Developed by JoomVision.com

TEST DRIVE

TEST DRIVE : MERCEDES-BENZ E 300 e ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด แรง ประหยัด ครบสูตร

 

 

 

 

 

 

 

   MERCEDES-BENZ E 300 eAMG Dynamic มาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิมส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนถึง 60%

   รูปลักษณ์ภายนอกให้ความหรูหรา ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่สีเงินเสริมโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รูปทรงโค้ง ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ซึ่งชุดไฟหน้าของรถรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีส่องสว่างขั้นสูง ประกอบด้วยหลอดไฟ LED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มของแสง ให้ระบบไฟหน้าเข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ ขณะที่ไฟท้ายรูปทรงรับกับความโค้งมนของตัวถังเป็นแบบ LED สีแดงสดเน้นการมองเห็นที่ชัดเจน

   นอกจากนี้ในรุ่น E 300 e AMG Dynamic ยังเพิ่มความหรูหราไฮโซ ด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟบานใหญ่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า และยังตกแต่งเสริมความพิเศษเฉพาะรุ่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 19 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารล้ำสมัย พร้อมความสะดวกสบาย ตามสไตล์ซีดานหรูยุคใหม่ บริเวณแผงแดชบอร์ดสุดล้ำ ด้วยจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบแบบ Digital widescreen cockpit ระบบ Audio 20 GPS ขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อระหว่างแผงหน้าปัด TFT กับจอภาพหลักบนคอนโซลกลางเสมือนเป็นจอเดียวกัน โดยสามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch pad บริเวณคอนโซนกลางระหว่างเบาะคู่หน้า พร้อมปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบริเวณก้านพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ส่วนการตกแต่งจุดอื่นที่น่าสนใจ ก็มีทั้งเบาะทรงสปอร์ตรองรับสรีระได้ดีเยี่ยม หุ้มด้วยหนัง nappa เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าได้ละเอียดรองรับสรีระได้ดีทั้งแผ่นหลัง และช่วงต้นขา พร้อมกับ Memory Seat และห้องโดยสารสามารถสร้างบรรยากาศความมีชีวิตชีวาด้วยโหมดปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

   สมรรถนะการขับเคลื่อนให้ความแรงจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ที่ให้ พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่1,200 – 4,000 รอบ/นาที เมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตัน-เมตร นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยเพียง 46 กรัม/กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งรถรุ่นนี้ยังมีจุดเด่นที่การใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มีขนาดความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิมถึง 110% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ซึ่งมีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ภายในระยะเวลา 5 ชั่วโมง (ชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด)

   เริ่มทดลองขับด้วยโหมด HYBRIDถ้าแบตเตอรี่เต็มแผงหน้าปัดจะแสดงระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุดถึง 53 กิโลเมตร การขับขี่จะเน้นขับแบบใช้งานจริงตามสภาพจราจร เมื่อสังเกตได้จากมาตรวัดรอบที่แผงหน้าปัดด้านขวาจะนอนสงบนิ่งที่ 0 รอบ/นาที โดยตลอดเท่ากับว่าเครื่องยนต์ไม่ติดให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดการเดินทางใช้ความเร็วประมาณ 100-120 กม./ชม.ก็ยังใช้ไฟฟ้าได้ยาวๆ ไปจนถึงระยะทาง 45 กิโลเมตร สถานะไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่แผงหน้าปัดก็จะเหลือประมาณ 15-20 % พร้อมระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าที่เหลือให้ไปได้อีก 4 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าวิ่งด้วยไฟฟ้า 100 % ได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้นมากกว่ารถยนต์รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นก่อนหน้านี้

   การขับขี่ใช้งานทั่วๆถ้าไม่สะดวกในการเสียบปลั๊กชาร์จไฟบ่อยๆ ก็สามารถขับขี่ด้วยโหมด HYBRID ได้เลย ระบบก็จะเลือกแหล่งพลังงานขับเคลื่อนให้เองแบบผสมผสานการทำงานที่เหมาะสมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ พร้อมกับชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ เมื่อถอนคันเร่ง และเบรค แต่เท่าที่ขับขี่ใช้งานทั่วๆไป โหมดนี้เมื่อพลังไฟฟ้าต่ำกว่า 10 % เครื่องยนต์หลักจะติดขึ้นทันที หรือเมื่อกดคันเร่งหนักเครื่องยนต์ก็ทำงานตลอดช่วยให้เร่งได้ทันใจ และเครื่องยนต์จะดับเมื่อยกคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยเสริมความประหยัด และลดมลพิษ ส่วนช่วงเดินทางไกล เมื่อแบตเตอรี่มีพลังงานเกิน 10 % ขึ้นไปก็สามารถเดินคันเร่งเนียนๆบังคับให้ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ตามปริมาณแบตเตอรี่ที่มีการจ่าย และชาร์จไฟตลอดเวลา ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานของรถยนต์ไฮบริดทั่วๆไป

   MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Sport+ โดยค่ากลางทุกครั้งที่เริ่มสตาร์ทจะอยู่ในโหมด C  หรือ Comfort เน้นการขับขี่ที่นุ่มนวล พวงมาลัย และช่วงล่าง ปรับน้ำหนักพอดีๆ ขับสบาย ให้ความนุ่มนวล เหมาะกับคนไม่เน้นขับรถเร็ว หรือขับใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน  และถ้าต้องการความประหยัดก็เปลี่ยนมาใช้โหมด Eco ฟิลลิ่งการขับขี่ก็คล้ายๆกับโหมด Comfortแต่จะได้เรื่องความประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น ด้วยรอบการทำงานในแต่ละช่วงความเร็วที่ต่ำลง ส่วนผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เร้าใจแบบรถสปอร์ต ต้องลองของกับโหมด Sport หรือ Sport+ได้เลย ซึ่งคันเร่งจะเบาลงกดนิดเดียวความเร็วก็พุ่งทะยานทันใจ จนเห็นความแต่ต่างจากโหมดอื่นได้อย่างชัดเจน  

   MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย มีประโยชน์ต่อการใช้งาน ทั้ง ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system), โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist, ระบบรักษาความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ

   ราคาจำหน่าย MERCEDES-BENZ E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000บาท

 

TEST DRIVE : สัมผัสแรก Toyota Corolla CROSS ณ. TOYOTA Driving Experience Park

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Toyota Corolla CROSSได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ภายใต้ตัวถังแบบเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่ และตัวถังยกสูง เน้นการใช้งานแบบรถอเนกประสงค์ รูปลักษณ์ภายนอกเน้นความดุดัน โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และมีความแข็งแกร่ง ภายในห้องโดยสารให้ความกว้างขวาง สะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งาน ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งในชีวิตประจำวัน และการท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน

   Toyota Corolla CROSSมาพร้อมกับสโลแกน “A New Journey ให้ชีวิตเดินทาง” ซึ่งสื่อสารถึงคุณลักษณะพิเศษของรถรุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน ด้วยแนวคิดการพัฒนา รถยนต์ที่ให้ความกะทัดรัดพร้อมกับความสะดวกสบาย(Compact yet Comfortable) และความล้ำสมัยที่สะท้อนตัวตนของความภูมิฐานสำหรับชีวิตในเมือง (Dignity Urban Vogue) โดยผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก โดดเด่นด้วยความสมบูรณ์แบบตามมาตรฐาน QDR อันประกอบไปด้วย คุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability) และความน่าเชื่อถือ (Reliability) สิ่งที่จะได้รับจากรถรุ่นนี้ คือ "การได้ใช้เวลาอันมีค่ากับครอบครัวในพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว" รวมถึง "สะท้อนตัวตนและบ่งบอกไลฟ์สไตล์" ด้วยการออกแบบภายนอกที่ผสานความทรงพลังกับความปราณีตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางโอ่โถง และความอเนกประสงค์ที่เหนือความคาดหมายภายใต้ราคาที่จับต้องได้

   การออกแบบมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่ง รุ่นท็อปHybrid Premium Safetyที่เราทดลองขับเป็นครั้งแรก มาพร้อมหลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ราวหลังคา ชุดไฟหน้าและไฟท้ายรูปทรงโฉบเฉี่ยวเป็นแบบ LED และติดตั้งล้ออัลลอยลายสวยสีทูโทนขนาด 18 นิ้ว

