Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEW CARS : บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sport ใหม่ ที่สุดแห่งยนตรกรรมเพื่อสุนทรียภาพการขับขี่ เผยราคาและพร้อมเปิดตัวแล้ว ณ เวทีมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยพร้อมยกทัพยนตกรรมระดับพรีเมียม มุ่งหน้าสู่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นำขบวนโดยบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และ บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สมาชิกใหม่ในตระกูล M ที่ผสมผสานมิติรถที่กว้างขวางในสไตล์รถยนต์เอนกประสงค์ รวมถึงความโฉบเฉี่ยวกับทรวดทรงแบบรถสปอร์ตคูเป้ เข้ากับขุมพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี (Edition 35 Years) ที่มาพร้อมชุดแต่ง BMW Individual เสริมความสปอร์ตแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่

- ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยูX5 ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์Sports Activity Vehicle (SAV)ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กิโลเมตรต่อลิตร ตาม ECO Stickerโดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด67-87กิโลเมตรตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ของยุโรป

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร TwinPower Turboที่มอบพลังถึง 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า ควบคู่ไปกับความปราดเปรียวที่ได้จากเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยูEfficientDynamics และเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยูeDriveสุดล้ำ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุดที่ 83 กิโลวัตต์ / 113 แรงม้า ตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจุพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยระบบไฟฟ้าทั้งหมดได้รับการพัฒนามาเพื่อให้มีการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด ซึ่งส่งผลให้ระบบปลั๊กอินไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive 45e M sportมีประสิทธิภาพการทำงานที่เป็นโดดเด่น ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงสูงสุด

   เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน จะมอบพละกำลังสูงสุดที่ 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า พร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังโดยตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่มอบสมรรถนะบนถนนในสไตล์สปอร์ต พร้อมกับสมรรถนะแบบออฟโรดที่เหนือชั้น ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 5.6 วินาที ทำความเร็วได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ากว่า 1.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive 45e M sport มาพร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและระบบควบคุมความนุ่มนวลโช้กอัพแบบแปรผัน นอกเหนือไปจากระบบการเชื่อมต่อครบวงจร ยังติดตั้งบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ยังได้รับการพัฒนามาเพื่อให้เข้ากับรถยนต์ในสไตล์ SAV เพื่อยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ มีให้เลือกใน 4สีด้วยกัน ได้แก่สีดำ Black Sapphire สีขาว Mineral White สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect

ข้อเสนอพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36

   ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่จองรถยนต์ภายในงานและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31ธันวาคม พ.ศ. 2562 จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูสามารถเลือก BSI ได้ 2 แบบ

   สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i เมื่อซื้อโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5ปี / 100,000กิโลเมตร และการรับประกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง จะสามารถเลือกอัพเกรดอย่างใดอย่างหนึ่ง

o   ทางเลือกที่ 1: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 6 ปี / 120,000กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Serviceเป็นระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

o   ทางเลือกที่ 2: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 10 ปี / 100,000กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Serviceเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
 

*ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i

ข้อเสนอราคาพิเศษและข้อเสนอพิเศษทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย

 

o   ราคาพิเศษสำหรับ BMW 320d ที่ 2,499,000บาท

o   ฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1

o   ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 27,999บาทสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5

 

 

NEW CARS : Toyota GR Supra การกลับมาของรถสปอร์ตในตำนาน จากสนามแข่งสู่ท้องถนน

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร. เท็ตซึยะ ทาดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น  และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถสปอร์ตในตำนาน “Toyota GR Supra” ที่ออกแบบภายใต้แนวคิดของการพัฒนารถยนต์ “จากสนามแข่งสู่ท้องถนน” (From Circuit To Road)เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ณ Toyota ALIVE SPACE ไอคอนสยาม

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด “Toyota GR Supra”    การกลับมาของรถสปอร์ตในตำนานที่มาพร้อมกับคำนิยามของความสมบูรณ์แบบ ทั้งสมรรถนะในการขับขี่         รวมไปถึงรูปลักษณ์ดีไซน์สปอร์ตในทุกมิติ โดย Toyota GR Supra ในเจเนอเรชั่นที่ 5 นี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการพัฒนาและแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการโดย Toyota GAZOO Racingแบรนด์รถแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของโตโยต้า ที่ดำเนินงานด้วยหลักปรัชญาที่ว่า การทดสอบขีดจำกัดของสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดของรถยนต์    จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ในการขับขี่แบบปกติในชีวิตประจำวัน โดยทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนายนตรกรรม “ที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Cars) ของโตโยต้า    

