โดยยึดหลักการออกแบบของ    นิสสัน Gliding Wing เป็นแนวทางหลัก การปรับดีไซน์ให้หน้าจอและรูปแบบของไฟแสดงข้อมูลการขับขี่เรียบง่ายขึ้น ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีความเรียบหรู สามารถมองเห็นข้อมูลที่จำเป็นในตำแหน่งที่เหมาะสม บริเวณหน้าจอแสดงข้อมูล และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความฉลาด และใช้งานง่ายขึ้น ที่โดดเด่นมากที่สุด คือ การผสมผสานระหว่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ multi-information  ด้านซ้าย หน้าจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7นิ้ว บอกปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามการกำหนดค่ามาตรฐาน โดยคนขับสามารถเลือกแสดงข้อมูลตามที่ต้องการ หน้าจอแสดงผลตรงกลางแบบ Flush-surface ช่วยให้ผู้ขับขี่สะดวกต่อการเลือกระบบความบันเทิง รวมทั้งแสดงให้เห็นการทำงานของเทคโนโลยี Safety Shield ระดับการชาร์จไฟของรถ และพลังงานที่เหลืออยู่ รวมถึงระบบเสียง และข้อมูลระบบนำทาง

   บริเวณคอนโซลด้านหน้าได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ มีที่รองแก้วแบบคู่จัดวางตามแนวยาวที่นั่งระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นที่ฐานของคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับการวางสมาร์ทโฟนหรือกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งการใช้งานสวิตช์ไฟฟ้า ช่องจ่ายไฟ 12โวลต์และพอร์ตยูเอสบีที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น เครื่องปรับอากาศและระบบทำความร้อนที่ประหยัดพลังงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร แม้ว่าความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเพิ่มขึ้น  แต่ขนาดของแบตเตอรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นห้องโดยสารจึงรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบาย นอกจากนี้พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่มากขึ้น โดยมีความจุ 435 ลิตร สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง หรือกระเป๋าสัมภาระพกพาขึ้นเครื่อง 3 ใบ

   การทดลองขับจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากการทดสอบสมรรถะอย่างเต็มรูปแบบบนลานกว้างในรูปแบบของจิมคาน่าในช่วงเช้า ซึ่งเป็นการพิสูนจ์สมรรถนะของอัตราเร่ง และแรงบิดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง พร้อมความสามารถของเทคโนโลยี e-Pedal ที่ช่วยควบคุมความเร็วรถทั้งการเร่ง และเบรกด้วยคันเร่งเพียงอย่างเดียว ในสถานีการขับขี่รูปแบบต่างๆทั้งโค้งแคบๆและการขับแบบสลาลม ซึ่งเทคโนโลยี e-Pedal ถือเป็นการปฏิวัติการขับขี่จากรถยนต์ที่คุ้นเคย โดยเปลี่ยนวิธีการขับขี่ด้วยการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว

   การควบคุมรถบนสนามจิมคาน่า ของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังจัดว่าขับสนุก ควบคุมง่าย มีความคล่องตัวสูง เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มีการตอบสนองต่อสภาพพื้นผิวถนนที่ดียิ่งขึ้น เนื่องมาจากการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ใหม่ ระบบควบคุมทำงานเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบกันสะเทือนแบบทอร์สชั่น บาร์ (Torsion Bar) ที่มีอัตราการยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากนี้ชุดยางซับแรงกระแทกที่ใช้วัสดุยูรีเธนสำหรับระบบกันสะเทือนหลังได้ถูกแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ที่ผลิตจากยางที่ช่วยลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน เมื่อต้องขับขี่บนสภาพถนนที่ขรุขระ รวมไปถึงเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) ช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานที่แม่นยำมากขึ้นในการสร้างแรงบิดที่เหมาะสมเมื่อเข้าโค้ง

   จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการทดลองขับแบบใช้งานจริง ตามสภาพการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยการชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 % เราต้องขับขี่เดินทางไปเช็คอินตามจุดต่างๆได้ครบถึง 4 จุดหมาย ไม่ว่าจะเป็น การขับขึ้นลานจอดรถ 10 ชั้น ของห้างฟอร์จูน ร่วมเล่นเกม หยุดรถด้วยเทคโนโลยี e-Pedal ก่อนจะลุยเข้าเมืองไปยังจุดแวะต่างๆไม่ว่าจะเป็น สยามสแควร์ ชิมชาไข่มุก ,สถานีดับเพลิงบางรัก ชิมโรตี  แล้วเดินทางออกนอกเมืองสู่อำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม แวะพักผ่อนจิบกาแฟในบรรยากาศริมน้ำ ที่ร้านกาแฟ RIVA ต่อด้วยการแวะเช็คอินที่ ช่างชุ่ย ถ่ายรูปกับเครื่องบิน ปิดท้ายด้วยการฝ่ารถติดช่วงเย็นเข้ากลับมาที่จุดออกสตาร์ทลาน G Land พระราม 9 ซึ่งการทดลองขับในช่วงนี้ นิสสัน ลีฟ คันที่เราขับชาร์จเมื่อไฟฟ้าเต็ม 100 % แผงหน้าปัดแสดงระยะทางวิ่งสูงสุด 260 กิโลเมตร เริ่มออกเดินทางเวลา 12.32. น. หลังจากขับขี่ฝ่าการจราจรทุกรูปแบบ แทบไม่มีการดับเครื่องยนต์ จนกลับมาถึงจุดหมายเวลา 4.27 น. รวมระยะทางวิ่งรวม 109 กิโลเมตร แผงหน้าปัดแสดงสถานะกำลังไฟฟ้าที่เหลืออยู่ 58 % พร้อมประเมินระยะทางวิ่งให้ไปต่อได้อีกถึง 159 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าให้ความคุ้มไม่ธรรมดา เพราะการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200 บาท เฉลี่ยแล้วการเดินทางครั้งนี้เราเสียค่าใช้จ่ายน้อบนิดกิโลเมตรละไม่ถึง 1 บาท

   การทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้ราคา 1.99 ล้านบาท ยังมาพร้อมการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร

 

TEST DRIVE : Subaru Forester CKD ก้าวสู่ยุคใหม่ของเอสยูวีอเนกประสงค์ ตอบรับทุกการใช้งาน

 

 

 

 

 

   New Subaru Forester รุ่นนี้ ถือเป็นรถยนต์แบบน็อคดาวน์ (completely knocked-down หรือ CKD) รุ่นแรกที่ถูกประกอบขึ้นในประเทศไทย คุณภาพตัวรถโดยรวมของ New Subaru Foresterก็วางใจได้ด้วยมาตรฐานการผลิตเดียวกับญี่ปุ่น โดยยึดมั่นใน 4 เทคโนโลยีหลักที่ครองใจแฟนค่ายดาวลูกไก่ทั่วโลก ประกอบด้วย ซูบารุ โกลบอล แพลทฟอร์ม (Subaru Global Platform), ระบบขับเคลื่อน สี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive), เครื่องยนต์แบบ Boxer และเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยยุคใหม่ EyeSight ซึ่งการบุกตลาดมาพร้อม 3 ทางเลือก เริ่มจากรุ่นท็อป Subaru Forester 2.0 i-S EyeSight , Subaru Forester 2.0 i-S และ Subaru Forester2.0 i-L

   สำหรับการทดลองขับ NewSubaru Foresterเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ทางซูบารุ ได้เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับแบบวันเดย์ทริป เส้นทางกรุงเทพฯ - บางแสน ชลบุรี เน้นการขับขี่แบบขับท่องเที่ยวสบายๆพร้อมร่วมกิจกรรม Walk Rally ณ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