   การออกแบบภายในห้องโดยสารดูหรูหรา แผงหน้าปัดมาพร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) ขนาด 7 นิ้วแสดงสถานะการทำงานต่างๆได้อย่างชัดเจน ด้านความสะดวกสบายเน้นประโยชน์ใช้สอยด้วยพื้นที่จุสัมภาระได้มากถึง 487 ลิตร และเบาะคนขับปรับไฟฟ้า ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone พนักพิงด้านหลังปรับเอนได้ 6 องศา พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ ติดตั้งช่องระบายอากาศ และช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ประตูด้านหลังมีขนาดใหญ่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถขึ้น และลงจากรถได้อย่างสะดวกสบาย และประตูท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดประตูท้ายแบบ Kick Activated

   ด้านการเชื่อมต่อ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยความสะดวกสบาย และปลอดภัย ทั้งการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ T-Connect เชื่อมต่อรถยนต์กับสมาร์ทโฟนที่ครอบคุมหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งาน ช่วยให้ผู้ขับอุ่นใจปลอดภัยไร้กังวลในทุกสถานการณ์

   โครงสร้างตัวรถ มาพร้อมแพลตฟอร์ม TNGA  ควบคู่กับช่วงล่างด้านหลังแบบคานแข็ง หรือทอร์ชั่นบีม ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ และช่วงล่างด้านหน้า เป็นแบบ MacPherson Strut  เน้นปรับช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพการเกาะถนนที่ดี  ผสานความนุ่มนวล สะดวกสบายในทุกสภาพการขับขี่ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวทั้งการขับขี่ทางตรง และในขณะเข้าโค้ง ที่เหมาะสมตามลักษณะตัวถังที่ยกสูง

   ในรุ่น Hybridใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ COROLLA ALTIS และ CH-R ขนาด 1.8 ลิตร ระบบไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด เจเนเรชันที่ 4 ที่พัฒนาแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทนทานและประหยัดน้ำมัน แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกในการขับขี่ และตอบสนองต่อการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 98 กรัมต่อกิโลเมตร

   Toyota Corolla CROSSยังให้ความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์โตโยต้ายุคใหม่Toyota Safety Senseไม่ว่าจะเป็นจากติดตั้ง ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Dynamic Radar Cruise Control with Lane Tracing Assist) และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams) รวมถึงติดตั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ (Panoramic View Monitor) ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) และถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS 7 ตำแหน่ง

   การทดลองขับครั้งแรก Toyota Corolla CROSSจะเน้นที่รุ่นท็อป Hybrid Premium Safety ณ.สนามทดสอบรถ TOYOTA Driving Experience Park บางนา กม.3เริ่มด้วยการทดสอบการควบคุมรถช่วงความเร็วต่ำประมาณ 10 กม./ชม. หักลบไพลอนแคบๆ ตรงนี้ถือว่าพวงลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักเบา แทบไม่ต้องใช้แรงเยอะก็สามารถเลี้ยวได้อย่างคล่องตัว ต่อด้วยการทดลองระบบความปลอดภัยยุคใหม่Toyota Safety Sense ซึ่งได้ลองเฉพาะระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ โดยเพิ่มความเร็ว 50 กม./ชม ขึ้นไป เมื่อผ่านช่วงถนนที่มีเส้นแบ่งเลนชัดเจนลองปล่อยพวงมาลัยให้รถเซไปใกล้เส้นโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวจะมีเสียงเตือน พร้อมสัญญาณไฟกระพริบที่แผงหน้าปัด และพวงมาลัยหน่วงดึงอัตโนมัติแบบนุ่มนวลให้รถอยู่กลางเลนโดยอัตโนมัติ ช่วยเตือนเมื่อผู้ขับกลับมามีสมาธิในการขับขี่

   ต่อด้วยการขับเข้าโค้งกว้างๆ แล้วเติมคันเร่งคงที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ลองควบคุมรถแบบสลาลอม และเลนเชนจ์ หรือหักเปลี่ยนช่องทางจราจรกระทันหัน ตรงนี้แสดงให้เห็นประสิทธิภาพการควบคุมรถผ่านพวงมาลัยได้ชัดเจน ทั้งความแม่นยำ เลี้ยวง่าย ไม่เบาหรือหนักมือจนเกินไป ขณะที่ช่วงล่างก็แทบไม่รู้สึกถึงการโยนตัว หรือท้ายปัดให้เห็นแม้แต่น้อย

   ผ่านการเลนเชจ์ สู่ทางตรงยาว ลองอัตราเร่ง ก็ถือว่าแรงทันใจเพียงพอต่อการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง สุดทางตรงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งกว้างๆที่ความเร็วประมาณ 40-50 กม./ชม. ทดสอบการทรงตัวไปได้แบบนิ่งๆแรงเหวี่ยงในโค้งน้อย และดูในเรื่องทัศนวิสัยด้านหน้าที่ให้มุมมองปลอดโปร่งมากขึ้นจากการปรับเสาคู่หน้าให้เล็กลง และย้ายตำแหน่งกระจกมองข้างไปอยู่ที่บานประประตูคู่หน้า

   จากนั้นลดความเร็วเหลือ 10-30 กม./ชม.ขับขึ้นลงสะพาน และขับผ่านผิวถนนลักษณะต่างๆ เพื่อทดสอบความนุ่มนวลของช่วงล่าง และการเก็บเสียงรบกวนต่างๆซึ่งรถรุ่นนี้ก็ทำได้ดี ทั้งด้านความนุ่มนวล ตัวรถนิ่งไม่โยนหรือเด้งมากจนเกินไป ซึ่งการทดลองขับครั้งแรกในสนามแห่งนี้  ถือว่า Toyota Corolla CROSS สอบถามทำได้ดีมากทีเดียวครับ

 

TEST DRIVE : ALL-NEW MAZDA CX-30 สัมผัสแรกกับเส้นทางท้าทาย พิษณุโลก-ขอนแก่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้ารุกต่อเนื่องด้วยการเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-30เข้ามาเติมเต็มตลาดรถอเนกประสงค์ของมาสด้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมแล้วมีจำหน่ายถึง 4 รุ่น มากที่สุดในตลาด ประกอบด้วย CX-3, CX-30, CX-5 และ CX-8 ซึ่งการมาของ CX-30 หลายคนอาจมองว่าเป็นตัวแทน CX-3 แต่มาสด้า ยังยืนยันทำตลาด CX-3 โมเดลนี้ต่อไป

   หลักจากเปิดตัวสู่ตลาด มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์ ร่วมทดลองขับใช้งานจริงจาก จ.พิษณุโลก ภาคเหนือตอนกลาง มุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน จ.ขอนแก่น ภายใต้เส้นทางที่หลากหลาย ระยะทางประมาณ 325 กิโลเมตร

   ALL-NEW MAZDA CX-30ดีไซน์ตามคอนเซปท์ “Less is More” เรียบง่ายแต่งดงาม โดยยึดโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมทั้งหมดมาจาก ALL-NEW MAZDA 3โมเดลล่าสุด ทั้งโครงสร้างตัวถัง สไตล์การออกแบบภายนอก และภายในห้องโดยสาร รวมถึงเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก เพียงแต่ว่ามีการปรับจูนใหม่ให้เหมาะสมกับคุณลักษณะที่ดีของรถครอสโอเวอร์ ตัวถังยกสูงกว่ารถเก๋ง

   ALL-NEW MAZDA CX-30มาพร้อมแนวคิด LIFE’S ALWAYS ON “เติมชีวิตให้เต็มความหมาย”เป็นรถอเนกประสงค์ทางเลือกใหม่ของครอบครัว เน้นเติมเต็มการใช้ชีวิต เพื่อออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ทุกมิติชีวิตมีคุณค่า และมีความหมายมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พิถีพิถันทุกรายละเอียด ดุจงานศิลปะชิ้นเอก จากแนวคิดที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม คงไว้ซึ่งความโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายมากขึ้น

   การดีไซน์ภายนอกสู่ห้องโดยสาร ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันรวมถึงการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เต็มเปี่ยมไปด้วยความความหรูหรา พร้อมความสะดวกสบายทั้งในตำแหน่งขับขี่ และผู้โดยสาร ภายในห้องโดยสารถูกพัฒนาตามหลักปรัชญา HUMAN CENTRIC PHILOSOPHY ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่ออกแบบให้โอบกระชับรองรับกับสรีระ ช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะกำลังเดิน พวงมาลัยและคันเร่งได้รับการจัดวางอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ รวมถึงฟังก์ชั่น และการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนนเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