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ห่างหายไปจากตลาดรถยนต์เป็นระยะเวลากว่า 17ปี รถ GR รุ่นแรกที่ผลิตโดย TOYOTA GAZOO Racing ก็ได้ทำการเปิดตัวไปทั่วโลก และวันนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต โดย Toyota GR Supra ได้ทำการเปิดตัวในประเทศไทย ทุกท่านอาจสงสัยว่า เพราะอะไร Supra ถึงเป็นรถสปอร์ตในตำนานของโตโยต้า คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเป็นเพราะเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และรูปร่างที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร               แต่คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนเท่านั้น”

   “Mr. Akio Toyoda กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ซึ่งเป็น Master Driverได้กล่าวว่า “ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ผมทุ่มเทเวลานับไม่ถ้วน ไปกับการทดลองขับรถ Supra รุ่นก่อน ที่สนามแข่ง Nürburgringเพื่อฝึกฝนให้เป็น Master Driverโดย Supra เปรียบเสมือนเพื่อนเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจกับผมเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าโตโยต้าจะไม่มีแผนที่จะผลิต Supra รุ่นใหม่ แต่ผมก็อยากจะทำให้รถรุ่นนี้กลับมาอีกครั้ง”โดย Mr. Akio Toyoda จึงขอให้ Toyota Gazoo Racing Team พัฒนา Supra  รุ่นใหม่ โดยทำการทดสอบภายในสนามที่ Nürburgringซึ่งถือได้ว่าเป็นสนามแข่งขันที่ท้าทายมากที่สุดสนามหนึ่งในการทดสอบรถยนต์ และด้วยเหตุนี้ Supra ใหม่ จึงมิได้เป็นเพียงรถสปอร์ตที่เกิดขึ้นมาไม่เพียงแค่ขับสนุก แต่เป็นยนตรกรรมที่ดีขึ้นในทุกมิติ”

Toyota GR Supra...From Circuit To Road

   จากแรงบันดาลใจอันยาวนานกว่า 50 ปี ที่มอบประสบการณ์อันเป็นที่สุดของการผสมผสานสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ และเอกลักษณ์สไตล์รถสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดย Toyota GR Supra ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Condensed Extreme”ซึ่งเป็นการออกแบบที่มุ่งเน้นการจัดสรรองค์ประกอบและมิติต่างๆ ของตัวรถให้ส่งเสริมสมรรถนะอันโดดเด่นของรถสปอร์ต  ทั้งนี้ คำว่า “Condensed” สื่อถึงความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยาวของตัวรถ  ระยะฐานล้อ  ไปจนถึงการวางตำแหน่งของล้อและยาง  ส่วน “Extreme” นั้นสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างห้องโดยสาร (ตำแหน่งผู้ขับ) และระยะห่างระหว่างล้อที่ถูกขยายให้กว้าง  และเมื่อเทียบกับ Belt lineแนว         สันด้านข้างตัวถังที่ถูกกดให้ต่ำและโป่งนูนออกมามากเป็นพิเศษ   ทำให้ GR Supra มีความโดดเด่นกว่ารถสปอร์ตทั่วไป   และการออกแบบด้วยแนวคิด Condensed Extreme นี้ ทำให้ Toyota GR Supra มีขนาดห้องโดยสารที่พอเหมาะ ลงตัวกับตำแหน่งตัวรถที่กดต่ำและหนักแน่น  ส่งผลให้รถมีการบังคับควบคุมและมีเสถียรภาพในระดับสูง

ดีไซน์ภายนอก

-          มุมมองด้านข้างที่เน้นองค์ประกอบระหว่าง ล้อขนาดใหญ่กับช่วงล้อที่สั้นกระชับ

-          ตำแหน่งของตัวรถที่ถูกกดให้ต่ำและกว้างมากเป็นพิเศษ อันมาจากห้องโดยสารขนาดพอเหมาะ รองรับด้วยระยะห่างระหว่างล้อซ้าย-ขวาที่ขยายกว้างออกมาอย่างเด่นชัด

-          ส่วนหน้ารถที่ยาวและห้องโดยสารที่สั้น เสริมภาพลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ตแบบหกสูบเรียง เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง

ดีไซน์ภายใน

-          รูปลักษณ์ตามแบบฉบับของรถยนต์สปอร์ต และคอนโซลที่สูงและกว้าง

-          ห้องโดยสารรูปแบบใหม่ที่กะทัดรัด พร้อมการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก ทั้งระบบเกียร์แบบไฟฟ้า แผงหน้าปัดแบบจอ TFTและ HUD แบบสีขนาดใหญ่

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่าผมได้ขับทดสอบ Toyota GR Supraคันนี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์  แน่นอนว่ารถคันนี้เป็นรถที่ขับสนุกเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผมชื่นชอบมากสุดคือประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มีการตอบสนองและควบคุมได้ดั่งใจ ในขณะที่ความเร็วมีแรงส่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมาพร้อมกับพลังเทอร์โบ และระบบช่วงล่างของรถที่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการเบรกที่แม่นยำ Toyota GR Supraคันนี้ถือเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมในทุกสมัยและจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก

เลือกเป็นเจ้าของ Toyota GR Supra 1 รุ่น 7สี

- สีเหลือง Lightning Yellow

- สีแดง Prominence Red

- สีเทา Ice Gray Metallic

- สีขาว White Metallic

- สีเงิน Silver Metallic

- สีดำ Black Metallic

- สีเทาด้าน Matte Storm Gray Metallic

Toyota GR Supra...From Circuit To Road

   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 

NEW CARS : ฮอนด้า เปิดตัว “ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่” เจเนอเรชันที่ 5 ครั้งแรกในโลก สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เปิดทุกความเป็นไปได้

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวฮอนด้า ซิตี้ใหม่ เจเนอเรชันที่ 5 ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย อีกขั้นแห่งยนตรกรรมซิตี้คาร์ที่พร้อมขับเคลื่อนพาคุณให้ไปไกลเกินกว่าทุกความคาดหมายและเปิดทุกความเป็นไปได้ด้วยอีกขั้นแห่งความสปอร์ตหรูหราของดีไซน์ภายนอก ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและหรูหราเกินคลาส พร้อมท้าทายทุกการขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ 1.0ลิตร VTEC TURBO 122 แรงม้าที่ทรงพลังและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย พิเศษครั้งแรกกับรุ่น RSที่พร้อมตอกย้ำความสปอร์ตเร้าใจ ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS รอบคัน อีกทั้งนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เจเนอเรชันล่าสุดมาพร้อมสีใหม่สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red)ร่วมสัมผัสฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019)ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562และพบกันที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปสำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25พฤศจิกายน 2562 - 31ธันวาคม 2562และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563พร้อมรับนาฬิกาFitbit Smart Tracker  รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black  มูลค่า 6,490บาท

   มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัดกล่าวว่า “ฮอนด้า ซิตี้ นับเป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่สำคัญของฮอนด้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นยนตรกรรมสำหรับภูมิภาค(Regional Model)โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2539  และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เจเนอเรชัน 1ถึง เจเนอเรชัน 4 ด้วยยอดขายสะสมใน 60ประเทศทั่วโลกกว่า 4ล้านคัน ซึ่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเป็นตลาดที่สำคัญของฮอนด้า ซิตี้ เห็นได้จากยอดขายกว่า 100,000คัน ในปี 2562 (มกราคม – กันยายน 2562) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% จากยอดขายฮอนด้า ซิตี้ ทั่วโลก และประเทศไทย ถือเป็นตลาดหลักของ ฮอนด้า ซิตี้ ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคอีกด้วย ในวันนี้ลูกค้าชาวไทยจะได้สัมผัสกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นครั้งแรกในโลก โดยจะเป็นยนตรกรรมที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทยได้อีกครั้งหนึ่ง”

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดเผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระดับรถซิตี้คาร์ ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ จากความสำเร็จของ ฮอนด้า ซิตี้ กว่า 2 ทศวรรษ การพัฒนา ฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันใหม่ จึงถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ โดยจะเป็นรถซิตี้คาร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมและเหนือกว่ารถในระดับเดียวกันในทุกด้าน แต่ยังเพิ่มความคุ้มค่าด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ซึ่งมาพร้อมราคาที่ปรับลดลงในทุกเกรด ด้วยคุณค่าใหม่นี้ ฮอนด้า ซิตี้เจเนอเรชันที่ 5 จะเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง”

   ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม สะกดทุกสายตาด้วยเส้นสายที่เฉียบคมโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนทุกสุนทรียภาพให้กว้างขวางกว่าที่เคย ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับสรีระเพื่อความสะดวกสบายในทุกที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มาพร้อมความหรูหราและสวยงามยิ่งขึ้นในโทนสีดำ หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทนไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black  มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touchรองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRIพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

   ครั้งแรกกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RSที่เปลี่ยนมุมมองรถซิตี้คาร์ให้สปอร์ตหรูหรามากกว่าที่เคย ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบRS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Blackและสัญลักษณ์ RSมาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LEDไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Blackพร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS

   ท้าทายข้อจำกัดทุกการขับขี่ด้วยขุมพลังเทอร์โบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0ลิตร DOHC VTEC TURBO3 สูบ12 วาล์ว มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุด 122แรงม้าที่ 5,500รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173นิวตัน-เมตรที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม)และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตรผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตรตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร5 (EURO 5)
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99กรัม/กิโลเมตรและสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย

   เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัยG-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD)  ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist - VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA)และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4รุ่น ได้แก่

-  รุ่น RS     ราคา 739,000 บาท

-  รุ่น SV    ราคา 665,000 บาท

-  รุ่น V       ราคา 609,000 บาท

-  รุ่น S       ราคา 579,500 บาท

   และมีให้เลือกทั้งหมด 6สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาวแพลทินัม (มุก)เฉพาะรุ่น RSและรุ่น SVสีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น Vและรุ่น S โดยมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25พฤศจิกายน 2562 - 31ธันวาคม 2562และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 รับนาฬิกา Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black  มูลค่า 6,490บาท

   เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคันที่มาพร้อมกับแนวคิด “Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก ราคา 8,150บาท แป้นคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต ราคา 1,300บาท คิ้วบันได LED ราคา 4,400บาท ล้ออัลลอยขนาด15 นิ้วลายสปอร์ต ราคา 3,600บาท (ราคาต่อ 1วง ไม่รวมยาง)ไฟตัดหมอกแบบ LED ราคา 5,500บาท และกล้องหน้ารถ ราคา 3,850บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 3แพ็กเกจ ได้แก่

·       Modulo Aero Packageราคา 15,500บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2ชิ้น สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง แบบ 2ชิ้น

·       Modulo Aero RS Packageราคา 17,900บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2ชิ้น

·       Modulo Aero Sport Packageราคา 23,500บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2ชิ้น และ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก

   ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36(The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 29พฤศจิกายน – 10ธันวาคม 2562ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2อิมแพ็ค เมืองทองธานี และพบกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/cityโดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive 

หมายเหตุ:

- อุปกรณ์มาตรฐาน อาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000บาท และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

- ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

- รายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จาก https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city

-ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

NEW CARS : ฮุนได เปิดตัว เอชวัน ใหม่ ชูแคมเปญ “ความสุขของครอบครัวสำคัญที่สุด”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดแนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020เปิดตัวและรับจองครั้งแรกในงาน มหกรรมยานยนต์ 2019

   ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020ได้รับการปรับโฉม ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้แนวคิด ทันสมัยและพรีเมี่ยม รวมทั้งยังเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขให้กับทุกการเดินทาง

   ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020ได้รับการดีไซน์กระจังหน้าด้วยการเพิ่มรายละเอียดให้มีมิติมากขึ้น เพิ่มความสปอร์ต อเนกประสงค์ด้วยชุดแต่งโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่รอบคัน ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ และไฟวิ่งเวลากลางวัน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 16นิ้วและขนาด 17นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ให้ความลงตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   ส่วนภายใน ได้มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อความสะดวกและความบันเทิง รวมทั้งเพิ่มฟังค์ชั่นการเชื่อมต่อ Apple CarPlayการรองรับ USB/HDMIและ Mirror LinkของจอLCDในส่วนห้องผู้โดยสาร ระบบการชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย และที่ชาร์จอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ระหว่างการเดินทาง เบาะตำแหน่งที่นั่งคนขับ ปรับความเย็นและอุ่นได้

   ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูง ขนาด 2.5ลิตร พร้อมระบบ คอมมอน เรล ไดเร็ค อินเจ็คชั่น  ให้กำลังสูงสุด175แรงม้า ที่แรงบิด 441นิวตันเมตร ตอบสนองการขับขี่ได้ดั่งใจ ขับง่ายเพราะรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดเพียง 5.6เมตร และขนาดความสูงของรถยนต์ที่ 1.9เมตร ทำให้ไม่ต้องกังวลเมื่อต้องเดินทางเข้า-ออก อาคารที่จอดรถ พร้อมระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Smart View Monitorกล้องมองรอบทิศทาง เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องขับหรือจอดในบริเวณที่แคบ

   นอกจากนี้ ยังมีถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้า และด้านข้าง ปกป้องผู้โดยสารด้านหน้า และระบบควบคุมเสถียรภาพESPและระบบเบรค ABSที่ให้ความมั่นใจได้ทุกการขับขี่ และพิเศษในรุ่นแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้มีการปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่ เพิ่มความนุ่มนวล มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เอชวัน รุ่นอีลิท ยังมีสีใหม่ เทา กราฟไฟต์Steel Graphiteและรุ่นทัวริ่ง ยังได้เพิ่มสีดำ Timeless Blackและล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้อีกด้วย

   ในส่วนของแคมเปญการสื่อสาร ของเอชวัน รุ่นปี 2020บริษัท ฯ ได้เปิดตัว แคมเปญ การสื่อสาร ใหม่ “เพราะความสุขของครอบครัวสำคัญที่สุด” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการสำรวจการใช้งานของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ การเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์และภาพถ่ายโฆษณา เป็นการจำลองสถานการณ์ของบรรยากาศการใช้งานและความรู้สึกจริงๆ ของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์เอชวัน ที่ต้องการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ความต้องการเดินทางด้วยกันทั้งครอบครัว แบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนรถ เพราะรถยนต์เอชวัน ไม่เพียงแต่เป็นพาหนะที่พาทุกคนไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่เอชวัน ยังเป็นรถยนต์ที่ให้พื้นที่ในการใช้เวลาและแชร์ความสุขได้ตลอดการเดินทาง

   แม้ว่าฮุนได เอชวัน จะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและมียอดขายสูงสุดในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาติดต่อกันหลายปี แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความสะดวก และความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมากที่ฮุนไดใส่ใจมากที่สุด ดังนั้น รถยนต์ฮุนได เอชวัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020ที่มีการออกแบบและเพิ่มอุปกรณ์หลายอย่างแต่จะไม่มีการปรับเพิ่มราคาจากรุ่นเดิม (รายละเอียดราคาในแต่ละรุ่น ตามเอกสารแนบ) ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในคุณภาพของเอชวัน ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี

   ลูกค้าที่สนใจ สามารถชมและทดลองขับฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020ได้แล้ว ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป และโชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ

 

NEW CARS : มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ สู่ความสปอร์ตเต็มขั้นของกระบะ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดพร้อมเปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ตยกระดับสู่ความสปอร์ตเต็มขั้นโดยพัฒนาจากรุ่นสูงสุดของกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เหนือชั้นด้วยสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนเส้นทางปกติ และเมื่อฝ่าอุปสรรคไปบนเส้นทางออฟโรดอันสมบุกสมบัน มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะ ที่ต้องการใช้งาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น

   มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ คือการต่อยอดสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก คุณสมบัติ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ถ่ายทอดจากประสบการณ์มากกว่า 40 ปีของตำนานรถกระบะมิตซูบิชิ เพื่อพัฒนารถกระบะที่ตอบสนองการใช้งานแบบไลฟ์สไตล์”

   “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ผสานอีกระดับของความสปอร์ตเข้ากับความแข็งแกร่งทนทาน สมรรถนะการขับขี่ ความเชื่อมั่นไว้วางใจได้ และเทคโนโลยีทันสมัย” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   รูปลักษณ์ของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เต็มเปี่ยมด้วยความแกร่งที่โฉบเฉี่ยว พร้อมบุคลิกของรถกระบะระดับพรีเมียมสำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองที่คงความความแข็งแกร่งบึกบึน สมบูรณ์แบบสำหรับการโลดแล่นบนท้องถนนใจกลางเมืองและลุยฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางธรรมชาติ 

   มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีทใหม่ โดดเด่นโฉบเฉี่ยวด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ต ประกอบด้วย กระจังหน้าสีดำพร้อมกรอบกันชนดีไซน์ไดนามิกชิลด์ด้านหน้าสีดำ หลังคาสีดำพร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ด้านหลังของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ สะดุดตาด้วยดีไซน์ของมือเปิดกระบะท้ายและกันชนหลังสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนฝากระบะท้าย พร้อมชุดปูพื้นกระบะ แกร่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยกรอบกระจกมองข้างและสไตล์ลิ่งบาร์สีดำ พร้อมบันไดข้าง รวมถึงสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนแถบกราฟฟิกข้างตัวรถ

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่  ตกแต่งพิเศษด้วยเบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ทูโทนสีดำสลับสีส้ม พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’เดินด้ายสีส้มที่หัวเกียร์ แผงประตู และเบรกมือ วัสดุบุนุ่มกันกระแทกบริเวณหัวเข่า และฝากล่องเก็บของคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีส้ม พร้อมพรมห้องโดยสารปักสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ สีส้ม

   มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีทใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Clean Dieselขนาด 2.4 ลิตร มอบแรงบิดสูงสุดจากรถกระบะในระดับเดียวกันที่ 430 นิวตันเมตร 181 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สำหรับรุ่นDouble-Cab PLUS ATHLETEATและDouble-Cab 4WD ATHLETEAT

   มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีทใหม่ ยังคงพร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อSuper Select 4WD IIประกอบด้วย 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range)โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบFull-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูงพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD Low-Range with Locked Transfer)พร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sandและ Rock พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร

   เทคโนโลยีอันทันสมัยใน มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ประกอบด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM)ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA)ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว(UMS)กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และ ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติปลอดภัยด้วยโครงสร้างนิรภัยเหล็กกล้า RISEBody

   มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีทใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orangeสีขาว White Diamondและสีดำ Jet Black Micaทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ

ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่

- ไทรทัน แอทลีท ใหม่ รุ่น Double-Cab PlusAT ATHLETE ราคาเริ่มต้น  1,035,000 บาท

- ไทรทัน แอทลีท ใหม่ รุ่น Double-Cab 4WD AT ATHLETEราคาเริ่มต้น 1,146,000 บาท

   สัมผัสประสบการณ์ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’จากมิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (มอเตอร์เอ็กซ์โป) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562

 

NEW CARS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม มิตซูบิชิแอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยกระดับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวพร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างครบครันยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถซิตี้คาร์ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ด้วยป็นรถซิตี้คาร์ที่มุ่งประเทศ แนวคิดใหม่ “พลังจากข้างใน ไปให้สุด” ตอกย้ำการเป็นรถซิตี้คาร์ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าและครบครัน รบครัน้วที่จะรองรับการใช้งานได้อย่างครบครันพร้อมดีไซน์Advanced ‘Dynamic Shield’ อันโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์

   รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์ใหม่ดึงดูดทุกสายตามากยิ่งขึ้นด้วย กระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าตกแต่งด้วยเส้นสีแดง กันชนหน้าใหม่ ไฟหน้าแบบBi-LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ชุดไฟตัดหมอกแบบใหม่ ไฟท้ายแบบ LEDและ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยังมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังดีไซน์สปอร์ต

   สำหรับการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มาพร้อมสีขาวใหม่ White Diamondขณะที่ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีขาว White Diamondและสะดุดตามากขึ้นด้วย สีเหลืองSand Yellow

   “ความนิยมในรถซิตี้คาร์ของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอันทันสมัย ห้องโดยสารที่มีความประณีต และประหยัดน้ำมัน ทั้งนี้เรามุ่งมั่นพัฒนารถซิตี้คาร์อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างความพึงพอใจและตอบสนองผู้ขับขี่รุ่นใหม่ได้อย่างตรงตามความต้องการ จึงได้พัฒนาเป็น มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ นี้” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   “มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ จะยังคงเป็นรถยนต์สองรุ่นหลักของเราในตลาดรถซิตี้คาร์ ที่พร้อมมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี”
มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

   ภายในห้องโดยสารของรถซิตี้คาร์ใหม่ทั้งสองรุ่นมาพร้อมการยกระดับใหม่ ทั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ High Contrast ตกแต่งด้วยลายคาร์บอนดีไซน์ใหม่เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์ดีไซน์ใหม่ สำหรับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์และผ้าดีไซน์ใหม่ สำหรับ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ เหนือระดับไปอีกขั้นด้วยแผงควบคุมเปิด-ปิดกระจกข้างตกแต่งด้วยลายคาร์บอนดีไซน์ใหม่ พร้อมวัสดุบุนุ่มบริเวณแผงประตู