   การออกแบบรูปลักษณ์และโครงสร้างตัวรถในสไตล์รถเอสยูวีแท้ๆ เช่นเดียวกับForesterรุ่นที่ผ่านมา   ตัวถังสร้างจากเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ให้ความทนทานและความแข็งแกร่ง พร้อมขัดเกลารูปโฉมให้สวยงาม ล้ำสมัย และแฝงไว้ด้วยความดุดันแบบสปอร์ตตามสไตล์นิยมของรถยนต์ซูบารุยุคใหม่ ใบหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าเรียวคม พร้อมลูกเล่นการส่องสว่างแพรวพราวแบบ LED กระจังดูเรียบๆเป็นสีดำขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยเส้นโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหรา และดีไซน์กันชนทรงสปอร์ตมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED  ขณะที่ด้านท้ายรูปทรงดูบึกบึนแบบเอสยูวีมากกว่าตัวถังแบบรถครอสโอเวอร์ที่หลังคาโค้งลาดเทไปด้านหลัง พร้อมเน้นความโดดเด่นด้วยชุดไฟท้ายที่ดีไซน์ใหม่รูปทรงสะดุดตา และเพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดสปอยเลอร์ขนาดใหญ่แนบชายหลังคาทอดยาวมาจนถึงเสาท้ายทั้งสองด้าน

   ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่เน้นความกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไม่ต่างคู่แข่งในคลาสเดียวกัน แถมยังมีช่องใส่ของต่างๆรอบคัน และที่สนใจคือการติดตั้งช่องเสียบชาร์จ USB หลายจุดทั้งบริเวณคอนโซลกลางด้านหน้าและบริเวณช่องแอร์ด้านหลังระหว่างเบาะนั่งคู่หน้า เมื่อล้มตัวลงนั่งห้องโดยสารค่อนข้างปลอดโปร่ง มองเห็นทัศนวิสัยโดยรอบได้อย่างชัดเจน พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังจับได้ถนัดมือดี มาพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นมีปุ่มควบคุมข้อมูลระบบการขับขี่ต่างๆที่ก้านด้านซ้าย และครุยส์คอนโทรลที่ก้านด้านขวา ส่วนเบาะนั่งเป็นทรงกึ่งสปอร์ตนั่งได้สบาย รองรับแผ่นหลังและช่วงต้นขาได้ดี เบาะสามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้หลายระดับช่วยในการปรับท่านั่งได้เหมาะสมตามสรีระส่งผลให้การขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น

   New Subaru Foresterขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบ Boxer 4 สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดตรง ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที  เครื่องยนต์บล็อคนี้ลดความดิบในการขับเคลื่อนสู่การเป็นรถยนต์ซูบารุยุคใหม่ที่เน้นการขับขี่สะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ด้วยการส่งผ่านกำลังจากชุดเกียร์CVT 7 สปีดเน้นความราบเรียบ นุ่มนวล แต่ตรงนี้ก็ชดเชยความสนุกในการขับขี่ตามยุคสมัย ด้วย Manual Mode สามารถปรับลดเกียร์ได้ทันทีตามใจต้องการจากแป้น Paddle Shift ติดตั้งด้านหลังพวงมาลัย นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตร กับฟังก์ชัน X-MODE สามารถเลือกคุณสมบัติการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ที่เหมาะตามสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย

   การทดลองขับครั้งนี้เรามีโอกาสได้สัมผัส New Subaru Foresterรุ่น Subaru Forester 2.0 i-Sรายละเอียดหลักๆที่ต่างจากรุ่นท็อปคือ การไม่มีระบบความปลอดภัย EyeSigntซึ่งประกอบด้วย  ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติก่อนการชน  ระบบล็อคความเร็วรถแบบแปรผันอัตโนมัติ ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ และระบบเตือนเมื่อรถออกจากเลนหรือเมื่อรถส่ายส่วนออฟชั่นมาตรฐานหรือระบบความปลอดภัยทั้งในเชิงปกป้องและป้องกัน ก่อนและหลังการอุติเหตุก็ใส่มาให้ครบเช่นเดียวกัน แต่ที่เป็นจุดเด่นคือการให้ความอุ่นใจด้วยการจัดเต็มกับการติดตั้งถุงลมนิรภัยมากถึง 7 ตำแหน่งปกป้องรอบห้องโดยสาร