   ALL-NEW MAZDA CX-30 2.0 SPมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนัง แผงหน้าปัด และมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้าช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน พร้อมสร้างอารมณ์สุนทรีย์ด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง ลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์จัดให้ครบด้านหน้า 4 ช่อง และมีช่องแอร์แยกให้สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ส่วนเบาะนั่งรูปทรงกึ่งสปอร์ต ด้านคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง ตัวเบาะรองรับสรีระได้ดีทั้งแผ่นหลัง สะโพก ต้นขา ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

   ALL-NEW MAZDA CX-30ถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่างรุ่น CX-3 และ CX-5 ส่งผลให้รถรุ่นนี้มีความคล่องตัวสูง พร้อมด้วยช่วงล่างภายใต้พื้นฐานเดียวกับMAZDA 3 ด้านด้านเป็นแบบ อิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม เมื่อมาอยู่ใน CX-30 ที่ตัวถังสูงกว่า จึงทำการปรับเปลี่ยนโช้คอัพ และสปริงชุดใหม่ การทรงตัวทั้งทางตรง และการขับเข้าโค้งขึ้นลงเขา การยึดเกาะพื้นถนนทำได้เนียน ไม่แสดงออกถึงอาการโยนตัว โดยรวมๆช่วงล่างจะเซ็ทออกแนวนุ่มหนึบ ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับบุคลิกของรถครอสโอเวอร์ที่ขับขี่ได้ดุดันกว่ารถเก๋ง

   นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) โดยปรับลดแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย และเป็นธรรมชาติ ลดการแก้พวงมาลัยน้อยลง ซึ่งช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่

   ALL-NEW MAZDA CX-30ติดตั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุดอยู่ที่ 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สมรรถนะการขับขี่โดยรวมอารมณ์ก็จะคล้ายๆกับ MAZDA 3 กำลังของเครื่องยนต์รองรับกับขนาดตัวถัง ได้สบาย อัตราเร่งทันใจทั้งจังหวะออกตัว และการเร่งแซงที่ปลอดภัย การส่งต่อกำลังของชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำได้ราบเรียบ นุ่มนวล มีอาการกระชากระหว่างรอยต่อเกียร์นิดๆพอให้รับรู้ ช่วงถนนโล่งความเร็วปลายไหลได้เรื่อยๆไม่ถึงกับพุ่งปรี๊ด ส่วนระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ พื้นฐานเหมือน MAZDA 3 แต่ปรับจูนน้ำหนักการเบรกให้เหมาะสมกับตัวรถ ความรู้สึกในการเบรกช่วงความเร็วต่ำทำได้ดี แต่ช่วงความเร็วสูงต้องลงหนักเท้ามาหน่อย เมื่อเบรกเริ่มจับแล้ว ก็สามารถสกัดความเร็วได้ดี

   ALL-NEW MAZDA CX-30ในรุ่นท็อบ ยังมาพร้อมความปลอดภัยระดับสูงสุดด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ที่ได้รับการคิดค้น และพัฒนาโดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุมากถึง 12 ระบบ

-ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360 ̊View Monitor)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

-ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)

-ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support)

-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support)

-ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)

-ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Rear Crossing)

-ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System)

-ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)

   ราคาจำหน่ายALL-NEW MAZDA CX-30 รุ่น 2.0 C ราคา  989,000  บาท,  ALL-NEW MAZDA CX-30 รุ่น 2.0 S ราคา  1,099,000  บาทและ ALL-NEW MAZDA CX-30 รุ่น 2.0 SP ราคา  1,199,000  บาทเน้นจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ https://skybooking.mazda.co.th/

 

TEST DRIVE : NEW NISSAN ALMERA 1.0 TURBO ลงตัวตามแบบฉบับอีโคคาร์ยุคใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบขับขี่ NEW NISSAN ALMERA แบบใช้งานจริงรวมระยะทางกว่า 200กิโลเมตร บนเส้นทางผ่านอุทยานแห่งชาติทั้งสามแห่งในเขตจังหวัดภูเก็ต และพังงา เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่

   การดีไซน์รูปลักษณ์โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าทรงบูมเมอแรง แบบLEDพร้อม LED Signature Lightด้านข้างตัวถังเน้นการดีไซน์ที่โค้งมนตัดกับเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ประกบกับยางหน้ากว้าง ขนาด 195/65R15 ท้ายรถเด่นที่เสาด้านหลังตัวรถถูกออกแบบให้กลมกลืน เสมือนหลังคาลอยตัว ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามยิ่งขึ้น และไฟท้ายแบบ Signature Light ทรงบูมเมอแรงในสไตล์เดียวกับชุดไฟหน้า พร้อมไฟเบรกแบบ LED

   ภายในห้องโดยสารดีไซน์สวยงาม หรูหรากว่ารุ่นเดิม ทั้งแง่ของสไตล์การออกแบบ และวัสดุที่มีคุณภาพดีขึ้น ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ และเสริมด้วยวัสดุตกแต่งคอนโซลกลางสีเปียโน แบล็ค และวัสดุสีเงิน เพิ่มความสปอร์ตและหรูหรา คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี NissanConnect บนหน้าจอแสดงผลใหม่พร้อมช่องเชื่อมต่อ Bluetooth, USB  และ AUX IN สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง พร้อมลำโพงคุณภาพดี 6 จุด และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่าง Apple CarPlay โซลควบคุมน่าชื่นชมกับพวงมาลัย 3 ก้านรูปทรงสปอร์ต แบบ D-Shape จับถนัดมือสามารถปรับสูงต่ำได้ตามสรีระ พร้อมระบบมัลติฟังก์ชัน สามารถควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและระบบเชื่อมต่ออื่นๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยที่ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่  มองไปที่แผงหน้าปัด มาตรวัดออกแบบใหม่เป็นแบบเรืองแสง Fine Vision Meterแบบ Digitalผ่านหน้าจอ TFTหน้าจอสีขนาด 7 นิ้ว มองเห็นชัดเจนดี แสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่เป็นประโยชน์ไว้อย่างครบถ้วน

   NEW NISSAN ALMERA ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตรใหม่ 3สูบ แถวเรียงแบบ DOHCขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 100 พีเอส (Ps) พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) แสดงผลตั้งแต่รอบ 2,400 ถึง 4,000 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับชุดเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC CVT พร้อม D-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและทันใจ ตอบสนองอัตราเร่งแซงที่ดีขึ้น ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพและประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยเทคโนโลยี D-Step Logic ช่วยเติมเต็มการขับขี่ให้น่าตื่นเต้น การส่งกำลังที่มีความละเอียดยิ่งขึ้น ตอบสนองคันเร่งได้เป็นอย่างดี พร้อมการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วทันใจในทุกจังหวะความแรง จุดเด่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0ลิตร ใหม่ ยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางเทคนิคมากมายเช่น ลูกสูบแบบ Delta Cylinder Head , หัวฉีดแบบ Central Injector และ Turbocharger ที่ควบคุมไอเสียด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเทคโนโลยีเคลือบบนกระบอกสูบแบบ Mirror Bore Coating เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Nissan GT-R ช่วยเพิ่มความทนทาน ช่วยลดการสึกหรอ และน้ำหนักของกระบอกสูบ รวมถึงปรับปรุงเรื่องการระบายความร้อน และการเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   สมรรถนะการขับขี่ค่อนข้างน่าพอใจกับความคล่องตัวในการขับขี่ช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยไฟฟ้าเซ็ทมาเหมาะสม เบาแรง เลี้ยวง่าย ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ทั้งการเลี้ยวในพื้นที่แคบตามแยกต่างๆ ขณะที่ช่วงล่างภายใต้พื้นฐาน ด้านหน้าเป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบ ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง การปรับเซ็ทออกมาดีเมื่อขับขี่ในเมืองด้วยความเร็วต่ำให้ความนุ่มนวล นั่งสบายในระดับที่ใช้ได้ และเมื่อเจอพื้นถนนเป็นหลุม หรือรอยต่อถนนต่างๆ การซับแรงกระแทกก็ทำได้ดี การขับขี่ย่านความเร็วสูง หรือการขับผ่านทางโค้งด้วยความเร็ว ก็ยังควบคุมรถได้สบายๆ ช่วงล่างยึดเกาะพื้นถนนได้ดี ออกแนวนุ่ม แต่ไม่ถึงกับย้วยให้ขาดความมั่นใจ

