Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEWS CAR : มาสด้าส่ง ALL-NEW MAZDA BT-50 ปิกอัพดีไซน์หรูสไตล์เอสยูวี ผนวกรวมคุณสมบัติปิกอัพที่ดีที่สุดตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

   รถปิกอัพที่ลูกค้าทั่วโลกใฝ่ฝันและเฝ้ารอมานาน บัดนี้สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อมาสด้าประกาศเปิดสงครามตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda BT-50เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดในโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท นี่คือการกลับมายึดฐานลูกค้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง

   เปิดศักราชใหม่มาสด้าเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับตลาดปิกอัพเมืองไทย ด้วยการส่ง All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ กับแนวคิด “พร้อม...กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partnerสัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 เพื่อแทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ที่สำคัญมาสด้าพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหารบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นหนึ่งในโปรดักซ์แชมป์เปี้ยนที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างเผชิญกับวิกฤตโคโรน่าไวรัส จนส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 20%แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายละเอียดของยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเภทพบว่าสัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 43% ดังนั้นการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกมุมมองเกี่ยวกับรถปิกอัพโดยสิ้นเชิง Revolutionary Change รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร อีกทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างยอดขายและชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของมาสด้า  

   มาสด้าเริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดปิกอัพในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา ด้วยการสร้างโรงงานที่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อขึ้นไลน์ผลิตปิกอัพในประเทศไทย ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยผลิต มาสด้า ไฟเตอร์ ซึ่งเป็นกระบะฝีมือคนไทยรุ่นแรก ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายในปี 2541 มียอดขายเฉพาะในประเทศไทยกว่า 50,000 คัน ต่อด้วยรุ่นที่สอง มาสด้า บีที-50 มียอดขายสะสมกว่า 52,000 คัน และ มาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายสะสม 120,000 คัน ส่งผลให้มีรถปิกอัพพันธุ์แกร่งของมาสด้าอยู่ในการครอบครองของแฟนมาสด้ากว่า 222,000 คัน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของมาสด้า

   สำหรับ All-New Mazda BT-50 ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น การเปิดตัว All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ให้กับตลาดรถปิกอัพ ที่สามารถใช้งานได้ทุกโอกาส หรือ “Built for Dress and Jeans” ซึ่งจะเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้นตามไปด้วย

   ด้านนายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความตั้งใจที่เราต้องการพัฒนารถปิกอัพให้สามารถเติมเต็มทุกมิติของชีวิต เสมือนเป็น Life-Partner จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ All-New Mazda BT-50 พร้อม...กับทุกด้านของชีวิต” ซึ่งจะพาคุณไปสู่ทุกเป้าหมายเคียงคู่ไปในทุกมิติของการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

- Adventure Partner พร้อมลุยไปกับทุกเส้นทางสำหรับผู้ที่หลงใหลในความท้าทาย เปลี่ยนให้ทุกอุปสรรคเป็นความท้าทาย ออกไปค้นหาเพื่อลิ้มรสคุณค่าของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

- Passion Partner ที่จะให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ ห่วงใย และเอาใจใส่ต่อคนรอบข้าง แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย แต่ก็ยังต้องการที่จะใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง และสนุกสนานกับกิจกรรมอยู่เสมอ

- Inspiration Partner ให้คุณได้มองหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่มีใครเคยค้นพบ เพื่อสร้างความหมายใหม่ของการใช้ชีวิต เพราะการให้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด

- Business Partner นำชีวิตก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้า ไม่หยุดพัฒนาตนเอง มองหาช่องทางและโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานหลักหรือธุรกิจเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ให้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

   “ปัจจุบันผู้ซื้อรถปิกอัพ ไม่ได้มองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานในการใช้งาน หรือประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และดีไซน์มากขึ้น แนวคิดการออกแบบ คือ การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน ในสไตล์รถปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่บ่งบอกได้ว่า นี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่ออกแบบด้วย Signature Wing ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าที่สง่างามในสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว รวมถึงมิติตัวถังขนาดใหญ่ผนวกกับสัดส่วนของรถ เกิดเป็นความแข็งแกร่งควบคู่กับความสง่างามของรถปิกอัพยุคใหม่” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

   โดยเฉพาะภายในห้องโดยสารที่เน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด และการคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ Human Machine Interface ทุกฟังก์ชันจึงง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

   ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยกระดับความสุนทรีย์ด้วยห้องโดยสารที่เงียบยิ่งขึ้น และลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ผู้โดยสารสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

   All-New Mazda BT-50 มาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยรีโมท เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ และมีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติในทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมท อีกทั้งตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่า Home Screen ได้หลายรูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

*เชื่อมต่อในทันทีสำหรับ Android เวอร์ชั่น 10

All-New Mazda BT-50 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

   เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

   เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร* จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

   *ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101Combine Mode

   ระบบส่งกำลังของ All-New Mazda BT-50 มีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล และสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นโหมดแมนนวลได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขับสนุก และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีก 1 ทางเลือกกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ออกตัวได้แรง ให้กำลังฉุดลากสูงในทุกช่วงความเร็ว เข้าเกียร์ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ผสานการทำงานกับระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นรุ่น Hi-Racer ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกหนึ่งทางเลือกกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ Electronic Diff-lock ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร

   All-New Mazda BT-50 มีโครงสร้างตัวถังที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) แข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการสั่นสะเทือนรวมถึงเสียงรบกวนจากภายนอก เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย ซับแรงกระแทกที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่เพิ่มความสามารถในการบรรทุก

   เพื่อให้ All-New Mazda BT-50 ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ จึงมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียวที่จะช่วยให้การบรรทุกของหนักเป็นเรื่องง่าย รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ที่ตอบรับทุกการใช้งาน และรุ่น Double Cab (DBL)หรือรุ่น 4 ประตู ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบเบรก ABSระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ส่งผลให้ All-New Mazda BT-50 มีสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสูงตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

   อีกทั้งในรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESSระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLAระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDCและติดตั้งถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพิ่มความมั่นใจในการเข้าจอดด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

   สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้ากับระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

   สีภายนอกมีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver) 

   เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า พบกับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัวแนะนำกับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 All-New Mazda BT-50 พร้อมให้ทุกท่านได้ทดลองขับขี่และเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

All-New Mazda BT-50 ทั้ง 14 รุ่น

 

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 - 100,000 กิโลเมตร

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

• เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น

• ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.thและMazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 

NEW CARS : บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ พลิกโฉม ยนตรกรรมหรูด้วยดีไซน์ใหม่พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ทรงพลังทุกมุมมอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สานต่อสำเร็จสู่ศักราชใหม่ด้วยยนตรกรรมระดับผู้บริหารในตำนานรุ่นล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ที่กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชั่นที่ 7 ในสามรุ่นย่อย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport กับรูปโฉมที่ทรงพลังยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เสริมความล้ำอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใหม่ล่าสุด ตอกย้ำความแข็งแกร่งอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ในเซกเมนต์ยนตรกรรมผู้บริหารระดับพรีเมียมในตลาดประเทศไทย

   มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้เปิดศักราช 2564 ด้วยการเผยโฉมใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ที่ยกระดับเอกลักษณ์และความสง่างามซึ่งชนะใจของแฟน ๆ ทั่วโลกมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ได้กลายมาเป็นยนตรกรรมหรูที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมซีดาน โดดเด่นด้วยการหลอมรวมกลิ่นอายความสปอร์ต รูปลักษณ์ที่สง่างาม และเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในวันนี้ เรานำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งทั้งสามรุ่นมาในดีไซน์โฉมใหม่ตลอดคันจากด้านหน้าไปจนถึงท้ายรถ สะท้อนรูปลักษณ์ที่พรีเมียมยิ่งขึ้น อีกทั้งมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทั้งด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ประสิทธิภาพในการขับขี่ และระบบการเชื่อมต่อ เพื่อเสริมสุนทรียภาพในทุกห้วงเวลาของการขับขี่”

   “นอกจากนี้ เรายังได้เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์เปิดตัวที่แตกต่างไปจากทุกครั้ง ‘Change the way you lead. Lead the way you change.’ ซึ่งครั้งนี้เราต้องการเน้นย้ำถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เหนือกว่าเพียงแค่ด้านยนตรกรรม เพื่อให้ผู้ขับขี่บีเอ็มดับเบิลยูได้สัมผัสโลกที่มีความสมดุลของการใช้ชีวิตในหลากหลายด้าน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกปัจจุบัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์อันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งการเริ่มต้นปีอันน่าตื่นเต้นของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดยถึงแม้เราอาจต้องเผชิญกับอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ผมมั่นใจว่าบีเอ็มดับเบิลยูจะยังคงมอบสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

   ไฮไลท์อันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้ สร้างความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตา เส้นสายทรงพลังทั้งบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ในรูปทรงแปดเหลี่ยมแบบใหม่ ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนบนของซี่ในกระจังหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาว สร้างความดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย

   ดีไซน์ด้านท้ายรถสื่อถึงรูปลักษณ์ที่ผสานความสง่างามและล้ำสมัยด้วยเส้นสายที่คมชัดและทรงพลังเช่นเดียวกัน ไฟท้าย LED มาในรูปแบบสามมิติทรงตัว L รับกับไฟหน้า โฉบเฉี่ยวด้วยกรอบสีดำ สร้างความสะดุดตาบนท้องถนน โดยทั้งไฟท้ายและไฟเบรกได้รับการออกแบบมาให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีรูปโฉมที่ไม่ซ้ำใคร เสริมลุคสปอร์ตด้วยท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ท้ายรถทั้งสองด้านซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันชนท้ายไว้ได้อย่างลงตัว

   มิติตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้า 27 มิลลิเมตร ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีความยาว 4,963 มิลลิเมตร แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ไว้ได้อย่างเหนือชั้น ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้าน (Cd) เพียง 0.23 มาพร้อมชุดแต่ง M Aerodynamics และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Double-spoke ขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น 520d M Sport และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Y-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น 530e M Sport ขณะที่รุ่น 530e Elite มาพร้อมล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัดจากทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 - 2,500 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถเคลื่อนจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite และ 530e M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่มอบพละกำลัง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ที่ 5,000 - 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 - 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร และสามารถเพิ่มกำลังส่งในการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นด้วยระบบ XtraBoost ซึ่งปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมด SPORT จึงสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถขับขี่แบบไร้มลพิษได้เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 12.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดทั้งสองรุ่น ยังมีระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยต่ำเพียง 41 กรัมต่อกิโลเมตรตามการอ้างอิงผล ECO Sticker ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดขนาดใหญ่ในประเทศไทย

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ยังมาพร้อมการควบคุมที่เฉียบคมและโฉบเฉี่ยวเช่นเดียวกันรุ่นก่อนหน้า ฐานล้อที่ยาวและกว้าง รวมทั้งการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ช่วงล่างมาพร้อมเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-link จึงขับขี่ได้อย่างนุ่มสบายทั้งในชีวิตประจำวันและขณะเดินทางไกล รวมถึงในการขับขี่ที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ยังพกพาระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) ที่มีระยะกว้างกว่ารุ่นก่อนหน้า ส่งล้อหลังมาช่วยเสริมสมรรถนะการเข้าโค้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วมากกว่า 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังช่วยเสริมความคล่องตัวขณะเข้าจอด โดยบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive ขณะที่รุ่น 520d M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ M Sport

   เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ได้รับการยกระดับให้ล้ำสมัยยิ่งกว่าที่เคย เพื่อช่วยเหลือการขับขี่ในสภาวะที่หลากหลาย พร้อมปูทางสู่เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในสภาวะต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go (Active cruise control with Stop & Go function) ในบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport และระบบควบคุุมความเร็วคงที่่ พร้อมฟังก์ชันช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) ในบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e Elite รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่่ (Attentiveness Assistant) ในทั้งสามรุ่น นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยอีกมากมายในทุกรุ่นเพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ เช่น เซนเซอร์ควบคุุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบ Active Protection และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) และสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ยังมาพร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) และระบบช่วยนำรถเข้าที่่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยเฉพาะขณะถอยจอดและจอดขนาน

 

   อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสาร ที่ยังคงเน้นการผสานทั้งความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ปุ่มบริเวณคอนโซลกลางมาในสีดำเงาเพื่อความหรูหรา ตัดกับพวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น M Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec ในรุ่น 520d M Sport และ 530e M Sport ทั้งสามรุ่นมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport ตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย Rhombicle Smoke Grey พร้อมแถบโครเมี่่ยม ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาพร้อมแถบโครเมียม

 

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาในด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุด BMW Operating System 7 ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปลดล็อกประตููอัจฉริยะ (Comfort Access System) ที่รองรับ BMW Digital Key ซึ่งเปลี่ยนให้ iPhone กลายเป็นเหมือนกุญแจรถ สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้นแบบ NFC (Near Field Communication) โดยรองรับผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 5 คน นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกควบคุมระบบการทำงานของรถยนต์ ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร ระบบการเชื่อมต่อ และระบบนำทางได้ผ่านทางจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบ iDrive ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย ระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant และ BMW gesture control

   ผู้สนใจสามารถครอบครองบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ได้ในราคา 3,539,000 บาท บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite ในราคา 2,999,000 บาท และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ในราคา 3,739,000 บาท โดยทั้งสามรุ่นมาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งสามรุ่นยังมีให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Alpine White, Black Sapphire metallic, Bluestone metallic และ Phytonic Blue รวมทั้งสี Bernina Grey Amber effect สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport

 

NEW CARS : โตโยต้า แนะนำ โคโรลล่า อัลติส... Make it through กับรุ่น 1.8 SPORT ใหม่ พร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ในรุ่น 1.8 GR-SPORT และรุ่น Hybrid Premium

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย โคโรลล่า อัลติสMake it throughกับรุ่น 1.8 SPORT ใหม่ล่าสุดพร้อมเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันในรุ่น 1.8 GR- SPORT และรุ่น Hybrid Premium พร้อมตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 11มกราคม 2564

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดแนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย โคโรลล่า อัลติส หนึ่งในตำนานของรถยนต์โตโยต้าที่การันตีด้วยคุณภาพมาแล้วมากกว่า 50 ปี นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด       การันตีด้วยบทพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลังผสานกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA) กับการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยนำรถยนต์โคโรลล่า อัลติส รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นรถ Production Car สายการผลิตในประเทศไทย ปรับแต่งอุปกรณ์บางส่วนให้ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยของการแข่งขัน จนสามารถพิชิตสนามนูร์เบอร์กริงคว้าอันดับหนึ่งในรายการADAC Total 24h-Race Nürburgringรุ่น Super Production 3ปี 2020 แสดงให้เห็นถึงการรักษาไว้ซึ่งพื้นฐานอันสำคัญทางด้านคุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability) และความน่าเชื่อถือ (Reliability)ที่ไม่มีใครเทียบ

   ในปีนี้บริษัท โตโยต้า ได้เสริมทัพรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเติมเต็มการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ กับโคโรลล่า อัลติสรุ่น 1.8 SPORTใหม่เครื่องยนต์เบนซิน 1.8ลิตร เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7สปีดพร้อม Sequential Shift ขีดสุดแห่งความแรง อัตราเร่งเต็มพลังตอบสนองได้ดั่งใจ พร้อมครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชันในการใช้งานที่หลากหลาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างแม่นยำ แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) และหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay ออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลักในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นเกินใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA เพิ่มความมั่นคงของรถจากโครงสร้างเหล็กที่แข็งแกร่งและเพิ่มจำนวนจุดเชื่อมตัวรถ (Spot welding) รองรับแรงบิดที่มีต่อตัวถัง เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวและเกาะถนน อีกทั้งยังออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงรถต่ำ ลดอาการโคลงของตัวรถ ให้ความสนุกสนานในการขับขี่อย่างเต็มที่ (Fun-to-drive)สร้างประสบการณ์ไม่เหมือนใคร พร้อมมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่กับช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายในรุ่น 1.8GR- SPORT และรุ่น Hybrid Premium(ชื่อเดิมคือ Hybrid Mid)

   นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่าโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส รถซีดานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในประเทศไทย ส่งผลให้การแนะนำรุ่นใหม่นี้เต็มไปด้วยความคาดหวังของลูกค้าที่มีสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เราสรรสร้าง ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-Better Car)เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า และในวันนี้ผมมีความยินดีที่จะแนะนำโตโยต้า โคโรลล่า อัลติสรุ่น 1.8 SPORT ใหม่เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ SUPER CVT-I 7สปีดพร้อม Sequential Shiftที่เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายและฟังก์ชันความปลอดภับไว้ครบครัน ประกอบกับสมรรถนะในการขับขี่ที่คล่องตัว และยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานการผลิตระดับโลกในด้านคุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability) และความน่าเชื่อถือ (Reliability)เหมาะสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถที่การันตีในคุณภาพด้านการผลิตความคุ้มค่าประโยชน์การใช้สอยเพื่อการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ”

โคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.8 SPORT ใหม่

ภายใน ทันสมัย ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งาน ที่สุดแห่งความสะดวกสบาย

-          มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว…เทคโนโลยี     ล้ำหน้า แสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ ได้ง่ายและชัดเจนกว่าที่เคย

-          หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay…ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ขับให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิต เติมเต็มความสนุกให้ทุกการขับขี่อย่างแท้จริง

-          แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย…รองรับระบบการชาร์จไฟแบบ Qi ชาร์จไฟสะดวก เพียงวาง        สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนแท่นชาร์จ

-          ระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติ (Auto Brake Hold) และ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)...เพียงกดปุ่มให้ระบบทำงาน รถจะหยุดนิ่งและเมื่อเข้าเกียร์หลักสำหรับเดินหน้า (Drive) หรือเกียร์ถอยหลัง (Reverse) พร้อมกับเหยียบคันเร่ง เบรกมือไฟฟ้าจะทำการปลดให้เองอัตโนมัติ เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติ เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุด

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (Automatic Air Conditioning System) และช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง (Rear Air Conditioning)...สะดวกสบายกระจายความเย็นทั่วรถสม่ำเสมอ

ภายนอกเส้นสายหนักแน่น เด่นชัด ทันสมัย

-          ชุดไฟหน้า Bi-Beam LED Projectorพร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights...สว่างไสว เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

-          ไฟท้าย LED Rear Lamps...สปอร์ตในทุกมุมมอง

-          กระจังหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว...สปอร์ต เท่ห์ สะท้อนตัวตนที่มีระดับ

-          ช่วงล่างแบบสปอร์ต…สนุก เร้าใจทุกสไตล์การขับ มั่นใจได้ในทุกสภาพถนน

-          ล้ออัลลอย 17 นิ้ว...ดีไซน์หรู โฉบเฉี่ยวยามพุ่งทะยาน

ระบบความปลอดภัย

-          ระบบปรับระดับกระจกข้างอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง (Outer Mirror Reverse Function)…           การปรับระดับอัตโนมัติของกระจกมองข้างเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ให้เหมาะกับระดับสายตา    ของผู้ขับขี่ สะดวกสบายและง่ายต่อการถอยจอด

-          ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)....ระบบจะตรวจจับสิ่ง      ที่อยู่ในขอบเขตของจุดอับสายตา พร้อมแสดงสัญญาณไฟเตือนที่กระจกและเสียงเตือนให้ผู้ขับขี่        เพิ่มความระมัดระวังรถจากด้านข้าง เพิ่มความปลอดภัยในขณะขับขี่

-          ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)…ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านใน         จุดอับสายตาขณะถอยหลัง เพิ่มความปลอดภัยในขณะถอยรถออกจากช่องจอด

-          ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)…ระบบควบคุมความเร็ว   อัตโนมัติ

-          กล้องมองภาพขณะถอยหลัง (Back Guide Monitor)...ช่วยให้ถอยจอดได้ปลอดภัย และง่ายดายยิ่งขึ้น

-          ระบบABS, EBD, BA, TRC, VSC และ HAC…ปลอดภัยเต็มมาตรฐานระดับสากล

-          ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS7 ตำแหน่ง

-          โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA พร้อมคานนิรภัย

สมรรถนะการขับขี่

-          เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร Dual VVT-i…สรรถนะโดดเด่น ราบรื่นทุกการขับขี่รองรับน้ำมัน E85

-          เกียร์อัตโนมัติ SUPER CVT-i 7สปีดพร้อม Sequential Shift…ขีดสุดแห่งความแรง อัตราเร่ง      เต็มพลังตอบสนองได้ดั่งใจ

   พิเศษสุดสำหรับรุ่น 1.8 GR- SPORT และรุ่น Hybrid Premium ที่เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย   พร้อมตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

รุ่น 1.8 GR- SPORT

-          หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Head Up Display)...แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างแม่นยำ       โดยไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่

-          มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว…เทคโนโลยี     ล้ำหน้า แสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ ได้ง่ายและชัดเจนกว่าที่เคย

-          แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย…รองรับระบบการชาร์จไฟแบบ Qi ชาร์จไฟสะดวก เพียงวาง        สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนแท่นชาร์จ

-          ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control…ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

รุ่น Hybrid Premium

-          ล้ออัลลอย 17 นิ้ว...ดีไซน์หรู โฉบเฉี่ยวยามพุ่งทะยานอย่างมั่นใจ

-          ระบบปรับระดับกระจกข้างอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง (Outer mirror reverse function)…      การปรับระดับอัตโนมัติของกระจกมองข้างเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ให้เหมาะกับระดับสายตาของ    ผู้ขับขี่ สะดวกสบายและง่ายต่อการถอยจอด

-          ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control…ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

-       ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)....ระบบจะตรวจจับสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของจุดอับสายตา พร้อมแสดงสัญญาณไฟเตือนที่กระจกและเสียงเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังรถจากด้านข้าง เพิ่มความปลอดภัยในขณะขับขี่

-          ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)…ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง เพิ่มความปลอดภัยในขณะถอยรถออกจากช่องจอด

เลือกเป็นเจ้าของ โคโรลล่า อัลติส ได้ 7 รุ่น 7 สี

 - Attitude Black Mica

 - Celestite Gray

 - Phantom Brown

- Red  Mica Metallic

- Super White II1

 - Platinum White Pearl2

1 สำหรับสีพิเศษ Super White II มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6L และ รุ่น Limo เท่านั้น

สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8L และ Hybrid Model เท่านั้น

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด       

Hybrid Premium Safety(เดิม Hybrid High)เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,099,000 บาท

     Hybrid Premium(เดิม Hybrid Mid)               เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    994,000 บาท

Hybrid Smart (เดิม Hybrid Entry)                เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    939,000 บาท

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน

1.8 GR- SPORT 3                                          เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,009,000 บาท

มี 3สี Platinum White Pearl, Red Mica Metallic, Attitude Black Mica

ใหม่ 1.8 SPORT                                              เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    964,000 บาท

1.6G                                                  เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    879,000 บาท

Limo                                                  เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    839,000 บาท

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl มีเฉพาะรุ่น Hybrid และเครื่องยนต์ 1.8 GR- SPORT และ1.8 SPORT เพิ่ม 10,000 บาท

ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

ร่วมสัมผัสและทดลองขับ โคโรลล่า อัลติส  

ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

และศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)                

https://www.toyota.co.th/  

FacebookToyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

 

NEW CARS : All-New Mazda BT-50 สัมผัสคันจริง ก่อนเปิดตัวสู่ตลาด

 

 

 

 

 

 

 

   All -New Mazda BT-50 โมเดลล่าสุด ภายใต้ดีไซน์ใหม่หมด ตามแนวคิด โคโดะ สะท้อนการเคลื่อนไหวอันสง่างามผสมผสานความแรง ความทนทาน และประโยชน์ใช้สอยที่เป็นเอกลักษณ์ของรถปิกอัพมาสด้า ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่สามารถใช้งานได้ทุกโอกาส! เป็นได้ทั้งรถปิกอัพอเนกประสงค์ และรถยนต์นั่งที่สะดวกสบาย!