   สมรรถนะการขับขี่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรถยนต์ซูบารุยุคก่อนๆอย่างชัดเจน จากความดิบ เน้นฟิลลิ่งดุดันแบบรถสปอร์ตถูกแทนที่ด้วยการขับขี่ที่สะดวกสบาย ให้ความนุ่มนวล ควบคุมรถง่าย เหมาะกับการเป็นรถใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่าการเป็นรถซิ่งเน้นขับสนุกแบบเดิม สมรรถนะการขับเคลื่อนจึงออกมาแนวพอเพียงต่อการใช้งาน ช่วงออกตัวการเร่งความเร็วได้ทันใจแบบเนียนๆเน้นความราบเรียบในการไต่ระดับความเร็ว ช่วงรอบกลางๆการเร่งแซงก็ทำได้ทันใจ แต่ต้องเติมคันเร่งให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานของเกียร์CVT ถ้ากดลึกหนักทันทีรอบจะตวัดสูงนำหน้าเข็มไมล์โดยไม่จำเป็น ช่วงถนนโล่งถ้าลองไล่ความเร็วไปเรื่อยๆ ก็มีความเร็วสูงสุดรองรับไว้ถึง 193 กม./ชม. สนใจสัมผัสของจริงได้ด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมทั่วประเทศ...

 

TEST DRIVE : สัมผัส New SUBARU XV เส้นทางท่องเที่ยว กรุงเทพฯ-นครนายก

 

 

 

 

 

 

 

 

   New SUBARU XV ทายาทรุ่นที่ 2 สานต่อยอดความนิยมของนักขับผู้รักความท้าทายจาก XV รุ่นแรกที่โลดแล่นในภูมิภาคนี้มาหลายปี ทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ตลอดทั้งโครงสร้างและอีกหลายๆด้าน และเชื่อได้เลยว่ารถสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นนี้ยังเป็นหนึ่งในอาวุธหลักที่ยังนำพาให้ยอดขายของค่ายซูบารุเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

   การทดลองขับครั้งนี้ เป็นเดินทางแบบท่องเที่ยวไปกลับใน 1 วัน โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-นครนายก ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร  มีผู้ร่วมเดินทาง 3 คนต่อคัน สลับกันขับและนั่งโดยสารทริปนี้เป็นทดลองขับแบบท่องเที่ยวสบายๆมากกว่าการเจาะลึกด้านสมรรถนะแบบสุดขั้ว โดยแวะท่องเที่ยวสักการะศาลเจ้าพ่อขุนด่านเพื่อเป็นศิริมงคล และร่วมกิจกรรมที่ท้าทาย ทดสอบความแม่นยำที่สนามยิงปืนโรงเรียนนายร้อย จปร. จากนั้นเดินทางต่อไปชมเขื่อนขุนด่านปราการชล ก่อนกลับกรุงเทพฯด้วยความประทับใจตลอดเส้นทาง

   New SUBARU XV โดดเด่นด้วยSUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกพัฒนาใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งมีน้ำหนักเบาและให้ความปลอดภัย  เมื่อผสานกับรูปลักษณ์การดีไซน์ทั้งภายในและภายนอกที่ได้รับการขัดเกลาให้หรูหราโฉบเฉี่ยวสไตล์ครอสโอเวอร์ยิ่งขึ้น และยังเสริมเทคโนโลยีที่เน้นการประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้น นับเป็นการเติมเต็มสมรรถนะใหม่ให้ครบทุกมิติยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   รูปโฉมภายนอกและรูปทรงโดยรวมยังยึดสไตล์การออกแบบใกล้เคียงกับรุ่นเดิม มีส่วนผสมระหว่างรถเอสยูวีและรถผสมข้ามพันธุ์หรือครอสโอเวอร์ ตัวรถมีความยาวโดยรวม 4,465 มม. เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 15 มม. กว้าง 1,800 มม. เพิ่มขึ้น 20 มม. ส่วนสูง 1,615 มม. ความสูงจากพื้นถึงตัวรถมากถึง 220 มม.ใกล้เคียงกับรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสายลุยทั่วๆไป จึงมั่นใจได้ในการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารในชนบทหรือแม้กระทั้งช่วงฝนตกหนักจนน้ำขังรอระบายในเมืองใหญ่