   อัตราเร่งช่วงออกตัว การเร่งความเร็วแม้เครื่องจะเล็ก แต่ได้เทอร์โบมาช่วยจึงรีดความเร็วออกมาได้อย่างต่อเนื่อง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 13-14 วินาที และช่วงส่งต่อความเร็วของเกียร์ซีวีที เมื่อขับใช้งานปกติยังเด่นที่ความนุ่มนวล ราบเรียบ ส่วนของการเบรค หรือ ชะลอความเร็ว จากระบบเบรกหน้าดิสก์ หลังดรัม โดยรวมจัดว่าทำงานได้ดีในทุกจังหวะความเร็ว เบรคไม่จับไวจนหน้าทิ่ม ช่วงความเร็วสูง หรือการเบรคกระทันหัน ต้องลงน้ำหนักเท้าลึกหน่อย เมื่อเบรคจับแล้ว หยุดไวในระดับที่วางใจได้

   การทดลองขับเราลองวัดค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองบนแผงหน้าปัดตั้งแต่ออกจากภูเก็ต ลัดเลาะไปจนถึง พังงา ระยะทาง 100 กม.แรก ตัวเลขที่ออกมาน่าพอใจอยู่ที่ 15.2 กม./ลิตร ส่วนช่วงขากลับลองเซ็ทใหม่ ขับไปเรื่อยๆสบายๆ ค่าเฉลี่ยความประหยัดเมื่อถึงจุดหมายทำได้ 21.6 กม./ชม.ใกล้เคียงตัวเลข 23.3 กม./ลิตร ที่นิสสันเคลมไว้ ซึ่งถือว่าประหยัดคุ้มค่าสอบผ่านตามมาตรฐานอีโคคาร์ยุคใหม่

ในส่วนของเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ จากนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่ใส่มาเต็มๆในรถรุ่นนี้ เราได้สัมผัสการใช้งานจริงจากการขับขี่ในบางช่วง โดยระบบที่แสดงประสิทธิภาพให้เห็น และช่วยเสริมความปลอดภัยให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)ช่วยเตือนเวลาเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ ทันทีที่สัญญาณไฟเลี้ยวถูกเปิดระบบจะส่งเสียงสัญญาณพร้อมไฟกระพริบเตือนให้รู้ล่วงหน้าว่ามีรถคันอื่นอยู่ในช่องทางด้านข้างซึ่งผู้ขับอาจมองไม่เห็นและอีกระบบที่ได้ลองใช้งานจริงๆคือ เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor)ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ข้างรถได้รอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุด รอบคัน  กล้องทุกตัวจะจับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง และนำไปประมวลผล จากนั้นแสดงผลเป็นภาพจากมุมสูงผ่านหน้าจอบนคอนโซลให้เห็นระยะที่ปลอดภัยรอบตัวรถอย่างชัดเจน  พร้อมทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อใกล้วัตถุต่างๆช่วยเพิ่มความปลอดภัยของตัวรถรอบคัน ส่วนเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยด้านอื่นๆที่ไม่มีโอกาสได้ลองของจริง ก็มีทั้ง  เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning ) ,เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking )และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert ) โดยรวมถือว่าจัดสรรมาให้เยอะเกินหน้าเกินตารถยนต์รุ่นอื่นๆที่อยู่ในคลาสเดียวกัน

 

TEST DRIVE : NEW MAZDA 2 ลองของ GVC Plus บนสนามแข่งระดับโลก!

 

 

 

 

 

 

 

 

   New Mazda 2รุ่นปรับโฉมล่าสุด บุกตลาดด้วยทางเลือกที่หลากหลายทั้งเครื่องยนต์คลีนดีเซล 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ภายใต้ตัวถังทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮตช์แบค 5 ประตู เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า พร้อมเคาะราคาจำหน่าย เริ่มต้นเพียง 546,000 บาท

   ในอดีตที่ผ่านมา Mazda 2 ประสบความสำเร็จอย่างสูง นับตั้งแต่โฉมแรก เริ่มทำตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 มียอดขายสะสมมากกว่า 120,000 คัน ต่อเนื่องสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เริ่มจำหน่ายเมื่อเดือนมกราคม 2558 ก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่รวมทั้งอีโค คาร์ และซิตี้  คาร์ ด้วยยอดขายสะสมสูงกว่า 160,000 คัน

   New Mazda2 ได้รับออกแบบภายใต้แนวคิด KODO design เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มุ่งเน้นความเรียบง่ายแต่งดงามด้วยคอนเซ็ปต์ “Less is More” ไล่ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก ได้รับการออกแบบใหม่ โดยเน้นใบหน้าดีไซน์ใหม่หมด ทั้ง กระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำ โคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LEDกันชนหน้าทรงใหม่ไร้ไฟตัดหมอก โดยรวมจะดูคล้ายกับหน้าตา All-New Mazda 3 และด้านท้ายรถดีไซน์ลูกเล่นการส่องสว่างไฟท้ายใหม่ภายใต้กรอบเลนเดิม และบริเวณกันชนดีไซน์ใหม่ เพิ่มลูกเล่นการตกแต่งโครเมี่ยมบริเวณชายล่างให้ความหรูหรามากขึ้น

   ภายในห้องโดยสารยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิม แต่อัพเกรดอุปกรณ์ตกแต่งใหม่ให้ดูหรูหราทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะแผงคอนโซนหน้า แผงประตูด้านข้าง และเบาะดีไซน์ด้วยสีสันใหม่ให้สัมผัสที่ต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร และในโซนควบคุมเมื่อล้นตัวลงนั่ง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ยังคงเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ HMI (Human-Machine Interface) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตามจากถนน และไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเวลาขับรถ โดยติดตั้งอุปกรณ์สนับสนุนการขับขี่ที่น่าสนใจทั้ง Active Driving Display จอสกรีนใสแสดงข้อมูลการขับขี่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่ , Sports Paddle Shift ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และ Cruise Control ระบบควบคุมควมเร็วอัตโนมัติ และเพิ่มความสะดวกสบายด้านการติดต่อสื่อสารไร้ขีดจำกัดด้วยระบบ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วย Center Commander ปุ่มควบคุมอัจฉริยะ

   จุดเด่นนอกเหนือการรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปมาสด้า ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของ New Mazda 2รุ่นปรับโฉมให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสมรรถนะด้านการควบคุมรถ และยึดเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น โดยพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานของ SKYACTIV-Vehicle Architecture ที่ช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเพิ่มเติมระบบควบคุมขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงหรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ระบบเดียวกับที่ติดตั้งใน All New Mazda 3 ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยในโค้งน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้ง และออกจากโค้งได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น

   การทดลองขับรถอีโคคาร์ บนสนามแข่งรถระดับโลก ช้าง อินเตอร์เนชั่นนอล เซอร์กิต เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงของมาสด้า เพื่อชี้ให้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่ของ New Mazda 2ที่มีดีแตกต่างจากรถยนต์ในกลุ่มเดียวกัน

   เริ่มต้นสถานีแรก ด้วยการลองของจริง New Mazda 2 รุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล (SKYACTIV-D) พิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูง 250 นิวตัน-เมตร เริ่มทดลองอัตราเร่งช่วงออกตัว พร้อมการบังคับเลี้ยวกระทันหันแบบเลนเชนจ์ โดยแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกยกคันเร่งหมดปล่อยรถไหลเข้าเลนเชนจ์ ตรงนี้ระบบ GVC Plus ไม่ทำงานเพราะยกคันเร่งหมดจึงรับรู้ถึงแรงเหวี่ยง และอาการท้ายสบัดให้ทราบชัดเจน ต่อด้วยรอบสองออกตัวด้วยความเร็วเท่ากัน แต่จังหวะที่ทำเลนเชนจ์มีการเลี้ยงคันเร่งเข้าไปเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างต่างกันชัดเจน เมื่อไม่ยกคันเร่งหมด GVC Plusจะมาช่วยเสริมการควบคุมรถให้ตัวรถนิ่ง และหักเลี้ยวได้ง่ายเป็นธรรมชาติมาก