   รูปแบบตัวถังมีให้เลือกทั้ง ฟรีสไตล์แค็ป และดับเบิ้ลแค็ป พร้อมขุมพลังขับเคลื่อนวางทางเลือกอย่างครอบคลุมทุกการใช้งานทั้ง เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร และ 1.9 ลิตร ผลผลิตร่วมกับพันธมิตรอย่างอีซูซุ

   เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ระบบคอมมอนเรลแรงดันสูงที่ฉีดเชื้อเพลิงที่แรงดันสูงสุดถึง 250 เมกะปาสกาล (MPa) และ VGS เทอร์โบที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการเคลือบฉนวนที่ลูกสูบและเกียร์ Double-scissors ที่ช่วยลดเสียงรบกวน สิ่งเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในเครื่องยนต์จึงทำให้สามารถเพิ่มแรงบิดในรอบต่ำ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำ และช่วยลดเสียงรบกวน

   เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร ระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานแม่นยำ อัตราทดเกียร์ที่เหมาะสม เสริมการควบคุมอัตราเร่งที่เพิ่มความเร็วรอบเมื่อออกจากจุดสตาร์ท และระบบหล่อเย็น EGR ถูกติดตั้งมาในฝาสูบ พร้อม Water Jacket ช่องทางระบายความร้อนด้วยน้ำภายในเสื้อสูบและฝาสูบในท่อทางเดิน EGR ซึ่งเครื่องยนต์บล็อคนี้ให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มีความเงียบและทนทานสูง

   ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ซึ่งรถปิกอัพ BT-50 ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น โดยเพิ่มความแข็งแรงของคันเกียร์เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์ราบลื่น มั่นคง และกระชับมากยิ่งขึ้น ระบบเกียร์อัตโนมัติมีขนาดกะทัดรัด มีชุดตัดต่อกำลังที่มีน้ำหนักเบา และระบบล็อคอัพที่ทรงพลัง ส่งผลให้รถมีการตอบสนองที่ดีเมื่อออกตัว และประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

แนวทางการพัฒนา

   หากมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่รถปิกอัพมาสด้า B1500 บี-ซีรีย์ ได้เปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมปี 1961แล้ว เราสามารถเรียกได้ว่ารถมาสด้า บีที-50 เป็นรถที่กำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์หลัก ในการเป็นรถเพื่อบรรทุกสิ่งของแล้วก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รถปิกอัพของมาสด้าก็ยังได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ช่วงเวลาในการขับขี่บนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

   มาสด้าปรารถนาที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้าทุกท่าน เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ รถมาสด้า บีที-50 ใหม่ จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นยานพาหนะที่นำมาซึ่งความเพลิดเพลินและความสนุกในการขับขี่ให้กับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ โดยสามารถใช้งานเพื่อประกอบธุรกิจและใช้ในกิจกรรมยามว่าง รวมถึงยังมุ่งเน้นการออกแบบเพื่อให้ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับผู้โดยสารทุกคน

   วัตถุประสงค์ของการออกแบบก็เพื่อสร้างยานพาหนะที่ลูกค้าภูมิใจที่ได้ครอบครอง ด้วยการผสมผสานระหว่างแนวคิดการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ ผสานกับความทรงพลังและความแข็งแกร่งสไตล์รถปิกอัพ ซึ่งการออกแบบภายใต้แนวคิดโคโดะ ดีไซน์ แสดงออกถึงความเรียบง่าย โดดเด่น สง่างาม ประณีตเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด และนำมาผสมผสานกับความรู้สึกบึกบึนจากรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งของรถปิกอัพ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเกิดเป็นความสมดุลลงตัวระหว่างรูปลักษณ์ของรถปิกอัพที่แข็งแกร่ง กับคุณภาพของการออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีของมาสด้า ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงคุณภาพที่เกินความคาดหวังจากรถปิกอัพในการขับขี่หลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับเพื่อออกไปสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง หรือขับขี่ในเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่ง รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ยังออกแบบมาเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ และช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกท้าทายในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบออฟโร้ด หรือขับขี่ในชีวิตประจำวัน

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้การเดินทางและทุกช่วงเวลาในการขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอความสะดวกสบายและความรู้สึก “ง่ายในการขับขี่”

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและยังคงไว้ซึ่งความสามารถในการบรรทุกที่ยอดเยี่ยม โดยให้สมรรถนะที่ทรงพลัง การขับขี่ที่มั่นคง และความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ด ที่พร้อมรับมือได้ทุกสภาพถนนที่ยากต่อการขับขี่ รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลังที่ให้การตอบสนองที่ฉับไว เพื่อให้สอดคล้องกับการจราจรบนทางหลวง ในทางกลับกัน การตอบสนองที่นุ่มนวลและควบคุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ช่วยทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมพวงมาลัยและแป้นเหยียบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะออกตัวจากจุดสตาร์ท การเบรกในเวลารถติด หรือเมื่อเข้าจอด จึงส่งผลให้กลายเป็นรถที่มอบประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ และลูกค้าสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

   นอกจากนี้ รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ยังมาพร้อมเบาะนั่งที่สามารถปรับตำแหน่งการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมถึงหน้าจอแบบสัมผัส Center Display และระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมระบบ Infotainment ไม่เพียงเท่านี้ ระบบอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูงอีกมากมายของรถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ความพึงพอใจและอารมณ์ที่ผ่อนคลายให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกด้วย

   โดยรวมแล้ว สมรรถนะของรถ ตำแหน่งการขับขี่ที่ทำให้ผู้ขับมีทัศนวิสัยที่ดี รวมถึงการออกแบบที่ทำให้สามารถมองเห็นด้านหน้าและด้านหลังของรถได้ชัดเจน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงกลายเป็นรถปิกอัพที่ง่ายต่อการขับขี่สำหรับทุกคน

   นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ผมจะได้แนะนำรถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในปี 2020ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มาสด้าได้ก่อตั้งครบรอบ 100 ปี และไม่มีสิ่งไหนเลยที่จะทำให้ผมมีความสุขได้มากกว่าการได้เห็นรถรุ่นใหม่นี้ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าและสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับพวกเขาได้ในอนาคต

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ยังเป็นรถที่ยอดเยี่ยมในทุกสถานการณ์การขับขี่และเป็นเพื่อนคู่ใจอันแสนวิเศษ ที่จะช่วยให้เจ้าของรถ บรรดาเพื่อนพ้อง และครอบครัวของพวกเขามีชีวิตชีวายิ่งขึ้น รถรุ่นนี้มาพร้อมการออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ตอบสนองความต้องการของผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ และยังมอบความสุนทรีย์ รวมถึงความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ที่ผู้โดยสารทุกคนสามารถผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับบทสนทนาไปตลอดการเดินทาง รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ จึงกลายเป็นรถที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาซึ่งความสุนทรีย์และความสะดวกสบายของผู้โดยสารทุกคน

   คุณค่าของรถปิกอัพ มาสด้า BT-50 ใหม่

   การออกแบบที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดโคโดะและความแข็งแกร่ง

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด โคโดะ ดีไซน์ เช่นเดียวกับรถยนต์มาสด้ารุ่นอื่นๆ ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบเพื่อให้สามารถ “ใช้งานได้ทุกโอกาส” จึงทำให้รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ โดดเด่นในทุกการใช้งาน ตั้งแต่การใช้งานแบบทางการไปจนถึงการขับแบบออฟโร้ด ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่การผสมผสานระหว่างแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงามของมาสด้า กับความทรงพลัง ทนทาน และประโยชน์ใช้สอยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถปิกอัพ โดยออกแบบตามแนวคิดโคโดะ มีรายละเอียดที่งดงามและให้ความรู้สึกหนักแน่น ในขณะที่ด้านหน้าดูมีมิติ เส้นสายบนตัวรถช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งซึ่งเหมาะกับรถปิกอัพ ซิกเนเจอร์วิงส์และไฟหน้าที่มีรูปทรงกระบอก ทำให้มองแล้วรู้ทันทีว่าเป็นรถมาสด้า เช่นเดียวกับการออกแบบภายในที่ผสมผสานอย่างมีรสนิยมระหว่างคุณภาพและความแข็งแกร่งของรถปิกอัพ สิ่งนี้ทำสำเร็จได้โดยการออกแบบแผงหน้าปัดและองค์ประกอบต่างๆ ในแนวนอน ทำให้ได้ภายในที่กว้างขวาง และการตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก ก็ยังช่วยเพิ่มมุมมองแบบสามมิติให้กับห้องโดยสารอีกด้วย

ฟังก์ชั่นการใช้งาน— สนุกกับกิจกรรมที่ท้าทายอย่างชาญฉลาด

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของรถปิกอัพ ที่รวมถึงอัตราเร่งอันทรงพลังของเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อออกตัวจากจุดสตาร์ท และความสามารถในการขับขี่บนถนนขรุขระ รวมถึงสามารถขับลุยน้ำได้สูงถึงระดับ 800 มม. อีกทั้งยังให้ความรู้สึกนุ่มนวล และการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับรถครอสโอเวอร์เอสยูวี เมื่อต้องการเร่งความเร็ว เช่น การเร่งเครื่องเพื่อให้เหมาะสมกับการจราจรบนทางหลวง รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ก็ให้พละกำลังที่เหลือล้นและตอบสนองต่อความตั้งใจของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ง่ายต่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบออฟโร้ด หรือเลี้ยวในที่แคบ นอกจากนี้กระบะท้ายรถก็ยังสามารถรับน้ำหนักได้อย่างเหลือเฟือ และยังง่ายต่อการขนถ่ายสิ่งของอีกด้วย

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มาพร้อมกับฟังก์ชั่นอันหลากหลายที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและง่ายต่อการใช้งาน รวมถึง พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ที่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมทและมีฟังชั่นเปิดไฟในห้องโดยสารอัตโนมัติ (Welcome Light)รวมถึงมือจับที่ช่วยให้ผู้โดยสารแถวหลัง ขึ้นและลงจากรถได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบ Infotainmentรวมถึงหน้าจอแสดงผลความคมชัดสูง WXGA และฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ซึ่งฟังก์ชั่นต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบาย และทำให้การขับขี่ในทุกสถานการณ์เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องโดยสารที่สะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารทุกคน

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ห้องโดยสารมีความสะดวกสบายและมีความเงียบเทียบเท่ากับรถเอสยูวี การออกแบบภายในทิศทางแนวราบมอบความรู้สึกที่เปิดกว้าง ในขณะที่ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างเบาะนั่งฝั่งซ้ายและขวาก็ช่วยทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและโอ่อ่า การเย็บที่ประณีตของวัสดุตกแต่งบริเวณคอนโซลส่วนบน ทำให้สัมผัสได้ถึงคุณภาพระดับสูง ซึ่งจะช่วยให้การขับขี่ทางไกลสะดวกสบายและสนุกมากยิ่งขึ้น สำหรับรุ่นดับเบิ้ล แค็ป มีการเพิ่มช่องแอร์ด้านหลัง และช่อง USBเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารแถวหลังยิ่งขึ้น รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงที่มอบความปลอดภัยให้กับทุกสถานการณ์การขับขี่ ทำให้ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนมีความมั่นใจและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

การออกแบบภายนอก

   จุดมุ่งหมายของการออกแบบรถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ คือออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวอันสง่างาม มาผสมผสานกับความทรงพลัง ความทนทาน และประโยชน์ใช้สอยที่เป็นเอกลักษณ์ของรถปิกอัพมาสด้า ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ให้สามารถ“ใช้งานได้ทุกโอกาส” มาสด้าได้ออกแบบให้รถโดดเด่นในทุกสถานการณ์การขับขี่ ตั้งแต่การใช้งานแบบทางการจนถึงการขับแบบออฟโร้ด กระโปรงหน้ารถที่สูงทำให้ด้านหน้าดูบึกบึนและทรงพลังตามแบบฉบับของรถปิกอัพ นอกจากนั้น เส้นสายที่ลากยาวต่อเนื่องจากไฟหน้าไปตามแนวสะท้อนของด้านข้างรถต่อเนื่องไปจนถึงไฟท้าย ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายของ โคโดะ ดีไซน์ ทำให้สามารถตัดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไปได้ทั้งหมด แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้รู้สึกถึงคุณภาพของการออกแบบที่เกินกว่าจะหาได้จากรถปิกอัพทั่วๆ ไป