   รูปลักษณ์ทั้งด้านหน้าด้านข้างจนถึงด้านท้ายรถ ออกแบบใหม่หมดมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมจนเห็นได้ชัด ไฟหน้าทรงเรียวคมเข้มยิ่งขึ้น โคมไฟรมดำดุดัน ในโคมเป็นแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมหลอด LED เพิ่มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น กระจังหน้ารูปทรงเรขาคณิตสีดำมีมิติแสดงถึงความสปอร์ตแข็งแกร่ง เสริมด้วยไฟตัดหมอกที่กันชนหน้าและตกแต่งด้วยแถบสีดำบริเวณชายกันชน ด้านข้างตัวรถออกแบบโป่งล้อหน้าสีดำทอดยาวผ่านสเกิร์ตข้างสีดำไปจรดโป่งล้อหลัง และมุมกันชนท้ายที่มาพร้อมไฟตัดหมอกทรงเหลี่ยมใหญ่ดูกลมกลืนต่อเพิ่มความเข้มแข็งดุดันลงตัว ด้านท้ายรถโดดเด่นด้วยไฟท้ายสามมิติเพิ่มลูกเล่นด้วยเหลี่ยมมุมสะดุดตา พร้อมเพิ่มความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังคาพร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 พร้อมอากาศแบบครีบฉลาม และติดตั้งเรียวแรคขนาบแนวหลังคาใส่สีเงินรวมทั้งล้ออัลลอยลายสีทูโทนใหม่ขนาด 17 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารออกแบบสไตล์สปอร์ตอเนกประสงค์ที่เติมความสะดวกสบายไว้อย่างครบครันยิ่งขึ้น ห้องโดยสารใช้โทนสีเข้ม พร้อมตกแต่งด้วยทริมสีเงินบริเวณคอนโซล ฐานเกียร์ และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์หรือแพ็ดเดิลชิฟท์ พวงมาลัยจับกระชับมือไม่หนักหรือเบาเกินไป บังคับเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงติดตั้งสวิทช์ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตโอบกระชับส่วนรองต้นขาหุ้มด้วยผ้าช่วยให้ไม่ลื่นเวลานั่งสลับกับหนังเพิ่มความหรูและทำความสะอาดง่าย เบาะหลังสามารถแยกปรับพับในระนาบเดียวกับพื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ช่วยเพิ่มความจุในการจัดเก็บสัมภาระได้ในปริมาณมาก

   นอกจากนี้ยังติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนมัลติฟังก์ชัน และเหนือขึ้นไปที่ส่วนกลางแผงแดชบอร์ดมีหน้าจอแสดงผลการขับขี่สามารถเรียกดูข้อมูลสำคัญได้อย่างครบถ้วน ระบบมัลติมีเดียจัดมาครบครันด้วยเครื่องเล่นดีวีดี MP3 พอร์ทเชื่อมต่อ USB AUX HDMI BLUETOOTH NFC พร้อมระบบเนวิเกเตอร์ และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซน DUAL-ZONE ให้ความเย็นสบายได้ตามต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

   ทางด้านระบบความปลอดภัยก็มั่นใจได้ด้วยถุงลมนิรภัย (SRS-AIRBAG) ทั้งหมด  7 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ครบทุกที่นั่งรวมถึงที่นั่งกลางเบาะแถวหลัง รวมทั้งติดตั้งทั้งกล้องมองภาพด้านหลังอีกด้วย โครงสร้างตัวถังใหม่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากขึ้น 40% ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำจากรุ่นเดิมอีก 5 มม. ตัวโครงสร้างมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 70-100% จึงทำให้ลดการโคลงของตัวรถยนต์เวลาขับขี่ถึง 50 % ลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถึง 30% พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (VEHICLE DYNAMICS CONTROL SYSTEM) และระบบตรวจจับการหมุนของรถยนต์ (ATV: ACTIVE TORQUE VECTORING) ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบตำแหน่งพวงมาลัย เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G ระบบนี้จะสั่งการเบรกไปยังล้อหน้าที่อยู่ด้านในโค้งและกระจายแรงบิดหรือ TORQUE สำหรับล้อที่อยู่ด้านนอกโค้งโดยอัตโนมัติ ทำให้ควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น