   ต่อด้วยการทดสอบ New Mazda 2เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน (SKYACTIV-G) พิกัด 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 123 นิวตัน-เมตร โดยเน้นการขับควบคุมรถผ่านโค้งที่ยากที่สุดในสนามช้าง โดยทำความเร็วแบบต่อเนื่องคนละ 3 รอบ ตรงนี้แสดงเห็นถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของระบบGVC Plus โดยรอบแรกขับเข้าโค้งแบบยกคันเร่งหมดที่ความเร็วประมาณ 80-90 กม./ชม. ระหว่างเลี้ยวรู้สึกทันทีว่าคุมรถยากมีอาการเบาลอยๆ พอควบคุมรถได้แต่ต้องใช้แรงแต่งพวงมาลัยเยอะ ส่วนอีก 2 รอบขับเข้าโค้งด้วยความเร็วเท่าๆกัน แต่กดคันเร่งเลี้ยงความเร็วไว้ตั้งเข้าจนออกโค้ง เมื่อไม่ยกคันเร่งหมดแน่นอน GVC Plus จะเข้ามาช่วยเสริมการควบคุมรถ จึงรู้สึกได้ว่าเข้าโค้งง่ายขึ้น

   สุดท้ายเป็นการขับรอบสนามช้าง เริ่มด้วยเครื่องยนต์เบนซิน อัตราเร่งมาแบบเรื่อยๆเนียนๆช่วงทางตรงยาวก่อนเข้าโค้ง 2 ทำได้ประมาณ 120 กม./ชม.จากนั้นเบรคเบาๆก่อนเข้าโค้ง พร้อมกดเลี้ยงคันเร่งผ่านโค้ง เพื่อให้ GVC Plus เข้ามาช่วยเสริม ก็สามารถขับผ่านไปได้ด้วยดี การควบคุมรถจัดว่าง่าย นิ่ง แม่น เอาตัวรอดจากโค้งได้อย่างปลอดภัยไม่เครียด ต่อด้วยการลองของรุ่นดีเซล ทันทีที่กดคันเร่งรับรู้ถึงกำลังแรงม้า และแรงบิด ที่แสดงออกมาอย่างหนักแน่น ช่วงสุดทางตรงโค้ง 2 ความเร็วจึงพุ่งทะลุเกิน 150 กม/ชม.ก่อนเข้าโค้งจึงต้องใช้เบรคหนักกว่า พร้อมกดเลี้ยงคันเร่งเข้าสู่โค้งในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก็ควบคุมรถผ่านโค้งต่างๆทำได้ไม่ยาก ถ้าเลี้ยงคันเร่งในโค้งได้เนียนๆ ตั้งแต่เข้าจนออกโค้ง ต้องบอกว่าขับสนุกไม่ธรรมดาจริงๆครับ

 

TEST DRIVE : ALL NEW MAZDA CX-8 รุ่นท็อป 6 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

   All-New Mazda CX-8 เปิดตัวสู่ตลาดเพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับครอบครัวใหญ่ ภายใต้ขนาดตัวถังที่ใหญ่โต ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย จากพื้นฐานการออกแบบเบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสารได้ทั้ง 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง ตอบโจทย์ในการเดินทางที่สะดวกสบายสูงสุด

   แนวทางการออกแบบของ All-New Mazda CX-8ยังคงเน้นความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา KODO design : Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงามจากคอนเซ็ปต์ “Less is More” เพื่อลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเหลือแต่ความสง่างาม เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกสู่ภายในห้องโดยสาร เลือกใช้เฉพาะวัสดุตกแต่งที่มีคุณภาพสูง  มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานได้หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ความสะดวกสบาย สามารถรองรับการใช้งานจริงของผู้โดยสารในทุกตำแหน่งที่นั่ง โดยมีรูปแบบของห้องโดยสารที่นั่งให้เลือก ทั้งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง ในรุ่น XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-Dที่เราเน้นทดลองขับครั้งนี้ ซึ่งห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง จะมาพร้อมเบาะที่นั่งแถวสองแบบ Exclusive Captain Seat 2 ที่นั่ง แยกซ้าย-ขวา พร้อมอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกกับคอนโซลกลางที่เป็นทั้งกล่องเก็บของ ที่วางแก้วน้ำ ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง และม่านบังแดดที่ประตูคู่หลัง เรียกว่าให้ความสบายระดับเอ็กซ์คลูซีฟต่างจากรถยนต์รุ่นอื่นๆในคลาสใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน

   ส่วนรุ่นที่มีห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมกับเบาะที่นั่งแถวสองแบบ 3 ที่นั่ง สามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 พร้อมพนักวางแขน ที่วางแก้วน้ำ และช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเบาะที่นั่งแถวสามของทั้ง 2 แบบ ยังสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงได้ถึง 170 ซม. และสามารถปรับพับแยกได้อย่างแบนราบแบบ 50:50 เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางสัมภาระได้อย่างหลากหลาย

   การตกแต่งภายในห้องโดยสารเลือกใช้สีโทนเข้ม วัสดุตกแต่ง Real Wood ผสมผสานกับสีเงินซาตินโครม มาพร้อมเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยเส้นด้ายสีน้ำตาลเข้ม เรียกว่าให้ความหรูเทียบชั้นกับรถยุโรป อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งในตำแหน่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง มาพร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่งของเบาะ 2 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri Zone  พร้อมแผงควบคุมบริเวณเบาะนั่งแถวที่สอง ระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่าน Center Display จอสีแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ติดตั้งบริเวณด้านหลังคอนโซลเกียร์อยู่ในระยะที่หยิบจับใช้งานได้สะดวก

   สำหรับการทดลองขับเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เริ่มต้นเดินทางจากจังหวัดเชียงราย ไปยังจังหวัดเชียงใหม่  โดยมี All-New Mazda CX-8 ให้ทดลองขับครบทุกรุ่น ทั้งรุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตรและขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ที่เราได้ลองขับรุ่นท็อป  XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-Dระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตร

   All-New Mazda CX-8 XDL EXCLUSIVE ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร (SKYACTIV-D 2.2) เป็นเครื่องยนต์ยอดนิยมที่คุ้นเคยประจำการอยู่ใน CX-5 รุ่นล่าสุด ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ให้แรงม้าสูงสุดถึง 190 แรงม้า ที่4,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที โดยในรุ่น XDL EXCLUSIVE มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน พร้อมการันตีความประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนอีกหนึ่งทางเลือกจะเป็นครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองดียิ่งขึ้น ให้แรงม้าสูงสุดถึง 194 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 258 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ให้ความประหยัดน้ำมันสูงสุด 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   สิ่งที่น่าชื่นชมจากการขับขี่ว่ากันตั้งแต่ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง มองทัศนวิสัยรอบตัวได้ชัดเจน แม้ตำแหน่งของเบาะนั่งจะค่อนข้างต่ำตามจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ให้ความรู้สึกคล้ายๆขับรถเก๋งหรูยกสูงพองาม ตรงนี้ยังเป็นข้อดีในเรื่องการก้าวขึ้นลงรถที่สะดวกสบายกว่ารถเอสยูวี หรือ พีพีวี ส่วนเรื่องการบังคับควบคุมรถต้องบอกว่าเป็นรถคันใหญ่ที่ขับง่าย มีความคล่องตัวสูง พวงมาลัยช่วงความเร็วต่ำค่อนข้างเบาแรงในการเลี้ยว แต่มีความแม่นยำสูง และช่วงใช้ความเร็วสูงทั้งทางตรง หรือการขับผ่านโค้ง พวงมาลัยจะหนักตึงมือ นิ่ง เลี้ยวคมกริบ ซึ่งเป็นจุดเด่นเหมือนกับรถมาสด้ายุคใหม่หลายๆรุ่น ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และแบบมัลติลิงค์หรือแขนยึดหลายจุดที่ด้านหลัง ก็ให้สัมผัสที่ดีตามสไตล์เอสยูวีหรูขนานแท้ โดดเด่นด้วยความนุ่มนวล ไม่กระด้าง กระเด้ง นั่งสบายทุกที่นั่ง ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพของตัวรถได้อย่างมั่นคง ทรงตัวดีเยี่ยม ทั้งการขับขี่บนทางตรง และการขับเข้าโค้งด้วยความเร็ว แถมการเก็บเสียงต่างๆ จากภายนอกทั้งเสียงลมปะทะ เสียงจากใต้ท้องรถ และเสียงจากเครื่องยนต์ ผ่านเข้ามารบกวนในห้องโดยสารน้อยมากๆทำให้ผู้ขับ และผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลาย พูดคุย หรือฟังเพลงกันได้อย่างเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