   ด้านหน้ารถประกอบด้วยกระจังหน้าที่สูงและตั้งตรงที่ให้ความรู้สึกสง่าผ่าเผย ซิกเนเจอร์วิงส์ที่แผ่ขยายออกทางด้านข้างและไฟหน้ารูปทรงกระบอกสูบ ก็ทำให้ดูดุดันและแสดงถึงความงดงามอันประณีตที่มองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นรถมาสด้า เมื่อมองจากด้านหลัง ซุ้มล้อที่ดูโดดเด่นให้ภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง กระบะท้ายที่ทอดยาวไปจนถึงสัญลักษณ์มาสด้าที่ด้านหลัง สร้างความรู้สึกที่ต่อเนื่องจากด้านหน้ารถไปจนถึงด้านหลัง โดยรวมแล้ว การออกแบบได้สะท้อนถึงคุณภาพและความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า

การออกแบบชุดไฟ

   ไฟหน้าแบบ LED ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงโฉบเฉี่ยว และเป็นทรงกระบอก ทำให้ได้แสงไฟที่สว่างไสว ดูมีมิติและชัดเจน ที่เห็นแล้วรู้ว่าทันทีว่าเป็นลักษณะการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ส่วนไฟท้ายก็เป็นรูปทรงกระบอกเช่นเดียวกับไฟหน้า ซึ่งสอดคล้องกับสไตล์การออกแบบไฟทรงกลมอันเป็นลักษณะเฉพาะของมาสด้า

การออกแบบภายใน

   ภายในถูกออกแบบให้สอดคล้องกับธีมการออกแบบภายนอก โดยผสมผสานระหว่างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของมาสด้า กับความทนทานและทรงพลังของรถปิกอัพ การออกแบบคอนโซลในแนวราบที่ขยายออกไปถึงประตูทั้งสองด้าน ทำให้ห้องโดยสารมีความสะดวกสบายและมีพื้นที่กว้างขวาง คอนโซลหน้าที่ดูแข็งแรง และช่องแอร์ ก็ยังช่วยเพิ่มความรู้สึกที่แข็งแกร่งและทรงพลังให้กับรถปิกอัพ แผงคอนโซลหน้ามาพร้อมกับแผ่นรองหัวเข่าและใช้การออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า และสุดท้าย การเดินตะเข็บด้ายอย่างพิถีพิถันบนแผงหน้าปัด คอนโซลหน้า และแผ่นรองหัวเข่าก็ช่วยเพิ่มสัมผัสถึงคุณภาพของการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

การออกแบบแผงหน้าปัด

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มาพร้อมกับมาตรวัดแบบอนาล็อก 2 ชุดโดยมีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อยู่ตรงกลาง และมีแผงหน้าปัดด้านหลังสีดำสนิท จึงทำให้ตัดกันอย่างชัดเจนระหว่างตัวอักษรสีขาวกับขอบสีเงินของมาตรวัดแบบอนาล็อก ซึ่งให้ความรู้สึกลุ่มลึกและดุดัน

ช่องแอร์และการตกแต่งของแผงคอนโซลหน้า

   ช่องแอร์ถูกวางตำแหน่งในส่วนกลาง ด้านซ้าย และด้านขวา ของคอนโซลหน้า ทำให้ดูมีมิติ และตกแต่งคอนโซลหน้าด้วยแถบที่ลากยาวจากกลางคอนโซลต่อเนื่องไปยังเบาะนั่งผู้โดยสาร ซึ่งช่องแอร์และแถบกลางคอนโซลนี้ได้ถูกตกแต่งด้วยสีเงินเข้มที่ให้ความรู้สึกสงบ กรอบช่องแอร์สีเงินเข้มก็ยังช่วยเสริมสร้างความสง่างาม ในขณะที่สีดำด้านที่ตกแต่งแผงคอนโซลก็ให้ภาพลักษณ์ที่หนักแน่นของเมทัลลิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยผสมผสานการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของรถปิกอัพกับความลงตัวของการออกแบบ

ระบบ Infotainment

หน้าจอแสดงผลแบบสัมผัส WXGA

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง WXGA ขนาด 7 นิ้ว หรือ 9 นิ้ว ซึ่งตั้งอยู่ด้านบนของคอนโซลหน้า และยังมีจอแสดงผล Multi-information Displayขนาด 4.2 นิ้ว ที่สามารถควบคุมระบบนำทางด้วยการสัมผัสได้ และยังมี Apple CarPlay®และฟังก์ชั่นAndroid Auto™และในบางรุ่นยังรองรับฟังก์ชั่นการควบคุมการทำงานด้วยเสียง อีกด้วย

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร

   มาพร้อมระบบคอมมอนเรลแรงดันสูงที่ฉีดเชื้อเพลิงที่แรงดันสูงสุดถึง 250เมกะปาสกาล (MPa)และ VGS เทอร์โบที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการเคลือบฉนวนที่ลูกสูบและเกียร์ Double-scissorsที่ช่วยลดเสียงรบกวน สิ่งเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในเครื่องยนต์จึงทำให้สามารถเพิ่มแรงบิดในรอบต่ำ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำ และช่วยลดเสียงรบกวน

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร

   ระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานแม่นยำอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสม เสริมการควบคุมอัตราเร่งที่เพิ่มความเร็วรอบเมื่อออกจากจุดสตาร์ท และระบบหล่อเย็น EGR ถูกติดตั้งมาในฝาสูบ พร้อม Water Jacketช่องทางระบายความร้อนด้วยน้ำภายในเสื้อสูบและฝาสูบในท่อทางเดิน EGR ซึ่งเครื่องยนต์นี้ให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มีความเงียบและทนทาน และให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังเมื่อเร่งเครื่องออกจากจุดสตาร์ท

ระบบเกียร์

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สิ่งที่ต้องการสำหรับการเลือกใช้งานระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งรถปิกอัพ มาสด้า BT-50 ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น โดยเพิ่มความแข็งแรงของคันเกียร์เพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์ราบลื่น มั่นคง และกระชับมากยิ่งขึ้น ระบบเกียร์อัตโนมัติมีขนาดกะทัดรัด มีชุดตัดต่อกำลังที่มีน้ำหนักเบา และระบบล็อคอัพที่ทรงพลัง ซึ่งส่งผลให้รถมีการตอบสนองที่ดีเยี่ยมเมื่อออกตัวและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

ระบบขับเคลื่อนแบบ 4x4

   ในรุ่น 4x4 ใช้เพลาขับที่ทำจากอลูมิเนียมจึงทำให้มีน้ำหนักเบาขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเกียร์ส่งกำลังโดยช่วยให้สามารถสลับโหมดการขับเคลื่อนและการทำงาน 4H/4Lได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ นอกจากนี้รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ 4x4 ยังมาพร้อมกับระบบล็อกเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มพลังขับเคลื่อนสูงสุดได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนถนนที่ขรุขระ

ระบบกันสะเทือน

   ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ (Double-Wishbone) และชุดแหนบ (Leaf Spring)ทำให้ช่วงล่างของรถปิกอัพมาสด้า BT-50สามารถให้การควบคุมรถอย่างมีเสถียรภาพและขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ในรุ่น ยกสูง ยังได้มีการเสริมตัวยึดด้านหน้ากันโคลง เพื่อเพิ่มความสมดุลให้กับตัวรถมากขึ้น

ประสิทธิภาพในการลดเสียงรบกวน ลดการสั่นสะเทือน และลดความกระด้าง (NVH)

   การติดตั้งแผงคอนโซลกลางที่ยึดกับพื้นตัวถังและการติดตั้งแผงคอนโซลหน้าได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อลดการสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากโครงแชสซี มีการติดตั้งโฟมเข้าไปภายในเสาแต่ละต้นเพื่อช่วยดูดซับเสียงจากแผงประตูด้านข้าง รวมไปถึงพรมปูพื้นและฉนวนได้ถูกผลิตขึ้นเป็นชิ้นเดียวกันทำให้สามารถดูดซับเสียงได้อย่างดีเยี่ยม รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ได้ใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อพัฒนาให้ห้องโดยสารเงียบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ แผงหน้าปัดยังติดตั้งอยู่กับตัวถังโดยตรงเพื่อลดการสั่นสะเทือนที่ส่งไปยังพวงมาลัย

ประสิทธิภาพเบรก

   ดิสก์เบรกหน้าสำหรับรถปิกอัพ มาสด้า BT-50 มีทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 17 และ 15 นิ้ว ในขณะที่ด้านหลังใช้ดรัมเบรกขนาด 15 นิ้ว ซึ่งจากการปรับตั้งทำให้สามารถหยุดล้อได้อย่างยอดเยี่ยม และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหม้อลมเบรก ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมเบรก

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน

   รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในทุกสถานการณ์การขับขี่

เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน

 

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM

   เป็นระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับเมื่อมีรถเคลื่อนที่เข้ามาทางด้านหลังเมื่อเปลี่ยนเลน โดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนบนกระจกเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ตัวเดียวกันที่ใช้กับระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)ที่ช่วยส่งสัญญาณเตือนคนขับเมื่อตรวจพบว่ามีรถยนต์กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากทางด้านหลัง

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันHill Descent Control (HDC)

   ระบบควบคุมเครื่องยนต์และเบรกเพื่อควบคุมอัตราเร่งและรักษาความเร็วเมื่อขับรถลงทางลาดชัน ช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการควบคุมพวงมาลัย และมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อขับรถลงจากทางลาดชัน

ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน (HLA)

   เมื่อคนขับยกเท้าออกจากแป้นเบรกเพื่อเร่งเครื่องยนต์จากจุดออกตัวบนทางลาดชัด ระบบเบรกจะยังคงทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้รถไหลไปข้างหลัง เพื่อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ระบบช่วยจอด Parking Aid

   เซ็นเซอร์ 4 ตัวบนกันชนด้านหน้าและด้านหลังจะช่วยกะระยะห่างระหว่างรถกับวัตถุ โดยระบบจะส่งเสียงแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถเคลื่อนเข้าไปใกล้วัตถุจนถึงระยะห่างที่กำหนด

ไฟหน้าแบบ LED

    ไฟหน้าสูงและต่ำเป็นแบบหลอด LED ให้ลำแสงสีขาวสว่างช่วยให้มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ในเวลากลางคืนและช่วยประหยัดพลังงาน

ความปลอดภัยเชิงปกป้อง

ระบบถุงลมนิรภัย SRS

   นอกจากถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับและฝั่งผู้โดยสารที่เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานแล้ว รถปิกอัพมาสด้า BT-50 ใหม่ ยังมาพร้อมม่านถุงลมนิรภัยและถุงลมนิรภัยด้านข้าง ที่ช่วยลดอันตรายที่อาจจะเกิดกับศีรษะและหน้าอกของผู้ขับและผู้โดยสาร ซึ่งรถรุ่นนี้มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยรวมสูงสุด 6 ตำแหน่ง

การป้องกันผู้โดยสาร

   เบาะนั่งด้านหน้าถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่คอเมื่อเกิดการชนท้าย และยังมีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัยด้านหน้า ที่ช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัย

เบื้องต้นมีการเผยโฉมจริง พร้อมทดลองขับเป็นครั้งแรกในเมืองไทย แต่การทำตลาดอย่างจริงจัง พร้อมประกาศราคา ต้องรอคอยกันอีกนิด ในช่วงต้นปีหน้าจัดเต็มแน่ๆ!!