   SUBARU XV ใหม่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างสำหรับการรองรับช่วงล่างและตัวถังใหม่ SUBARU GLOBAL PLATFORM (SGP) ผสานสมรรถนะจากขุมพลังเบนซินบ็อกเซอร์สูบนอน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร SYMMETRICAL ALL-WHEEL DRIVE (SAWD) โดยรถรุ่นนี้ผลิตจากโรงงานในประเทศมาเลเซีย ทำตลาดในประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย เริ่มต้นจากรุ่น 2.0 i ด้วยราคา 1,159,000 บาท และรุ่นท๊อปที่เราได้ทดลองขับ 2.0 i-P ราคาอยู่ที่ 1,259,000 บาท (รวมแพ็กเก็จอุปกรณ์ตกแต่งและการรับประกัน )

   SUBARU XV ให้สมรรถนะเร้าใจตามแบบฉบับของซูบารุด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (BOXER) บล็อคใหม่ล่าสุด FB20 ขนาด 2.0 ลิตร สมดุลซ้าย/ขวาและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พัฒนาแก้ไขชิ้นส่วนต่างๆ ถึงเกือบ 80%  ของชิ้นส่วนทั้งหมดในเครื่องยนต์เพื่อลดน้ำหนัก  และจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง  (ไดเรคอินเจคชัน)  เพิ่มกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 12.5:1 (เดิม 10.5:1) ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมระบบควบคุมวาล์วแบบแอคทีฟ (AVCS: ACTIVE VALVE CONTROL SYSTEM) ทั้งไอดี  และไอเสีย พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดช่วงรอบต่ำให้อัตราเร่งที่ดียิ่งขึ้น ส่วนระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตราทดต่อเนื่อง CVT ใหม่ พัฒนาจากเดิม 6 สปีด มาเป็น 7 สปีด ออกแบบช่วงอัตราทดเกียร์ให้กว้างขึ้นทำให้อัตราเร่งดีขึ้น และประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงลดน้ำหนักส่วนเกินลง

   หลังจากที่ได้ลองสัมผัส SUBARU XV ใหม่ แบบเจอกันครั้งแรก อัตราเร่งอยู่ในระดับเพียงพอต่อการใช้งานตั้งแต่จังหวะออกตัวรวมถึงเมื่อต้องเร่งแซง ความเร็วไม่ถึงกับมุทะลุดุดันกระชากระชั้น แต่ก็ทันใจและ วางใจได้ ที่แน่ๆไม่เป็นรองใครในคลาสเดียวกัน  ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตรตลอดเวลา (SYMMETRICAL AWD) ก็ช่วยให้การขับขี่เดินทางทำได้อย่างมั่นใจทั้งในจังหวะที่รีบหรือไม่เร่งรีบ ความเร็วประมาณ 100 -120 กม./ชม.การยึดเกาะถนนไม่มีอาการไหวหวั่น ให้ความรู้สึกมั่นคงนุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีระบบ X-MODE เป็นตัวช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบส่งถ่ายกำลังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร เบรค และ อุปกรณ์อื่นๆ  ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่ในสภาพเส้นทางที่ยากลำบากยิ่งขึ้น

   ล่าสุด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 'ซูบารุ' อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษแบบคุ้มสุดคุ้มรับมอเตอร์โชว์ 2019 สำหรับแฟนคลับรถยนต์ SUBARU XV รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน 36 เดือน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : NEW MITSUBISHI TRITON 2019 ทดสอบสมรรถนะความแกร่งเต็มรูปแบบ