   การควบคุมรถยังให้ความมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยี G-Vectoring Control  (GVC) ด้วยการปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ตอบสนองต่อการทำงานของพวงมาลัยเป็นการควบคุมแบบผสมผสานระหว่างแรงเร่งด้านข้าง และตามยาวของตัวรถ พร้อมปรับแรงกดในแนวดิ่งให้เหมาะสมที่ลงสู่ล้อแต่ละล้อ ระบบ GVC จะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ลดลงในขณะที่คนขับเริ่มหมุนพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนภาระให้กับล้อหน้า ช่วยเพิ่มความกระชับของล้อหน้าและเพิ่มความสามารถในการตอบสนองของรถ หลังจากนั้นเมื่อผู้ขับรักษามุมพวงมาลัยคงที่ ระบบ GVC จะคืนแรงบิดของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเพื่อถ่ายโอนภาระไปยังล้อหลัง และช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรถ

   ในส่วนของพลังขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D อัตราเร่งทั้งช่วงออกตัว และเร่งแซงมาแบบทันใจ ไม่ถึงกับดึงกระชาก แต่ก็ถือว่าว่องไวทันใจเหมาะสมต่อการเป็นรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ส่วนช่วงการขับขี่ทางไกลแบบใช้งานจริง ในครั้งนี้ด้วยความหลากหลายของสภาพเส้นทางมีทั้งทางตรงแบบเลนสวน และทางคดโค้งบนเขา ความเร็วการเดินทางจึงไม่คงที่มีการเร่งและลดความเร็วแบบจัดหนักตลอดเวลา ซึ่งเราลองจับค่าความประหยัดจากค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองบนแผงหน้าปัดในทุกช่วงที่มีการสลับผู้ขับ ตัวเลขจากการใช้งานจริง ถือว่าไม่ธรรมดาทำได้ใกล้เคียงกันในทุกช่วงการเดินทางอยู่ที่ประมาณ 12 -13 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าประหยัดไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับรถเอสยูวีตัวถังใหญ่โตขนาดนี้

ราคาจำหน่าย All-New Mazda CX-8

-2.5 S SKYACTIV-G 2.5 7ที่นั่ง 1,599,000บาท

-2.5 SP SKYACTIV-G 2.5 7ที่นั่ง 1,699,000บาท

-XDL SKYACTIV-D 2.2 7ที่นั่ง 1,899,000บาท

-XDL EXCLUSIVE SKYACTIV-D 2.2 6 ที่นั่ง 2,069,000 บาท

 

TEST DRIVE : NEW MG EXTENDER ขับสบาย สไตล์รถยนต์นั่งอเนกประสงค์!

 

 

 

 

 

 

 

 

   NEW MG EXTENDERภายใต้นิยาม “รถกระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” วางจุดเด่นหลักในการทำตลาด คือความใหญ่โตของขนาดมิติตัวถัง ส่งผลให้ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ ให้ความกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันสไตล์รถกระบะอเนกประสงค์ มากกว่าการเน้นใช้งานบรรทุกเหมือนรถกระบะยี่ห้ออื่น

   การทำตลาดช่วงแรกเปิดตัวด้วยตัวถัง 2 ทางเลือก คือรถกระบะแบบตอนครึ่ง หรือ Giant Cab และแบบ 4  ประตู หรือ Double Cab ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ด้วยขนาดมิติตัวถังขนาดใหญ่จึงช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุก และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย รองรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART สั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกของโลกในรถกระบะ เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถยนต์เอ็มจี พร้อมสมรรถนะที่โดดเด่นจากเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรล เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า เน้นให้ความแรง พร้อมการประหยัดน้ำมัน และประหยัดค่าบำรุงรักษา  นอกจากนี้ ยังให้ความสะดวกสบายและมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION และติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน

   NEW MG EXTENDERมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic โดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และมิติตัวถังขนาดใหญ่ ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี  ผสานชุดไฟหน้ามาดเข้มแบบ LED PROJECTOR พร้อม Daytime Running Lights สว่างชัดเวลากลางวัน และระบบควบคุมไฟหน้าปรับเลี้ยวตามองศาพวงมาลัยช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ดียามค่ำคืน ด้านข้างตัวถังเน้นความโค้งมนบึกบึน เสริมมัดกล้ามจากโป่งล้อขนาดใหญ่ พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยลายสวยเรียบขนาด 18 นิ้ว ประกบยางขนาด 255/60R18 เลยไปด้ายท้ายรถฝาท้ายและชุดกันชนตกแต่งสวยลงตัวให้ความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ต พร้อมชุดไฟท้ายดีไซน์รูปทรงได้ดี สีสันสดใส ดูทันสมัยรับกับตัวรถ

   ภายในโดดเด่นที่สุดต้องยกให้ความกว้างขวางสะดวกสบาย ทั้งพื้นที่ด้านหน้า และพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังกว้าง หยืดแข้งขาสบายมากๆ เบาะด้านหน้ามีรูปทรงกึ่งสปอร์ตนั่งได้สบายแม้ผิวสัมผัสจะค่อนข้างแข็งไปหน่อย การปรับเบาะทำได้ละเอียดด้วยระบบไฟฟ้ารองรับสรีระได้ดี นั่งขับได้อย่างมั่นใจ บริเวณเบาะหลังพับได้เพิ่มความหลากหลายในการบรรทุกสัมภาระ และยังให้ความเย็นสบายอย่างทั่วถึงด้วยช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

   การออกแบบภายในยังสร้างความรู้สึกแข็งแกร่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอกโดยใช้โทนสีเข้ม และเพิ่มความเรียบหรูด้วยวัสดุ ให้สัมผัสนุ่ม (SOFT TOUCH) พวงมาลัย 3 ก้านหุ้มหนังเดินด้ายแดงแอบสปอร์ต พร้อมระบบมัลติฟังก์ควบคุมครุยคอนโทรล และชุดเครื่องเสียง บริเวณแผงหน้าปัดทรงกลมเรืองแสงสีแดงให้อารมณ์สปอร์ต บริเวณกึ่งกลางแผงหน้าปัดมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่โชว์ทั้งระยะทางวิ่ง ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แรงดันลมยาง ฯลฯ ซึ่งสามารถเรียกดูค่าต่างๆได้จากปุ่มที่ปลายก้านปัดน้ำฝนด้านซ้าย และถ้าต้องการรีเซ็ทค่าต้องกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยวด้านขวา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก  ครบครัน อาทิ กุญแจระบบ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ , คอนโซลกลางติดตั้งจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้วพร้อมรองรับระบบปฏิบัติการ i–SMART ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสั่งการ หรือ SMART Command ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่สามารถสั่งการให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ หน้าต่างฝั่งคนขับ ตลอดจนวิทยุภายในรถ รวมทั้งค้นหาจุดสนใจ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application การเชื่อมต่อ หรือ SMART Connect ที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Music ค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ได้บนหน้าจอในรถ และการตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check   โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ

   สำหรับกิจกรรมทดลองขับใช้งานจริงเป็นครั้งแรก บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนบินลัดฟ้าสู่ภูเก็ต เพื่อสัมผัสกับรุ่นนี้บนเส้นทางที่หลากหลายเพื่อพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ ทั้งทางตรงยาว ทางคดโค้งหลายรูปแบบจากพิษณุโลกมุ่งหน้าเชียงใหม่

   สมรรถนะความแรงเป็นไปตามมาตรฐานของรถกระบะยุคนี้ ซึ่ง NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT รุ่นท็อปที่เรามีโอกาสทดอลงขับเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น  ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ชาร์จพลังด้วยเทอร์โบ แปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมฟังก์ชั่นปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER เพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน และในรุ่นท็อปยังมาพร้อมขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานตามสภาพเส้นทาง 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L