เครื่องยนต์

 

NEW CARS : เลกซัสกรุ๊ป แนะนำ ยนตรกรรมรถยนต์ไฟฟ้าครั้งแรก The New All-Electric Lexus UX 300e และยนตรกรรมระดับหรู “เฟิร์สคลาส” The New Lexus LS พร้อมด้วยสุดยอดสปอร์ตซีดานหรู The New Lexus IS

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงข่าวแนะนำยนตรกรรมรถยนต์ไฟฟ้า The New All-Electric Lexus UX 300e   ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของเลกซัสกับยนตรกรรมหรูระดับ“เฟิร์สคลาส” The New Lexus LS และรถยนต์สปอร์ตซีดานหรูThe New Lexus ISและพบประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ KINTO One Experience ก้าวแรกสู่ประสบการณ์การครอบครองรถยนต์เลกซัส เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ณ อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพฯ

   นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่า “ปีนี้ถือว่าเป็นก้าวใหม่ของเลกซัส “The New Era of Lexus”ที่ปรับเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ให้มีความพิเศษ และชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือการส่งมอบประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ให้กับลูกค้าภายใต้แนวคิด EXPERIENCE AMAZING โดยทิศทางใหม่ของเลกซัส จะดำเนินไปตามแนวทางการพัฒนา 3 หลัก คือ

1. LEXUS DRIVING SIGNATUREการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส

2. CRAFTSMANSHIPการนำเสนองานฝีมืออันปราณีตในการรังสรรค์รถยนต์เลกซัส

3. ELECTRIFIED การนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า 100% เป็นพลังงานทางเลือก

   โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อน DNA ของเลกซัส คือการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดดเด่นในเรื่องของความเงียบภายในห้องโดยสารและความนุ่มสบายในการขับขี่ การพัฒนาให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างเฉียบคม จนเรียกได้ว่ารถเลกซัสใหม่นั้นสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ขับได้อย่างแท้จริง”

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ยนตรกรรมรถยนต์ไฟฟ้า The New All-Electric Lexus UX 300eครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “LEXUS ELECTRIFIED”  ซึ่งเลกซัสสำนักใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2019 เพื่อใช้เป็น กลยุทธ์ในการดำเนินงานของรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์เลกซัสทั่วโลก โดย The New All-Electric Lexus UX 300eยนตรกรรมรถยนต์ไฟฟ้า มีรูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ภายในออกแบบอย่างปราณีต ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใครจากสถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ GA-C (Global Architecture-Compact Platform)ซึ่งมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ การทรงตัวดีเยี่ยม ควบคุมรถได้ดั่งใจ พร้อมด้วยระบบการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบให้พละกำลังสูงสุดถึง 150 กิโลวัตต์ หรือ 201 แรงม้า อัตราเร่งแรง ดุดัน มีสมรรถนะอันทรงพลัง และให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่โดยไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยระยะทางวิ่งได้สูงสุด 360* กม.ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง

*ระยะทางวิ่งไกลสูงสุด 360 กม.ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)

*Quick DC Charger 0-80%ภายใน 50 นาที สำหรับการชาร์จแบบกระแสตรงผ่านการชาร์จด้วยเครื่องชาร์จ 50 กิโลวัตต์ ด้วยกำลังไฟ 125 แอมป์ โดยแบตเตอรี่มีขนาด 54 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

   The New All-Electric Lexus UX 300e...ยนตรกรรมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก

ภายใต้แบรนด์ “LEXUS ELECTRIFIED”

   ยนตรกรรมคอมแพกต์ ครอสโอเวอร์ ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Creative Urban Explorer” ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง คล่องแคล่ว ปราดเปรียว ให้การขับขี่ที่สนุกสนาน โดยการออกแบบสามารถบ่งบอกถึงวิวัฒนาการที่สง่างามและทรงพลังตามหลักปรัชญา L-finesse ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความดึงดูดที่ไม่เหมือนใคร

ภายนอก...แข็งแกร่ง สง่างาม ทรงพลัง

- กระจังหน้า Spindle Grille...เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส รูปแบบไดนามิกรูปทรงสามมิติ  ให้ความรู้สึกถึงการขับขี่ที่ทรงพลังในรูปแบบรถครอสโอเวอร์

- ไฟหน้าLED แบบ Ultra-compact 3-eye Bi-Beam พร้อมไฟ Daytime Running Light…ออกแบบโดยสื่อถึงความโดดเด่นของสัญลักษณ์ Lexus

ภายใน...ครบครันความสะดวกสบายขั้นสูงสุด

- ภายในห้องโดยสาร...ได้รับการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วางตำแหน่งเป็นศูนย์กลาง ทำให้สะดวกสบาย ง่ายต่อการใช้สอย และให้ความรู้สึกปลอดภัย

- เบาะนั่งคู่หน้า...ที่ใช้รูปแบบงานเย็บปักถักร้อยแบบ SASHIKOซึ่งเป็นวิธีเย็บดั้งเดิมแขนงหนึ่งของญี่ปุ่น ให้ความแข็งแรง และสวยงาม

- จอแสดงผลสี TFT (Thin Film Transistor)…แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบ

- แท่นชาร์จมือถือแบบไร้สาย Wireless charger...สะดวกสบาย ทันสมัยสมรรถนะการขับขี่...ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการขับขี่

- สถาปัตยกรรมโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ GA-C(Global Architecture-Compact Platform)... ปรากฏการณ์แห่งการขับเคลื่อน ด้วยโครงสร้างตัวถังได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรง เพิ่มจำนวนจุดเชื่อมตัวรถ มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำควบคุมได้ดั่งใจ สมรรถนะแรง ให้ความรู้สึกในการขับขี่คล่องตัว ตอบสนองได้อย่างใจ

ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า

- มอเตอร์ไฟฟ้า… อัตราเร่งเต็มพิกัด ทุกการขับเคลื่อน ให้พละกำลังสูงสุดถึง 150กิโลวัตต์ หรือ 201แรงม้า ให้อัตราเร่งที่แรง ดุดัน สมรรถนะอันทรงพลัง

   เลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมหรู TheNew All- Electric Lexus UX 300e

สีภายนอก

-          Mercury Gray Mica                        - Platinum Silver Metallic

-          Sonic Titanium                             - Black

-          Graphite Black Glass Flake              - Madder Red

-          Sonic Quartz*                               - Amber Crystal Shine

-          White Nova Glass Flake**               - Heat Blue Contrast Layering

-          Blazing Carnelian Contrast Layering  - Terrane Khaki Mica Metallic

-          Celestial Blue

ราคา

ŽLexus UX 300e 3,490,000บาท

The New Lexus LS...รถยนต์นั่งระดับหรู “เฟิร์สคลาส”

   The New Lexus LSโดดเด่นด้วยความประณีตในการออกแบบรายละเอียดต่างๆ และคุณภาพแห่งวิศวกรรมการผลิตระดับโลก รวมถึงความพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียดจากช่างฝีมือชั้นครู ‘ทาคูมิ’ (Takumi craftsmanship)จุดประกายในทุกๆ ประสบการณ์การขับขี่ให้ หรูหรา เปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพ และความรื่นรมย์ตลอดการเดินทาง   ด้านสมรรถนะการขับขี่เลกซัส LS ใหม่ ได้รับการพัฒนาช่วงล่างใหม่ ให้มีเสถียรภาพและการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น และยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลตามแบบฉบับของเลกซัส ครบครันไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายและระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plus เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด BladeScan Adaptive High-beam System เทคโนโลยีปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะที่ช่วยกระจายแสงไฟหน้าด้านหน้ารถอย่างแม่นยำ

ภายนอก...โฉบเฉี่ยว หรูหรา ในทุกมิติ

- ไฟหน้า LED แบบสามดวง พร้อมไฟ Daytime Running Lightรูปตัว L และไฟเปิดต้อนรับผู้โดยสารขณะเข้า –ออก..ได้รับแรงบันดาลใจจากไฟหน้าของเลกซัส LC ต้นแบบสายพันธุ์สปอร์ตของเลกซัส เอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ใส่ใจในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับเลกซัส

- ไฟเลี้ยวหน้าและหลังแบบ LEDSequential...ไฟแสดงสัญญาณจะกระพริบจากด้านในเลื่อนสู่ด้านนอกของโคมไฟหน้า ดูหรูหรา มีระดับ

- กระจังหน้ารมดำ...สัญลักษณ์แห่งความดุดัน ให้ความโดดเด่นเหนือใคร

- ช่องดักลมด้านหน้าดีไซน์ใหม่...ให้ความรู้สึกดุดัน รับกับกันชนและไฟหน้าสไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

- ขอบไฟท้ายรมดำ...สปอร์ต หรูหราในทุกมุมมอง

ภายใน...ปราณีต พิถีพิถัน และล้ำสมัย

- คอนโซลหน้า และแผงควบคุมสีดำ Piano Black…สุขุม หรูหรา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม

- หน้าจอแสดงผลขนาด 12.3นิ้ว พร้อมระบบสัมผัส ที่รองรับ Apple Car Play...หน้าจอสัมผัสที่ถูกเลื่อนให้เข้ามาใกล้กับผู้ใช้งาน ทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

สมรรถนะการขับขี่...ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการขับขี่

สมรรถนะเหนือความคาดหมาย…ที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้อย่างราบเรียบ ทั้งยังให้ความสะดวกสบายสูงสุดในทุกสภาวะทั้งผู้นั่งและผู้ขับ

- LS 500hเครื่องยนต์ V6 ระบบไฮบริด ความจุ 3,456 ซีซี 359 แรงม้า

- LS 500เครื่องยนต์ V6 Turboความจุ 3,445 ซีซี 421 แรงม้า

- LS 350เครื่องยนต์ V6 ความจุ 3,456 ซีซี 315 แรงม้า

เทคโนโลยีแห่งอนาคต และระบบความปลอดภัยเหนือระดับLexus Safety SystemPlus...มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

- ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ BladeScan Adaptive High-beam System (AHS)...เทคโนโลยีปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BladeScan ช่วยกระจายลำแสงไฟหน้ากับวัตถุด้านหน้ารถอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นในเวลากลางคืน และไม่รบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง

- ระบบช่วยจอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Parking Support Brake System)...ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่เพิ่มความปลอดภัยในขณะจอด โดยระบบเซนเซอร์จะตรวจจับวัตถุที่อยู่บริเวณใกล้ๆ โดยรอบในขณะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพื่อป้องกันการชน ซึ่งระบบจะทำงานในขณะที่รถมีความเร็วต่ำกว่า 15กม./ชม.

- กระจกมองหลังดิจิตอลแบบลดแสงสะท้อน...เพิ่มความกว้างของมุมอง และทัศนวิสัยในการขับขี่ โดยไม่ถูกบดบังด้วยพนักพิงศรีษะด้านหลัง ให้ความมั่นใจในการถอยจอด

เลือกเป็นเจ้าของความหรูหรา ระดับ“เฟิร์สคลาส”...ของเลกซัส LSใหม่

สีภายนอก

-            Gin Ei Lusterใหม่...สีเงินที่ใช้การพ่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด โดยการใช้สารเคลือบอะลูมินัมบนชั้นสี ทำให้ได้รับการตัดแสงและเงาที่โดดเด่นที่สุด ให้ความรู้สึกเหมือนกับเส้นแสงของดวงจันทร์ที่ส่องบนผิวน้ำยามค่ำคืน

-            Sonic Iridium ใหม่

-            Sonic Quartz

-            Sonic Titanium

-            Manganese Luster

-            Black

-            Graphite Black Glass Flake

-            Red Mica Crystal Shine

-            Sonic Agate

-            Deep Blue Mic

สีภายในห้องโดยสาร

LS350 รุ่น Luxury

-          Black Open Pore (Ash Burl)

-          Hazel Open Pore (Walnut)

LS500h และLS500 รุ่น Executive

-          Black with Laser Cut

-          Crimson & Black with Laser Cut

LS500h รุ่น Executive Pleat

-          Black with Kiriko (Cut Glass)

-          Crimson & Black with Kiriko (Cut Glass)

4รุ่น ให้ครอบครอง

  • LS350 รุ่น Luxury                                                         11,550,000     บาท
  • LS500 รุ่น Executive                                                    13,110,000     บาท
  • LS500h รุ่น Executive                                                   14,530,000      บาท

                      รุ่น Executive Pleat                                          15,860,000      บาท

The New Lexus IS...สุดยอดสปอร์ตซีดาน

   The New Lexus IS รถสปอร์ตซีดานหรูเหนือระดับ ให้ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลัง โครงสร้าง      ตัวถังรถยนต์ที่ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม โดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ทำให้เกิดความสมดุลย์ประกอบกับการพัฒนาการขับขี่แบบใหม่ภายใต้หลัก Lexus Driving Signature ส่งผลให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ทั้งในเรื่องอัตราเร่งช่วงต้นที่ดีขึ้น การควบคุมที่ตอบสนองได้อย่างทันใจ และยังคงความเงียบและนุ่มสบายในการขับขี่ในแบบฉบับของเลกซัสเอาไว้ แม้วิ่งอยู่บนอัตราเร่งสูงสุด ด้านดีไซน์ที่เน้นความโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทันสมัย มาพร้อมกับราคาที่ทำให้สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