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิเชิญสื่อมวลชนไทยกว่า 100 ชีวิต ร่วมพิสูจน์สมรรถนะ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ กับการขับขี่เต็มรูปแบบ ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ตลอดเส้นทางเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ขับขี่บนถนนหลวงและเส้นทางออฟโรด รวมถึงการเส้นทางโค้งที่ท้าทายบนแนวเขาสูงที่สุดในประเทศไทย

   มิตซูบิชิ ไทรทันรุ่นล่าสุด สร้างขึ้นพร้อมกับการฉลองครบ 40 ปีแห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิ ทั้งในด้านการจัดจำหน่ายและการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต โดยได้รับการพัฒนาให้มีความโดดเด่นรอบด้าน ทั้งความแข็งแกร่ง ทนทาน สมรรถนะการขับขี่ที่ดีทุกด้าน ตลอดจนความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใส่มาแบบจัดเต็ม

   การพัฒนาขึ้นให้ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ พัฒนาเพื่อยกระดับในทุกมิติ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าในการขับขี่ไปบนเส้นทางออฟโรด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย

 

    ดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ “Dynamic Shield” ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

   ตัวถังดีไซน์ใหม่ผสานกันอย่างลงตัวด้วยส่วนโค้งมนตัดกับเส้นสายอันโฉบเฉี่ยว พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่เน้นความแกร่งและความทันสมัยรวมถึงชุดไฟท้ายและชุดกันชนดีไซน์ใหม่ช่วยเพิ่มความบึกบึน

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยและสะท้อนถึงความแกร่งได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะการออกแบบแผงควบคุมตลอดจนช่องแอร์ ที่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุบุนุ่มและการตัดเย็บที่บริเวณกล่องคอนโซลข้างคนขับ ที่วางแขนและเบรกมือ ซึ่งผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน

   การทดลองขับครั้งนี้มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร เริ่มจากจุดปล่อยขบวนรถที่โรงแรมใน อ.หางดง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินอกตัวเมืองเชียงใหม่ สู่เส้นทางบนถนนสายหลักและถนนสายรอง เพื่อให้ได้สัมผัสสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมของ
มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่

   เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ที่สูงชันเปิดโอกาสให้พิสูจน์แรงบิดที่ดีที่สุดจากรถกระบะในระดับเดียวกันของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที และพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์คลีนดีเซลรหัส 4N15 บล็อก 4 สูบ MIVEC VG Turboถ่ายทอดกำลังสู่ล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 18 นิ้ว ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงด้วยการลดรอบเครื่องยนต์ต่ำลงขณะทำความเร็วสูง และเงียบกว่าเดิมขณะที่ยังคงความคล่องตัวเมื่อใช้ความเร็วต่ำ มาพร้อมระบบ Auto Stop and Goซึ่งดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอดนิ่งเพื่อช่วยประหยัดการใช้เชื้อเพลิงยิ่งขึ้น

   การบนเส้นทางอันสมบุกสมบันเลียบหน้าผา ปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่งดงามแต่แฝงไว้ซึ่งอุปสรรคสุดท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางชันที่เปียกลื่น ตลอดจนสภาพพื้นผิวถนนแบบฝุ่น ขรุขระเป็นหลุมและบ่อโคลน เป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร ผ่านหน่วยจัดการต้นน้ำแม่จอนหลวงลัดเลาะขึ้นไปบนทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก เพื่อขึ้นสู่เส้นทางออฟโรดขุนวางที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,500 เมตรเพื่อทดลองระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล รวมถึงการควบคุมรถฝ่าอุปสรรคอย่างเหนือชั้น ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยี Super Select 4WDIIมาพร้อม 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2Hระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H(4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Controlโหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, SandและRock รวมถึงระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อสมรรถนะที่เหนือระดับบนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทายและสมบุกสมบัน

   การขับผ่านเส้นทางทุรกันดารในครั้งนี้ เราเลือกใช้โหมดเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4H (4WD High-Range) ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรค์ทุกรูปแบบไปได้อย่างมั่นใจ ทั้งกำลังขับเคลื่อนที่เพียงพอ มีการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและหลังอย่างสมดุลย์ ทางไม่ลื่นมากไปด้วยความเร็วต่ำ 40 : 60  แต่ถ้าทางลื่นมากๆหรือไปด้วยความเร็วสูงจะกระจายกำลังแบบ 50 : 50 โดยระบบจะคำนวณปรับเปลี่ยนการถ่ายถอดกำลังขับเคลื่อนให้โดยอัตโนมัติ และอีกสิ่งที่น่าชื่นชมคือความคล่องตัวในการควบคุมรถของพวงมาลัยที่ให้น้ำหนักเบาสบาย และมีความแม่นยำในการบังเลี้ยวแทบไม่ต่างจากการใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ แถมยังให้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.9 เมตร การเลี้ยวในโค้งแคบๆตามแนวไหล่เขาจึงทำได้ง่ายมีความคล่องตัวสูงมาก

   มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังให้ความมั่นใจด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution)ซึ่งพัฒนาขึ้นให้มีความทนทานและแข็งแกร่ง พร้อมปกป้องเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงยังลดเสียงจากแรงสั่นสะเทือนและความกระด้าง ให้สัมผัสที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับภายในห้องโดยสาร รวมถึงการติดตั้งวัสดุป้องกันเสียงรบกวนและลดแรงสั่นสะเทือนในตำแหน่งสำคัญรอบตัวรถ

 

   เมื่อถึงเส้นทางลงเขาอันลาดชัน เรายังได้ทดลองใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน เพื่อรักษาความเร็วรถให้คงที่ขณะลงทางลาดชัน รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันทันสมัยอื่นๆ อันครบครัน ทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว โดยอาศัยกล้องและระบบเรดาร์เลเซอร์ตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนข้างหน้าระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน เพื่อเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถอยู่ด้านข้างขณะเปลี่ยนเลน ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด ตรวจจับว่ามีรถยนต์กีดขวางขณะถอยหลังหรือไม่ และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุเมื่อเหยียบคันเร่งไปข้างหน้าหรือถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ

   ระหว่างการหยุดพักดื่มกาแฟก่อนเข้าที่พัก ยังได้ทดสอบอีกหนึ่งรบบความปลอดภัยอันทันสมัย ได้แก่ กล้องมองภาพรอบคัน ที่ใช้กล้อง 4 ตัวจับภาพรอบคันพร้อมภาพมุมสูงที่แสดงสิ่งกีดขวางรอบคัน และเซ็นเซอร์กะระยะจอด เพื่ออำนวยความสะดวกในการจอดรถ

   นอกเหนือจากระบบความปลอดภัยแล้ว ความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารคืออีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของรถกระบะมิตซูบิชิ ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มคุณภาพสูง รองรับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ด้วยช่องเก็บของและจุดวางเครื่องดื่ม รวมถึงการติดตั้งช่อง USB ในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งานสำหรับผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง แสดงผลผ่านจอแสดงข้อมูลในการขับขี่แบบสีพร้อมอะนิเมชั่นสามมิติ และมาตรวัดแบบไฮคอนทราสต์และกราฟฟิกที่มีความละเอียดสูงขึ้น การแสดงผลระบบนำทางได้รับพัฒนาใหม่เพื่อให้มองเห็นได้สะดวกชัดเจนยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นรถกระบะยุคใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้โดดเด่นด้วยสมรรถนะแกร่งลุยทุกอุปสรรคที่ท้าทาย ฉีกทุกกรอบการออกแบบและเพีบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ถ้าสนใจเชิญพิสูจน์สมรรถนะด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ!

 
 

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ‘ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ’ ช่วยเจ้าของรถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย                    หลายคนอาจคิดว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก... Read more...
MOTOR NEWS : จุดเริ่มของรถต้นแบบเชฟโรเลต โคโลราโด ในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36                  รถกระบะต้นแบบของเชฟโรเลตที่นำมาแสดงในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home TEST DRIVE
Orange Green Red