   สัมผัสแรกจากการขับขี่ ว่ากันตั้งแต่ทัศนวิสัยการมองรอบทิศทางอยู่ในระดับที่ชัดเจน ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างคล่องตัว การตอบสนองของพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน ผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิคถือว่าเซ็ทน้ำหนักแปลกไปจากรถกระบะที่คุ้นเคย ข้อดีคือเบาแรง เลี้ยวง่ายในช่วงความเร็วต่ำ ทำให้ขับในเมืองมีความคล่องตัวดี (สอบถามไปยังผู้บริหารแจ้งมาว่าตั้งใจเซ็ทมาแนวนี้ให้ขับสบายใช้งานได้ดีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ขณะเดียวกันเมื่อใช้ความเร็วสูง หรือการเข้าโค้งจึงรู้สึกเบาไปบ้างต้องอาศัยความคุ้นเคย จากนั้นก็จะเริ่มมั่นใจกล้าใช้ความเร็วมากขึ้น ส่วนช่วงล่างพื้นฐานเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ด้านหน้า และแบบแหนบแผ่นซ้อน การปรับจูนเน้นความความนวล นั่งสบายแบบรถยนต์นั่งหรือเอสยูวี มาเป็นอันดับหนึ่ง ความรู้สึกในการขับขี่จึงค่อนข้างนุ่มสบาย ไร้อาการกระเด้งและกระด้าง ช่วงความเร็วต่ำขับในเมืองจึงให้ความรู้สึกดีขับสบายมากๆ และในช่วงใช้ความเร็วสูง หรือการขับเข้าโค้ง ตอนแรกนึกว่าจะโยน หรือย้วยจากเซ็ทช่วงให้นุ่ม แต่โดยรวมก็ถือว่าสอบผ่านการยึดเกาะถนนอยู่ในระดับที่วางใจได้ และในการขับขี่ใช้งานจริง ก็ต้องถือว่ามีความแรงแบบเพียงพอ ทั้งจังหวะออกตัว และการเร่งแซงที่ไว้วางใจได้  พร้อมความประหยัดที่สมเหตุสมผล

 

   ในการขับขี่ NEW MG EXTENDER ยังให้ความอุ่นใจด้วยระบบความปลอดภัยครบครันไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steel ในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ พร้อมรับทุกสภาพการใช้งาน และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System), ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist), ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution), ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System), ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System), ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection), ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน

 
 

TEST DRIVE : สัมผัส MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉม อัดแน่นด้วยออฟชั่นล้ำสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ บนเส้นทางทั้งออนโรดจากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านทางลุยแบบออฟโรดบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ก่อนมุ่งหน้าสู่หัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์  

   MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้ที่น่าสนใจหลายจุด รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้ขับขี่ได้นุ่มสบายมากขึ้น

   รูปลักษณ์ภายนอกให้ความโดดเด่นด้วยการออกแบบด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield ให้ความรูสึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟCombination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

   ด้านหลัง ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ตพร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18นิ้ว ช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวรถ

   ภายในห้องโดยสารการดีไซน์เน้นความเรียบหรู พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อ และแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8นิ้ว จึงไม่ต้องละสายตาจากจอแสดงข้อมูลขับขี่ อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และการสั่งงานด้วยเสียง ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

   นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์       และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน

   เริ่มออกเดินทางแบบออนโรดมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระยะทางประมาณ 180กม. ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ช่วงนี้เราได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ทั้ง ระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ D รวมถึงระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold (BAH) ซึ่งทำงานได้ดีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

   ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift  สมรรถนะการขับขี่เมื่อขับเดินทางไกลใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-120 กม./ชม.อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ และเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ช่วงออกตัวลองกดหนักๆ การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ  นอกจากนี้ระหว่างการเดินทางเรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังอีกระบบที่ได้ทดลองบางช่วง คือ ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

   เมื่อถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดธรรมชาติระยะทาง 9กม. เพื่อทดสอบระบบขับเคลื่อน 4ล้อ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน       4ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ระบบนี้คอออฟโรดตัวจริงก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่แท้จริง

   การทดลองขับครั้งนี้ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่โหดมาก แค่ใช้โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ก็เพียงพอแล้ว ในการขับผ่านสภาพเส้นทางธรรมชาติที่หลากหลายทั้ง ทางฝุ่น ทางโคลน วิ่งผ่านลำธารธรรมชาติ ด้วยความเร็วต่ำ 20-40 กม./ชม.ซึ่ง MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ ทุกคันก็สามารถขับผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย 44

   นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ราคาจำหน่าย NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019

-รุ่น 2WD GT มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000บาท

-รุ่น 2WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,469,000บาท

-รุ่น 4WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,599,000บาท

 

TEST DRIVE : NEW NISSAN LEAF ชาร์จครั้งเดียว เที่ยวทั่วกรุง!

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟใหม่ ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่ถูกพัฒนาให้สามารถขับได้ไกลมากยิ่งขึ้น พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การดีไซน์ที่ปราดเปรียว ภายใต้เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่มีหัวใจสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)  ซึ่งแนวคิดนี้มีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ยานยนต์ รวมถึงการทำให้ยานยนต์เป็นพลังขับเคลื่อนที่สะอาด ปลอดภัย ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ช่วยให้ผู้คนก้าวไปสู่โลกที่ดีขึ้น

   เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving)ที่โดดเด่นใน นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ อี-เพดัล (e-Pedal) และ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield)โดยนิสสัน ยกระดับนวัตกรรมประสบการณ์ขับขี่ด้วย e-Pedal ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการออกตัว เร่งความเร็ว ชลอความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว ถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้อย่างสิ้นเชิง  ด้วยอัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G เพียงยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่งได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก เทคโนโลยี e-Pedal ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องยกเท้าจากแป้นคันเร่งเพื่อเหยียบแป้นเบรกบ่อยครั้งเมื่อต้องการชะลอระดับความเร็วหรือหยุดรถ ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่

   นอกจากนี้ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD)  เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)

   เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power)  หัวใจหลักของเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะในลีฟ ใหม่ คือระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมกับมีแรงบิดและพละกำลังที่สูงขึ้น ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้สมรรถนะที่ต่อเนื่อง และเร้าใจด้วยการส่งกำลังที่ 110 กิโลวัตต์ มากกว่าลีฟ เจนเนอเรชั่นแรกถึง 38 เปอร์เซ็นต์ มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์เป็น 320 นิวตันเมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น จาก 0-100 กม/ชม.ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่มากขึ้น

   ไม่เพียงจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น ลีฟ ใหม่ ยังมีระยะทางขับขี่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดใหม่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางขับขี่มากถึง 311 กิโลเมตรเมื่อชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 %(ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle)  สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ ขณะที่แบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาให้มีความจุพลังงานที่ดีขึ้น แม้มีขนาดเท่าเดิม แต่ปรับปรุงโครงสร้างแต่ละเซลล์ในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดอัดซ้อน (laminated lithium-ion battery) ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้น และที่สำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพวัสดุขั้วไฟฟ้า พร้อมการปรับปรุงเคมีใหม่ ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความทนทานของแบตเตอรี่ทั้งในขณะชาร์จและคลายประจุไฟ

   เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)ด้วยระบบ Vehicle-to-grid ของแบตเตอรี่ สามารถสะสมพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากพลังงานส่วนเกินในเวลากลางวัน เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานภายในบ้านช่วงกลางคืน การเชื่อมต่ออัจฉริยะของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านพลังงานอย่างสิ้นเชิง ทำให้เจ้าของรถลีฟ จะได้รับประโยชน์ต่างๆ จากบริษัทพลังงานที่ต้องการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยผู้ใช้งานลีฟ สามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดในบางประเทศ เพื่อนำมาใช้ในช่วงกลางวันเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

   การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก นิสสัน ลีฟ ใหม่ แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ IDS Concept ที่นำเสนอสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2015 ด้วยความสปอร์ต รูปทรงที่ดึงดูดสายตาสะท้อนตัวตนของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ปรัชญาของการออกแบบ คือ ต้องการแสดงถึงเส้นสายที่เรียบง่ายสะอาดตา แต่แฝงไปด้วยความดุดัน รวมไปถึงความโฉบเฉี่ยวของการเล่นแสงเงา สัมผัสได้ถึงยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้เส้นสายหลักในแนวนอน  กันชน และความโดดเด่นของตัวถังช่วงล่างเน้นย้ำให้เห็นถึงจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของตัวรถ  ทำให้สัมผัสได้ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน และคล่องตัว

   การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในส่วนของกระจังหน้าแบบ V-Motion, ไฟรูปทรง “บูมเมอแรง” และการออกแบบแนวเส้นหลังคา แสดงให้เห็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของนิสสัน ลวดลายตาข่ายสีน้ำเงินสว่างแบบสามมิติโดดเด่นสะกดทุกสายตา เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้าแบบ V-Motion เสริมความพิเศษเฉพาะตัวในฐานะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ไฟหน้าเป็นโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำ และไฟสูง และเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งในรถยนต์ของนิสสัน ช่วยสร้างความรู้สึกทันสมัย พร้อมทั้งเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเพิ่มระยะการส่องสว่างที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของดีไซน์ และการใช้งาน

   ชุดไฟท้ายมีความโดดเด่นที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำลีฟรุ่นใหม่ได้จากระยะไกล พร้อมติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจก ช่วมเสริมความสปอร์ตและสะดุดตามากยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าที่ลาดต่ำผสมผสานอย่างลงตัวกับกระจกด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงหลังคา ก่อให้เกิดเส้นเงาที่โฉบเฉี่ยว และทำให้การระบายของอากาศดีขึ้น และการออกแบบใต้ท้องรถ และกันชนท้ายที่มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ และอากาศที่ยกตัวรถ ช่วยให้รถมีความมั่นคงยิ่งขึ้น การออกแบบตัวถังตามหลักแอโรไดนามิกส์ รวมถึงกันชนหลังที่เป็นแนวโค้ง ทำให้นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (drag coefficient) เพียง 0.28 เท่านั้นนอกจากนี้ในการชาร์จไฟสู่รถจะมีช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถ ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ของนิสสัน แสดงให้เห็นว่าช่องเสียบสายชาร์จไฟใหม่ที่ถูกติดตั้งในระดับ 45 องศา ทำให้ผู้ใช้งานที่มีระดับความสูงต่างกันสามารถเสียบสายชาร์จไฟได้อย่างสะดวก

   ภายในห้องโดยสารของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีความกว้างขวาง และสะดวกสบายมากขึ้น โดยยึดหลักการออกแบบของ    นิสสัน Gliding Wing เป็นแนวทางหลัก การปรับดีไซน์ให้หน้าจอและรูปแบบของไฟแสดงข้อมูลการขับขี่เรียบง่ายขึ้น ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีความเรียบหรู สามารถมองเห็นข้อมูลที่จำเป็นในตำแหน่งที่เหมาะสม บริเวณหน้าจอแสดงข้อมูล และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความฉลาด และใช้งานง่ายขึ้น ที่โดดเด่นมากที่สุด คือ การผสมผสานระหว่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ multi-information  ด้านซ้าย หน้าจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7นิ้ว บอกปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามการกำหนดค่ามาตรฐาน โดยคนขับสามารถเลือกแสดงข้อมูลตามที่ต้องการ หน้าจอแสดงผลตรงกลางแบบ Flush-surface ช่วยให้ผู้ขับขี่สะดวกต่อการเลือกระบบความบันเทิง รวมทั้งแสดงให้เห็นการทำงานของเทคโนโลยี Safety Shield ระดับการชาร์จไฟของรถ และพลังงานที่เหลืออยู่ รวมถึงระบบเสียง และข้อมูลระบบนำทาง

   บริเวณคอนโซลด้านหน้าได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ มีที่รองแก้วแบบคู่จัดวางตามแนวยาวที่นั่งระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นที่ฐานของคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับการวางสมาร์ทโฟนหรือกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งการใช้งานสวิตช์ไฟฟ้า ช่องจ่ายไฟ 12โวลต์และพอร์ตยูเอสบีที่สะดวกง่ายดายมากขึ้น เครื่องปรับอากาศและระบบทำความร้อนที่ประหยัดพลังงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร แม้ว่าความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเพิ่มขึ้น  แต่ขนาดของแบตเตอรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นห้องโดยสารจึงรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบาย นอกจากนี้พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่มากขึ้น โดยมีความจุ 435 ลิตร สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง หรือกระเป๋าสัมภาระพกพาขึ้นเครื่อง 3 ใบ

   การทดลองขับจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากการทดสอบสมรรถะอย่างเต็มรูปแบบบนลานกว้างในรูปแบบของจิมคาน่าในช่วงเช้า ซึ่งเป็นการพิสูนจ์สมรรถนะของอัตราเร่ง และแรงบิดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง พร้อมความสามารถของเทคโนโลยี e-Pedal ที่ช่วยควบคุมความเร็วรถทั้งการเร่ง และเบรกด้วยคันเร่งเพียงอย่างเดียว ในสถานีการขับขี่รูปแบบต่างๆทั้งโค้งแคบๆและการขับแบบสลาลม ซึ่งเทคโนโลยี e-Pedal ถือเป็นการปฏิวัติการขับขี่จากรถยนต์ที่คุ้นเคย โดยเปลี่ยนวิธีการขับขี่ด้วยการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว

   การควบคุมรถบนสนามจิมคาน่า ของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ ยังจัดว่าขับสนุก ควบคุมง่าย มีความคล่องตัวสูง เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ของรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มีการตอบสนองต่อสภาพพื้นผิวถนนที่ดียิ่งขึ้น เนื่องมาจากการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ใหม่ ระบบควบคุมทำงานเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบกันสะเทือนแบบทอร์สชั่น บาร์ (Torsion Bar) ที่มีอัตราการยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากนี้ชุดยางซับแรงกระแทกที่ใช้วัสดุยูรีเธนสำหรับระบบกันสะเทือนหลังได้ถูกแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ที่ผลิตจากยางที่ช่วยลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน เมื่อต้องขับขี่บนสภาพถนนที่ขรุขระ รวมไปถึงเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) ช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานที่แม่นยำมากขึ้นในการสร้างแรงบิดที่เหมาะสมเมื่อเข้าโค้ง

   จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการทดลองขับแบบใช้งานจริง ตามสภาพการจราจรในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยการชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100 % เราต้องขับขี่เดินทางไปเช็คอินตามจุดต่างๆได้ครบถึง 4 จุดหมาย ไม่ว่าจะเป็น การขับขึ้นลานจอดรถ 10 ชั้น ของห้างฟอร์จูน ร่วมเล่นเกม หยุดรถด้วยเทคโนโลยี e-Pedal ก่อนจะลุยเข้าเมืองไปยังจุดแวะต่างๆไม่ว่าจะเป็น สยามสแควร์ ชิมชาไข่มุก ,สถานีดับเพลิงบางรัก ชิมโรตี  แล้วเดินทางออกนอกเมืองสู่อำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม แวะพักผ่อนจิบกาแฟในบรรยากาศริมน้ำ ที่ร้านกาแฟ RIVA ต่อด้วยการแวะเช็คอินที่ ช่างชุ่ย ถ่ายรูปกับเครื่องบิน ปิดท้ายด้วยการฝ่ารถติดช่วงเย็นเข้ากลับมาที่จุดออกสตาร์ทลาน G Land พระราม 9 ซึ่งการทดลองขับในช่วงนี้ นิสสัน ลีฟ คันที่เราขับชาร์จเมื่อไฟฟ้าเต็ม 100 % แผงหน้าปัดแสดงระยะทางวิ่งสูงสุด 260 กิโลเมตร เริ่มออกเดินทางเวลา 12.32. น. หลังจากขับขี่ฝ่าการจราจรทุกรูปแบบ แทบไม่มีการดับเครื่องยนต์ จนกลับมาถึงจุดหมายเวลา 4.27 น. รวมระยะทางวิ่งรวม 109 กิโลเมตร แผงหน้าปัดแสดงสถานะกำลังไฟฟ้าที่เหลืออยู่ 58 % พร้อมประเมินระยะทางวิ่งให้ไปต่อได้อีกถึง 159 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าให้ความคุ้มไม่ธรรมดา เพราะการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200 บาท เฉลี่ยแล้วการเดินทางครั้งนี้เราเสียค่าใช้จ่ายน้อบนิดกิโลเมตรละไม่ถึง 1 บาท

   การทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้ราคา 1.99 ล้านบาท ยังมาพร้อมการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร

 
 

Page 1 of 2

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

 

Latest News

MOTOR NEWS : เกรท วอลล์ มอเตอร์ส พร้อมเดินหน้าพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือกในไทย ตอกย้ำความเป็น Global Mobility Technology Company                  เกรท วอลล์ มอเตอร์ส (GWM) ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ International Electric Vehicle... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home TEST DRIVE
Orange Green Red