ภายนอก...ทันสมัย มีชีวิตชีวา

- กระจังหน้าโครเมียมรมดำ...หรูหรา มีเอกลัษณ์เฉพาะตัว

-ไฟหน้า LED พร้อมไฟ Daytime Running Light รูปตัว L...ได้รับแรงบันดาลใจจากไฟหน้าของเลกซัส LC ต้นแบบสายพันธุ์สปอร์ตของเลกซัส แต่มีขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว เพรียว สวยงาม

-ไฟท้ายดีไซน์รูปตัว L…ไฟท้ายทอดแนวยาวตลอดทั้งเส้น เสริมเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และมองเห็นได้ชัดในเวลากลางคืน

- กันชนท้ายสีดำ พร้อมท่อไอเสียแบบคู่...ความรู้สึกดุดันแบบสปอร์ต

- กระจกข้าง...ที่ปรับระยะให้มีช่องระหว่างเสาหน้า (A-Pillar)ให้กว้างขึ้น พร้อมใช้เทคโนโลยีหลอดนำแสงแบบเดียวกับไฟท้าย โดดเด่น สวยงาม เพิ่มทัศนวิสัยให้ดียิ่งขึ้น

- กาบข้าง...ที่ถูกออกแบบให้บางลง สะท้อนลายเส้นที่คมเพิ่มความปราดเปรียว และช่วยลดน้ำหนักตัวรถแต่ยังให้ความแข็งแรงเท่าเดิม พร้อมเสริมครีบใต้กาบข้าง...ลดแรงเสียดทานจากลมปะทะที่จะทำให้รถเกิดอาการโคลง เสริมความมั่นใจในการขับขี่

- ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 19 นิ้ว เคลือบสีดำ สำหรับรุ่น F-Sport...สปอร์ต พรีเมียม สำหรับรุ่นPremium ลาย Multi Spoke...หรูหรา สง่างามและสำหรับรุ่น Luxury ขนาด 18 นิ้ว เคลือบสีเงินเงา...สวยงาม โดดเด่น

ภายใน...ปราณีต พิถีพิถัน

- วัสดุหุ้มเบาะหนัง...สปอร์ต เข้ม เปี่ยมไปด้วยความพรีเมียม

- คอนโซลหน้า และแผงควบคุมสีดำ Piano Black…หรูหรา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม

สมรรถนะการขับขี่...ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในทุกการขับขี่

- ช่วงล่าง...ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงมากกว่าเดิม แรงและปราดเปรียว พร้อมโช้คอัพแบบ Swing Valveสำหรับ Premium และ Luxury...ลดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ของพื้นถนนเข้าสู่ตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น เสริมเสถียรภาพและความนุ่มนวลในการขับขี่ และช่วงล่างไฟฟ้า Adaptive Variable Suspension…เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้เร้าใจ ด้วยระบบช่วงล่างแปรผันที่ปรับระดับความนุ่มนวลและสปอร์ตได้ 650 ระดับโดยอัติโนมัติ

- การประกอบล้อแบบHub-bolt…การประกอบที่ทำให้ชิ้นงานประสานกันแบบไร้รอยต่อ และทำให้น้ำหนักลดลง ช่วยเพิ่มสมรรถนะและความมั่นใจในการขับขี่ แม้ใช้ความเร็วสูง

- แป้นคันเร่ง...ปรับให้ตอบสนองต่อแรงเหยียบของผู้ใช้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มความสนุกในการขับขี่       และการตอบสนองที่ทันใจ

- เบรกมือแบบไฟฟ้า...สะดวกสบายในการใช้งานด้วยเบรกมือแบบปุ่มกด

เทคโนโลยีแห่งอนาคต และระบบความปลอดภัยเหนือระดับLexus Safety SystemPlus...มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

- ระบบ Pre-Collision System...ระบบป้องกันก่อนการชน โดยระบบจะช่วยเพิ่มแรงเบรกและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับพบรถยนต์ที่อาจเกิดการปะทะขึ้น รวมถึงการตรวจจับคนเดินถนนและจักรยานด้วย (เฉพาะรุ่น Premiumและ F-Sport )

-Lane Tracing Assist...ระบบที่ช่วยประคองรถยนต์ให้วิ่งอยู่ในเลนแม้ในขณะเข้าโค้ง ช่วยลดความเมื่อยล้าในขณะขับขี่ (เฉพาะรุ่น Premium และ F-Sport )

-Adaptive Cruise Control แบบ All-Speed range...ระบบสามารถปรับลดความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่งตามรถยนต์คันหน้า (เฉพาะรุ่น Premium และ F-Sport )

- ระบบช่วยจอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Parking Support Brake System)...ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่จะเพิ่มความปลอดภัยในขณะจอด โดยระบบเซนเซอร์จะตรวจจับวัตถุที่อยู่บริเวณโดยรอบในขณะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพื่อป้องกันการชน ซึ่งระบบจะทำงานในขณะที่รถมีความเร็วต่ำกว่า 15กม./ชม.

- Panoramic View Monitor(PVM)...ระบบกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ช่วยตรวจจับคนหรือของใกล้ตัว เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจไปอีกขั้น (เฉพาะรุ่น Premium และ F-Sport )

- หน้าจอแสดงผลขนาด 8นิ้ว (สำหรับรุ่น Luxury) และ 10.3 นิ้ว (เฉพาะรุ่น Premium และ      F-Sport )พร้อมระบบสัมผัส ที่รองรับ Apple Car Play...หน้าจอสัมผัสที่ถูกเลื่อนให้เข้ามาใกล้กับผู้ใช้งาน ทำให้ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

- ปุ่มควบคุมระบบสั่งงานกลาง แบบ Frameless Touch Pad…ควบคุมการใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกับSmart phoneพร้อมพื้นผิวสัมผัสที่ลดการเกิดรอยนิ้วมือ  พร้อมระบบสั่นตามนิ้วเพื่อให้รู้ตำแหน่งในการเคลื่อนที่

- ระบบเบรกมือ (Brake Hold)…เพิ่มความสะดวกสบาย ลดภาระในการเบรก โดยเฉพาะช่วงจราจรหนาแน่น

- กุญแจแบบการ์ด (Card Key)…สะดวกในการพกพา และเป็นเอกลักษณ์สำหรับผู้ใช้รถเลกซัส (Lexus signature key)

เลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมสปอร์ตซีดานหรู…ของเลกซัส IS ใหม่

สีภายนอก

-          White Nova Glass Flake*

-           Heat Blue*

-          Radiant Red*

-           Red Mica Crystal Shine**

-          Sonic Quartz**

-          Sonic Titanium

-          Sonic Chrome

-          Sonic Iridium

-          Graphite Black

-          Celestrial Blue Glass Flake

*(เฉพาะรุ่น F-Sport)

** (เฉพาะรุ่น Premium และ Luxury)

สีภายใน

-          Black

-          Ochre ใหม่ (เฉพาะรุ่น Premium และ Luxury)

-          Flare Red ใหม่ (เฉพาะรุ่น F-Sport)

วัสดุแผงข้างประตู

-          Black Metallic (เฉพาะรุ่น Luxury)

-          Shimamoku (เฉพาะรุ่น Premium)

-          Satin Chrome (เฉพาะรุ่น F-Sport)

3 รุ่นให้คุณครอบครอง

  • IS300h รุ่น Luxury                                                        2,690,000       บาท

รุ่น Premium                                                      3,370,000        บาท

รุ่น F-Sport                                                        3,890,000        บาท

สัมผัสประสบการณ์ในการครอบครองยนตรกรรมเลกซัสรูปแบบใหม่

The First Step toExperience Amazing

   จากบริการ  Lexus KINTO One ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง เลกซัส กรุ๊ป และ โตโยต้า ลีสซิ่ง ด้วยบริการออนไลน์รูปแบบใหม่ สำหรับเช่ารถส่วนบุคคลระยะยาว 3 ปี ที่ให้บริการครอบคลุมแบบครบวงจร สามารถใช้บริการรถใหม่ ไม่ต้องใช้เงินดาวน์   โดยลูกค้าสามารถประหยัดเงินดาวน์ เพื่อนำไปใช้เป็นค่าบริการรายเดือนได้มากกว่า 1 ปี  และลูกค้าสามารถใช้รถก่อน เมื่อครบกำหนดสัญญาสามารถเลือกครอบครองเป็นเจ้ารถของได้ในอนาคตในราคาสุดพิเศษ

   ล่าสุดจาก LexusKINTO กับก้าวแรกสู่การเปิดประสบการณ์การครอบครองอันน่าอัศจรรย์ (The First Step to Experience Amazing) เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่เคยสัมผัสยนตรกรรมเลกซัสมาก่อนได้ทดลองด้วยเงื่อนไขราคาสุดพิเศษซึ่งจำนวนจำกัด กับ Lexus KINTO One Experience บริการออนไลน์เต็มรูปแบบสำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะ 1 ปี อีกหนึ่งทางเลือกรูปแบบใหม่ ที่ให้ลูกค้าทุกท่านสามารถสัมผัสยนตรกรรมหรูภายใต้แบรนด์เลกซัสได้ รวมไปถึง  ความสะดวกสบายด้วยบริการบำรุงรักษาดูแลรถยนต์จากศูนย์บริการเลกซัส และเลกซัสเซอร์วิส คอร์เนอร์ ตลอดอายุการใช้งาน และสามารถเปลี่ยนรถรุ่นใหม่ได้ตามต้องการเมื่อครบอายุสัญญา โดยมีให้เลือก 3 รุ่น คือ

-เลกซัส IS300h ใหม่  (รุ่น Luxury)     ราคา39,990บาทต่อเดือน

ซึ่งถูกกว่าราคาเช่าซื้อปกติ 15%

-เลกซัส UX 250h(รุ่น Grand Luxury) ราคา39,990บาทต่อเดือน

ซึ่งถูกกว่าราคาเช่าซื้อปกติ 15%

-เลกซัส ES 300h (รุ่น Grand Luxury)  ราคา49,990บาทต่อเดือน

ซึ่งถูกกว่าราคาเช่าซื้อปกติ 20%

พิเศษสุด!!เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

·       รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี

   อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย การรับประกันคุณภาพรถยนต์และระบบไฮบริด 4ปี ไม่จำกัดระยะทาง  และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดของรถยนต์เลกซัสทุกรุ่น 10ปีไม่จำกัดระยะทาง  พร้อมการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15แห่ง

ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

- บริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด (พระราม 9)                       โทรศัพท์  0 2716 8999

58 ถ.ริมคลองแสนแสบ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม. 2) โทรศัพท์  0 2521 1111

14/459 ม.4 ถ.รามอินทรา กม.2 อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพฯ 10220

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สาขา สุขุมวิท (ซอย18)          โทรศัพท์  0 2260 8123

1/1 ถ.สุขุมวิท18 คลองเตย กรุงเทพฯ 10110

อุ่นใจกับบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15 แห่ง

- บริษัท โตโยต้า เชียงใหม่ จำกัด โทรศัพท์  053 277 888

62/1 ถ.มหิดล ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

- บริษัท โตโยต้า ล้านนา จำกัด โทรศัพท์  053 408 999

62 ถ.โชตนา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300

- บริษัท โตโยต้านครพิงค์เชียงใหม่ จำกัด โทรศัพท์  053 999 888

130/555 ม.9 ถ.เชียงใหม่-ฮอด ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100

- บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัดโทรศัพท์  043 008 888

548 ม.12 ถ.มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

- บริษัท โตโยต้าแก่นนคร จำกัด โทรศัพท์  043 333 444

359/888 ม.17 ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

- บริษัท โตโยต้า อมตะ จำกัด โทรศัพท์  043 240 333

88/8 ม.7 ถ.มะลิวัลย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

- บริษัท โตโยต้าดีเยี่ยม จำกัด โทรศัพท์  092 474 9999

99 ถ.ชยางกูร ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000

- บริษัท โตโยต้าเขาใหญ่ จำกัด โทรศัพท์  044 311 312

293 ถ.มิตรภาพ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130

- บริษัท โตโยต้าไทยเย็น จำกัด โทรศัพท์  044 756 333

699 ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000

- บริษัท โตโยต้า อินเตอร์ยนต์ชลบุรี (1999) จำกัดโทรศัพท์  038 798 833

24/99 ม.6 ถ.บายพาส ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000

- บริษัท โตโยต้า เจริญยนต์ชลบุรี จำกัด โทรศัพท์  038 255 663

102/34 ม. 1 ถ.สุขุมวิท ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250

- บริษัท โตโยต้า จี เอ็น ดี ชลบุรี จำกัด โทรศัพท์  038 719 999

18/4 ม.4 ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150

- บริษัท โตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัดโทรศัพท์  077 284 900

68/45 ม.2 ถ.ศรีวิชัย ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000

- บริษัท โตโยต้าเพิร์ล ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด โทรศัพท์  076 302 222

61/11 ม.2 ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83200

- บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด สาขาหาดใหญ่ โทรศัพท์  074 222 222

456 ถ.เพชรเกษม ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ...

www.facebook.com/LexusThailand

 

 

NEW CARS : เอ็มจี เผยโฉม NEW MG EP รถยนต์ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์  (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยข้อมูลของรถยนต์รุ่นล่าสุดNEW MG EP รถสไตล์สเตชั่นแวกอนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย ที่มาพร้อมแนวคิด “EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของทุกคน” ที่พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้กับประเทศอีกครั้ง ด้วยการสร้างบรรทัดฐานให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย  และให้สมรรถนะที่เหนือชั้น คุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่งาน Motor Expo 2020 ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้

   รถยนต์เอ็มจีทุกคันล้วนเป็นรถที่มีความทันสมัย (Fashion) โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี (Science and Technology) และเป็นรถที่คุ้มค่าคุ้มราคา (Value for Money) ตั้งแต่การออกแบบ การคิดค้นนวัตกรรม สมรรถนะ ฟังก์ชั่น   การใช้งาน และระบบความปลอดภัย เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกสบายและคุ้มค่า

   หลังจากที่เอ็มจีได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้กับวงการยานยนต์ไทยและตอกย้ำการเป็นผู้นำของตลาดรถยนต์ทางเลือกด้วยการเปิดตัว NEW MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในรูปแบบรถยนต์ SUV สู่ตลาดเมืองไทยในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา และ NEW MG HS PHEV รถยนต์ Plug-in Hybrid ในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้จริง ล่าสุด บริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหนึ่งรุ่น คือ NEW MG EP ซึ่งเป็นรถยนต์ในรูปแบบ Station Wagon ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำยานยนต์แห่งอนาคต หรือ New Generation of Automotive วันนี้ เอ็มจี จึงมีแผนจะแนะนำ NEW MG EP รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มาพร้อมแนวคิด“EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของทุกคน” โดยเราวางตำแหน่งให้ NEW MG EP เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” สู่บรรทัดฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ที่ผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

   (1) มิติตัวถังและพื้นที่การใช้งาน (Dimension) ด้วยจุดเด่นของการเป็นรถ Station Wagon ที่มีมิติตัวถังขนาดใหญ่ทำให้มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่   โดยเมื่อพับเบาะหลังจะสามารถเพิ่มที่พื้นที่ความจุได้มากยิ่งขึ้น โดยมีพื้นที่ความจุสัมภาระสูงสุดถึง   1,456 ลิตร รองรับการบรรทุกทั้งคนและสิ่งของได้เป็นอย่างดี

   (2) ความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย (Convenience & Safety) ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay พร้อมมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย โดยมีการทำงานผสานกันทั้งระบบ Active และ Passive Safety

   (3) สมรรถนะที่เปี่ยมประสิทธิภาพ (Performance) จากแบตเตอรี่ที่มีความจุขนาด 50.3 kWh ทำให้วิ่งได้ไกลถึง 380 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน   New European Driving Cycle - NEDC) และมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงที่ 163 แรงม้า มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

   (4) ต้นทุนในการเป็นเจ้าของที่ต่ำ (Low cost of ownership) ทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษา ที่ต่ำ สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

   NEW MG EP มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีเงิน (Metallic Grey) และสีดำ  (Black Knight) โดยจะเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่งาน Motor Expo 2020 ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้ พร้อมเปิดรับจองภายในงาน และโชว์รูมเอ็มจีทุกสาขาทั่วประเทศ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ NEW MG EP

   NEW MG EP:  EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของทุกคน  รถสไตล์ Station Wagon ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ของเอ็มจี มีทุกสิ่ง ครบครันทุกอย่าง  ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของทุกคน ออกแบบภายใต้แนวคิด  BRIT DYNAMIC ที่ให้ทั้งสมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING) การออกแบบ (DESIGN) และความปลอดภัย (SAFETY) พร้อมสำหรับทุกรูปแบบการใช้งาน ขับเคลื่อนได้ไกล ประหยัดได้มากกว่า มีต้นทุนการบำรุงรักษา และต้นทุนการเป็นเจ้าของ (COST OF OWNERSHIP) ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

DIMENSION: นั่งสบาย จุได้ทั้งคนและสัมภาระ เด่นชัดเรื่องอรรถประโยชน์ในการใช้งาน

   NEW MG EP โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ในสไตล์ Station Wagon ที่มีพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระ  ที่กว้างขวาง เพื่อสามารถรองรับการใช้งานในจุดประสงค์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ    โดยเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับพับได้แบบ 60:40 ทำให้มีพื้นที่ความจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,456 ลิตร

   NEW MG EP มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ Suspended Wing Grille ที่ตกแต่งด้วยโครเมียมและ Piano Black ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน LED Daytime Running Light พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แบบ Electric Pulse Design และไฟเบรก ดวงที่ 3 แบบ LED ล้ออัลลอยด์ดีไซน์แบบสปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

CONVENIENCE & SAFETY: ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

   NEW MG EP ได้รับการตกแต่งภายในด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ดีไซน์เส้นสายแบบ CARBOXNYXE แสดงให้เห็นถึงความประณีตในทุกรายละเอียด เบาะคู่หน้าออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Anti-Curved Surface Design) ซึ่งโอบรับกับเส้นสายสรีระได้เป็นอย่างดี นั่งสบายตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวก อาทิ หน้าจอ Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอล (Digital Multi-Function Display) ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงผลได้อย่างสวยงามและชัดเจน พร้อมระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล กระจกมองหลังตัดแสง กระจกไฟฟ้าแบบ One Touch Up-Down ด้านคนขับ ที่จะทำให้การใช้งาน มีความง่ายมากยิ่งขึ้น

   NEW MG EP มาพร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ครบครันตามมาตรฐาน โดยแต่ละระบบจะมีการทำงานผสานกัน ทำให้เกิดความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System)
  • ระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
  • ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

   นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ไฟส่องนำทางหลังจาก ดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะ ISOFIX เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ  ถุงลมนิรภัยคู่หน้า กล้องมองหลังพร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

PERFORMANCE: พละกำลัง อัตราเร่ง และระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

   NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion มีความจุรวมถึง 50.3 kWh ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ทดสอบ  ตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน New European Driving Cycle - NEDC) นอกจากนี้ แบตเตอรี่ของ NEW MG EP ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น ระดับ IP67 พร้อมด้วยระบบ ระบายความร้อนแบบ Liquid Cooling System ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้สภาวะต่างๆ

   ในด้านของสมรรถนะ NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ไฟฟ้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100  ได้ภายใน 8.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco และ โหมด Sport

   NEW MG EP สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Quick Charge แบบ DC ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS  Combo 2 โดยชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 80% ในระยะเวลาประมาณ 40 นาที และ Normal Charge แบบ  AC ชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 100% ผ่าน MG Home Charger ที่เป็นหัวชาร์จ TYPE II ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาทีซึ่งระยะเวลาในการชาร์จนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ ยังสามารถ     ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ด้วย KERS Mode (Kinetic Energy Recovery System) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ

   NEW MG EP ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบกันสะเทือนของช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension    เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีม  ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่บนทุกสภาพถนน

LOW COST OF OWNERSHIP: ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

   NEW MG EP มาพร้อมกับการดูแลรักษาที่ง่าย และมีค่าใช้จ่ายต่ำ ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ได้จากการชาร์จผ่าน MG Home Charger ง่ายๆที่บ้าน โดยสามารถชาร์จจาก 0%-100% และมีค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 200 บาท*ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางตลอดระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน จะมีค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 8,000 บาท อีกทั้งการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ในระยะยาว MG ยังนำเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบ Module มาใช้ ในกรณีหากจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษานั้น สามารถแยกเปลี่ยนเฉพาะ Module นั้นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุด จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้

   *อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 3.96 บาทต่อหน่วย ไม่รวมค่า FT และภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างอิงจากข้อมูลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ณ เดือนมิถุนายน 2563

   สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์เอ็มจี หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE  โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

 

NEW CARS : ฮอนด้า เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก” ครั้งแรกในโลก และ “ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่” ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกในเซกเมนต์ซิตี้คาร์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัป “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมซิตี้คาร์ ภายใต้ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” (The City Series) โดยเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ ได้แก่

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่

   ครั้งแรกในโลกกับการเผยโฉมฮอนด้า ซิตี้ ในรูปแบบ 5 ประตู กับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่ประเทศไทย ผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR) และการขับขี่ที่สนุกสนานกับ ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตล้ำสมัย ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นในรุ่น RS ครบครันด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานระดับพรีเมียม และเทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์และทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน Honda CONNECT พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ถุงลม 6 ตำแหน่ง เป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ (e:HEV)

   ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร AtkinsonCycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นระบบ Full Hybrid ที่ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 - 3,000 รอบต่อนาทีให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85กรัม/กิโลเมตร พร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง(Honda SENSING) ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS เสริมเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไฮบริดด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และโลโก้ e:HEV ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกมิติครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม

   มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า มุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมเพื่อตอบสนองผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิต ตามแนวทางวิสัยทัศน์ 2030 โดยมีเป้าหมายภายใต้2 ทิศทางหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดมลพิษ (Carbon-free Society) โดยจะทำการสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่าง ๆ ภายใต้ ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี (Honda e:TECHONOLOGY) สำหรับยนตรกรรมที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) และด้านความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ (Collision-free Society) โดยได้ขยายการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทั่วโลก โดยวันนี้ ฮอนด้า จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ที่อยู่ในยนตรกรรมกลุ่มพรีเมียมมาสู่ ฮอนด้า ซิตี้ ยนตรกรรมรุ่นยอดนิยมที่ครองใจผู้ใช้ทั้งในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลกในทุกเจเนอเรชันมากว่า 20 ปี เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัส”

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดเผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญของฮอนด้าในไทยที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่ 5 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แนะนำเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร เข้าสู่ตลาด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดจำหน่ายและยอดจองรวมกว่า 35,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเปิดตัว ในครั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์และยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับรถซิตี้คาร์อีกครั้ง ด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ 2 รุ่นใหม่ คือ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และฟังก์ชันการใช้งานอเนกประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าและฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมFull Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybridi-MMD และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัปภายใต้ เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และช่วยทำให้ศักยภาพในการทำตลาดของฮอนด้าในเซกเมนต์ซิตี้คาร์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

   พิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่จัดแสดง ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2563 และสามารถติดต่อที่ปรึกษาการขายได้ณ บริเวณงาน หลังจากนั้นสามารถสัมผัส เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ใหม่ ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่บูทฮอนด้า A14ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 (Motor Expo 2020) ตั้งแต่วันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24พฤศจิกายน 2563และพบกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7มกราคม 2564 เป็นต้นไป  

   สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 มกราคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 จะได้รับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท* และสำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2563 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จะได้รับFitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า500 บาท*

   ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลกับที่ปรึกษาการขายผ่าน Honda Virtual Experience ที่ virtualexperience.honda.co.th หรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมงโทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/cityhatchbackและ www.honda.co.th/cityehev โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่านทาง www.honda.co.th/testdrive

* ข้อเสนอพิเศษเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ครั้งแรกในโลกกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มูฟทุกโมเมนต์ไปพร้อมความสปอร์ตที่ลงตัวกับทุกการใช้งานด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท

   ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในโลกโดยนำเอาเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็กมาอยู่ในยนตรกรรมซิตี้คาร์ยอดนิยม มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นในสไตล์แฮทช์แบ็ก  โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ภายในห้องโดยสารหรูหราสวยงามในโทนสีดำ มาพร้อมเบาะหนัง (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

   รองรับไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเองด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) แยกพับแบบ 60:40 ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ได้แก่

  • Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
  • Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
  • Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
  • Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด

   สปอร์ตยิ่งขึ้นกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ รุ่น RS ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังตกแต่งสีดำแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว สะกดสายตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง อีกทั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้าคอนเนค (Honda CONNECT) และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอก สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS

   ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO3 สูบ 12 วาล์วให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร5 (EURO 5) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 100 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัยG-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)  ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist - VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) เป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น RS   ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น SV   ราคา 675,000 บาท
  • รุ่น S+ ราคา 599,000บาท

   และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีใหม่ สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) พร้อมด้วยสีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น S+

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่ www.honda.co.th/cityhatchback

   เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ที่มาพร้อมกับแนวคิด Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง ราคา 5,500 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท แผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระ ราคา 900 บาท สติกเกอร์ตกแต่งล้ออัลลอย ราคา 320 บาท (ราคาต่อ 1 ชุดมี 4 ชิ้น) ไฟตัดหมอกแบบ LED ราคา 5,500 บาท และกล้องหน้ารถ ราคา 3,850 บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 2 แพ็กเกจ ได้แก่

  • Modulo Aero Package ราคา 16,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ
    สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
  • Modulo Aero Sport Package ราคา 21,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง

หมายเหตุ

-          อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

-          สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

-          สีดำคริสตัล (มุก) และสีเทาโซนิค (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

-          ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

-          ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city-hatchback

เปิดโลกใบใหม่แห่งการขับขี่กับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ (e:HEV)ครั้งแรกของซิตี้คาร์ Full Hybrid ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและความปลอดภัยที่เกินคลาส

   ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ (e:HEV) ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนSport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร AtkinsonCycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 - 3,000 รอบต่อนาทีให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85กรัม/กิโลเมตร สามารถรองรับน้ำมัน E20

พุ่งทะยานได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

   มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยเพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง เช่น ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) และเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เป็นต้น

   เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร สูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

   โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฮบริดที่ชัดเจนด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และสัญลักษณ์ e:HEVที่ด้านท้าย และเสริมความสปอร์ตในสไตล์ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าและสปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว มาพร้อมล้ออัลลอย 16 นิ้วดีไซน์สปอร์ต ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายในทุกมิติ มาพร้อมเบาะหนังกลับดีไซน์สปอร์ตตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อม Google Maps พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) เป็นต้น

   ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS ราคา 839,000บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)
และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)

   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่www.honda.co.th/cityehev

   เสริมความพรีเมียมด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ที่มาพร้อมกับแนวคิด Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท คิ้วบันไดสเตนเลส LED ราคา 4,400 บาท รวมทั้งอุปกรณ์เพิ่มอรรถประโยชน์ใช้สอยในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ เช่น กระบะใส่ของท้ายรถ ราคา 1,250 บาท

   นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน กับ Modulo Aero RS Package ราคา 17,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น

หมายเหตุ

-          อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

-          สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

-          สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

-          ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city-hev

 
 

NEW CARS : นิสสัน เผยโฉม นิสสัน เทอร์ร่า และนิสสัน โน๊ต รุ่นปี 2020 เพิ่มความสะดวกสบายพร้อมชุดแต่งดีไซน์โดดเด่น เสริมความคุ้มค่าให้กับลูกค้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยเผยโฉม นิสสัน เทอร์ร่า และ นิสสัน โน๊ต รุ่นปี 2020ที่ครบครันทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน เพิ่มฟีเจอร์และการตกแต่งใหม่ที่เสริมความโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมส่งโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

   นิสสัน เทอร์ร่า รุ่นปี 2020ได้เพิ่มความสะดวกสบายของลูกค้า ด้วยระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect จากหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8นิ้ว แบบ AIVI ใหม่ ให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ฟีเจอร์สำคัญ ๆ  อาทิ ระบบแผนที่นำทาง แอปพลิเคชันฟังเพลงออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นๆ โดยรองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto และจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อมพอร์ต HDMI, USB และชุดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อความบันเทิงตลอดการเดินทาง ขณะที่รูปโฉมภายนอกและห้องโดยสารภายในยังเพิ่มความพรีเมียมจากการตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำ อาทิ กระจังหน้า     V-Motion และ แผงตกแต่งบริเวณคอนโซลกลาง และแผงประตูลายแบล็คแกรไฟต์ และพิเศษเฉพาะในรุ่น VL ที่จะได้ชุดแต่ง ‘เอเนอร์เจติก เเพ็คเกจ’ (Energetic Package)* ที่มาพร้อม เสกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลังโฉบเฉี่ยวใหม่ และประตูท้ายแบบ ออโต้ ลิฟต์เกจ (Auto Lift Gate) ที่เปิดปิดได้โดยอัตโนมัติโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,299,000 บาท

   นิสสัน เทอร์ร่า เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่เต็มเปี่ยมสมรรถนะ และพละกำลังของเครื่องยนต์ขนาด 2.3ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190แรงม้า (Ps) และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450นิวตัน-เมตร ทำให้ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ มีอัตราเร่งดีเยี่ยมควบคู่ไปกับพละกำลังต่อเนื่องในทุกช่วงการขับขี่ เสริมด้วยช่วงล่างแบบ ไฟว์-ลิงค์ (5-Links) ที่ให้การขับขี่นุ่นนวล นั่งสบาย แต่ยังมีสมรรถนะการเกาะถนนและการทรงตัวดีเยี่ยม เสริมความมั่นใจจากเทคโนโลยีความปลอดภัยภายใต้ Nissan Intelligent Mobility ครบครัน ด้านการใช้งานอเนกประสงค์ ปุ่มพับเบาะอัตโนมัติแบบ One Touch ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง ทำให้การเข้าออก หรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในทำได้อย่างสะดวกสบาย โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าเทอร์ร่าจะเดินทางผ่านได้ทุกอุปสรรค ไม่ว่าจะขับในเมืองหรือนอกเมือง ทั้งแบบออฟโรด และออนโรด

   ขณะที่ นิสสัน โน๊ต รุ่นปี 2020 พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหารถที่ใช้งานในเมือง โดยมาพร้อมสีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) ใหม่ และปรับลุคให้มีความสปอร์ตมากขึ้น อาทิ ล้ออัลลอยด์สีดำลายใหม่ กระจกมองข้างสีดำปรับและพับอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า ภายในห้องโดยสารเพิ่มความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวด้วยเบาะนั่งโทนสีดำ โน๊ตถือเป็นรถคอมแพ็คแฮตช์แบคที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยรอบคัน ผสานกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง ประตูหลังเปิดได้ 3 ระดับ และเปิดกว้างได้สูงที่สุดถึง 85 องศา เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร และการขนสัมภาระขนาดใหญ่  เบาะนั่งด้านหลังแบบแยกพับได้ 60:40 ตั้งแต่รุ่น V ขึ้นไป โดดเด่นทั้งในด้านดีไซน์และฟังก์ชัน เพื่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดย โน๊ต รุ่นปี 2020 มีราคาเริ่มต้นที่ 530,000บาท สำหรับรุ่นย่อย 1.2E CVT

   นอกจากการปรับโฉมเพิ่มความสปอร์ต นิสสัน โน๊ต ยังมาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษของโปรโมชัน Happy Moment is Back ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยทำให้คุณได้รับความสบายใจในการเป็นเจ้าของโน๊ต รุ่นปี 2020 ด้วยดาวน์เริ่มต้นเพียง 9,900 บาท** พร้อมประกันภัยชั้น1หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,500 บาท**  และฟรีประกันภัยชั้น 1

   “เพราะความคิดเห็นของลูกค้าทุกท่านมีความสำคัญ นิสสัน จึงได้ปรับโฉมเทอร์ร่า และ โน๊ต ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเสริมฟังก์ชันเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้าที่เป็นหัวใจสำคัญในทุกสิ่งที่เราทำ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญดี ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงโปรแกรมการบริการหลังการขายที่จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าทุกท่านตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาเป็นเจ้าของรถยนต์ นิสสัน”คุณอดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   นิสสัน เทอร์ร่า และ นิสสัน โน๊ต รุ่นปี 2020 ใหม่ พร้อมจำหน่ายแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายนิสสันทั่วประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ตัวแทนจำหน่ายนิสสัน รวมถึงศูนย์บริการลูกค้านิสสัน  โทร. 02 401 9600หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง เอเนอร์เจติก เเพ็คเกจ จำหน่ายโดยดีลเลอร์นิสสันทั่วประเทศ

** ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้า นิสสัน ลีซซิ่ง (ประเทศไทย) และเงื่อนไขตามที่กำหนด เท่านั้น

 

NEW CARS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ กระบะ ตัวเตี้ย หน้าดุ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว”

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดสร้างนิยามใหม่ของรถกระบะอย่างมีสไตล์ด้วยการเปิดตัว รถกระบะตัวเตี้ย หน้าดุมิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว”โดดเด่น เหนือระดับด้วยการตกแต่งพิเศษ เพื่อเอาใจสายแต่ง ที่ชื่นชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

   มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่ เอาใจสายแต่ง ด้วยกระจังหน้าและแผงกันกระแทกด้านล่างที่กันชนหน้าสีดำ พร้อมเอกลักษณ์การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shieldโฉบเฉียวดุดันยิ่งขึ้นด้วยหลังคา กระจกมองข้าง และมือเปิดประตูด้านนอกเป็นสีดำทั้งหมด เข้มเต็มพิกัดยิ่งขึ้นด้วยกันชนท้าย มือเปิดกระบะท้าย ซุ้มล้อสีดำ(1)และล้ออัลลอยสีดำขนาด 16 นิ้ว ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถกระบะไทรทัน ตัวเตี้ย หน้าดุ มากยิ่งขึ้น

   “มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่ ได้ปฏิวัติรถกระบะเชิงพาณิชย์ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และแข็งแกร่งทนทานตามแบบฉบับของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบความเป็นสปอร์ตควบคู่กับการใช้งานที่หลากหลาย” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าว

   มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค” เช่นเดียวกับรถกระบะไทรทันทุกรุ่น ผสานความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผนวกเข้ากับความมีสไตล์ตามแบบฉบับการใช้งานในเมือง ภายในห้องโดยสารติดตั้งเครื่องเสียงพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย์(2)และแอนดรอยด์ออโต้(3)

   ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16วาล์ว พร้อมเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีสมรรถนะสูงและขับขี่อย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์ที่ทนทาน พร้อมระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอเล็กทรอนิกส์ (EBD)และระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก

   มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่มีราคาจำหน่ายที่ 647,000(4) บาท และมีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orangeสีขาว Solid Whiteและสีดำ Jet Black Micaทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ

   มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่มาพร้อมกับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน เราดูแล คุณแค่ขับที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานเสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

   พบกับมิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th  หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24ชั่วโมง

(1)    อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษซึ่งติดตั้งโดยผู้จำหน่าย

(2)    Apple CarPlay® เป็นเครื่องหมายการค้าของ Apple Inc. ซึ่งจดทะเบียนทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ

(3)    Android Auto เป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่พัฒนาโดย Google เพื่อการเชื่อมต่อและแสดงผลจากอุปกรณ์ที่มีระบบ Android

(4)    ชำระเพิ่ม 7,000 บาท สำหรับ รุ่นสีส้ม Sunflare Orangeและสีดำ Jet Black Mica

 
 

More Articles...

Page 1 of 16

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

 

Latest News

MOTO ZONE : บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย รุกเสริมแกร่งในตลาดบิ๊กไบค์ ประกาศปรับราคามอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น                      บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทยเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในตลาดบิ๊กไบค์ไทยอย่างต่อเนื่อง... Read more...
MOTOR NEWS : Your Safety is Our Priority อีกหนึ่งแคมเปญความห่วงใยจากซูบารุ บริการส่งรถถึงบ้าน ทุกคันผ่านขั้นตอนฆ่าเชื้อและอบโอโซนก่อนถึงมือลูกค้า    บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัดยืนหยัดในจุดยืน Your Safety is Our Priorityมอบอีกหนึ่งแคมเปญเพื่อความปลอดภัย... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red