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone - Link Display Audio (SDA) ขนาด 7 นิ้วรองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อบลูทูธ

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ครบครันและสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ารถซีดานระดับบน ได้แก่ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVECที่ให้ความประหยัดและประสิทธิภาพสูงสุด

   รถซิตี้คาร์ใหม่ทั้งสองรุ่นครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ได้แก่ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC)และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL)

   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยังมาพร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS)พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD)และระบบเสริมแรงเบรก (BA)ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)อีกด้วย

ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่

-   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่  รุ่น GLX MT           494,000บาท

-   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่  รุ่น GLX CVT         529,000บาท

-   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่  รุ่น GLS CVT         579,000บาท

-   มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่  รุ่น GLS - LTD CVT  624,000บาท

ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่

-   มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รุ่น GLX MT             474,000บาท

-   มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รุ่น GLX CVT            509,000บาท

-   มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รุ่น GLS CVT            574,000บาท

-   มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รุ่น GLS – LTD CVT    619,000บาท

   เชิญพบกับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (มอเตอร์ เอ็กซ์โป) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562

 

NEW CARS : นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียที่ประเทศไทย รถยนต์ 'Intelligent Urban Sedan’ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใหม่โฉบเฉี่ยว มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่ พร้อมท้าทาย และเปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อทั้งหมดของรถยนต์ ในระดับเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

   ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและ โอเชียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะสำหรับ    การใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ อัลเมร่า ใหม่ได้รับการออกแบบให้ มีเสน่ห์ ทันสมัย และตื่นเต้นเร้าใจ เปิดตัวในงาน ‘Challenge All Beliefs’ ระดับโลกที่กรุงเทพฯ นิสสันท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดเกี่ยวกับรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์นี้ด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งออกแบบอย่างประณีต และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น

   “การเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยสำหรับนิสสันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาบุคคลากรในประเทศไทยที่มีคุณภาพการผลิตระดับโลก” คุณยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย“นิสสันกำหนดให้ อัลเมร่า ใหม่ ท้าทายทุกความเชื่อกับรถยนต์ซิตี้คาร์  และต้องการมอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของเรา"

   เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส HRA0 ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากสูงสุด 100 พีเอส (Ps) และแรงบิดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 23.3 กม. ต่อลิตร* มีอัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ จึงโดดเด่นในรถยนต์กลุ่มซิตี้คาร์

   “นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เป็นรถอินเทลลิเจนท์ เออเบิน ซีดาน ที่ครองใจครอบครัวคนรุ่นใหม่ และกลุ่ม  มิลเลนเนียล” คุณราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยกล่าว “อัลเมร่า ใหม่ ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมขั้นสูง มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่ สามารถมั่นใจ และตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างไม่ลังเลใจ”

   ขณะที่การเปิดตัวนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ถูกออกแบบเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์สำหรับรถยนต์เพื่อการขับขี่ในเมือง หรือ urban sedan จัดขึ้นที่โกดัง สเตเดียม ในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ถึง 5,600 ตารางเมตร ได้รับการดัดแปลงและออกแบบใหม่อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสร้างเมืองอัลเมร่า ที่พร้อมพรั่งไปด้วยอาหารไปจนถึงการจัดแสดงศิลปะ และงานสร้างสรรค์อื่นๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Challenge All Beliefs’ หรือ ‘เปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อ’

   ผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน ได้รับชม นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ภายในงาน พร้อมด้วยสื่อมวลชนจำนวน 300 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบขับในเวลากลางคืน ในสถานีทดสอบต่างๆ บนพื้นที่ถึงกว่า 12,000 ตารางเมตร บริเวณรอบๆ พื้นที่จัดงาน

   "ที่นิสสัน ลูกค้าคือหัวใจสำคัญในทุกสิ่งที่เราทำ และเราพร้อมนำเสนอวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า” คุณอดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด     นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยกล่าว “ดังนั้นเมื่อคุณได้เห็น นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงมากมาย คุณจะเข้าใจการเปิดตัวในธีม ‘Challenge All Beliefs’ เพราะนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ที่คุณเคยคิดว่าได้รู้จักรถคันนี้แล้ว"

   นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีดีไซน์ที่ทันสมัย ภายในสะดวกสบาย และกว้างขวาง สร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่ตั้งแต่ครั้งแรก เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก และกลุ่มมิลเลนเนียล

   ภายใต้การออกแบบใหม่ ดีไซน์ให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน     อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)

   ภายในของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับแผงหน้าปัดแบบใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัยและที่นั่งผู้โดยสาร และภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างมีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เน้นความประณีตในการประกอบ พร้อมด้วยพื้นที่ว่างเหนือศีรษะ และพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง คงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำในด้านความกว้างขวางที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน

   นอกจากนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยและป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสายบริเวณด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถ เทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในวิสัยทัศน์ของนิสสัน เกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน วิถีของการขับขี่ และการบูรณาการรถยนต์ให้เข้ากับสังคม

   เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดใน นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งมีนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ได้แก่ เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning - IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor –IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน

   ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVIช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง ระบบความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อที่ราบรื่นผ่านสมาร์ทโฟน

   นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีทั้งหมดห้ารุ่นย่อย ได้แก่ S, E, EL, V และ VL มาพร้อม 6สี ได้แก่ สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) และสีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) โดยราคาสำหรับอัลเมร่า ใหม่ ทั้งห้ารุ่น ดังนี้:

•             รุ่น S: 499,000 บาท

•             รุ่น E: 509,000 บาท

•             รุ่น EL: 559,000 บาท

•             รุ่น V: 599,000 บาท

•             รุ่น VL: 639,000 บาท

   ทั้งนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ และจะเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมการประกันรถยนต์เป็นเวลา สามปีหรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากผู้จำหน่ายของนิสสัน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

   *ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลือง NEDC (New European Driving Cycle)

 
 

NEW CARS : มาสด้าเปิดตัว All-New Mazda CX-8 พรีเมียม 3-Row Crossover SUV สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐาน หรูหราสง่างาม และสมบูรณ์แบบ

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยร่วมกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดงานเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda CX-8 ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง พร้อมเปิดประสบการณ์การขับขี่อันล้ำค่ากับช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณและคนที่คุณรัก ถือเป็น Crossover SUVที่สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐาน สง่างาม และความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในครอบครัว มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All”ทุกช่วงเวลา...มีค่าไม่สิ้นสุด เป็นยนตรกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด

   All-New Mazda CX-8 คือรถอเนกประสงค์เพื่อยกระดับความหรูหราของ Crossover SUV ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่งดงาม กับคอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่ลดทอนบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป นี่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 6 และ 7 ที่นั่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง ให้การตอบสนองดีเยี่ยมด้วยขุมพลังของ 2 เครื่องยนต์ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.5ลิตร พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าด้วยการรับประกันคุณภาพและฟรีค่าแรงนาน 5 ปี วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาท

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่าวันนี้ มาสด้ากำลังจะสร้าง เซ็กเม้นต์ใหม่ขึ้นมาในประเทศไทย และสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกิดขึ้นกับตลาดรถยนต์อีกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของรถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่งเพื่อนำพาทุกคนในครอบครัวเดินทางไปพร้อมๆ กัน โดยปราศจากข้อจำกัดในเรื่องของยานพาหนะ เพราะวัฒนธรรมของคนไทยมักอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันในหลายๆ เจเนอเรชั่น ดังนั้น มาสด้า CX-8 จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในการเดินทางโดยเฉพาะช่วงเวลาที่สำคัญ ก่อเกิดมิตรภาพและความอบอุ่นในการเดินทาง เราวางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน คือลูกค้ากลุ่มนักบริหารระดับสูง นักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ เป็นคนที่ประสบความสำเร็จรอบด้าน มีความเป็นผู้นำ และมีไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง เป็นหัวหน้าครอบครัวที่พร้อมจะมอบความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว มาสด้า CX-8 จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการลูกค้าให้ครอบคลุมในทุกเซ็กเม้นต์

   นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดรถยนต์นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงครึ่งปีงบประมาณ 2562 จากผลสำรวจความต้องการของผู้ที่สนใจเลือกซื้อรถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ หรือ PPVและเมื่อรวมกับ C-SUV แบบ 7 ที่นั่ง นับว่ามีสัดส่วนการขายสูงเป็นอันดับที่ 3 หรือคิดเป็น 8.2% ของปริมาณการขายรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากเป็นรถที่มีขนาดพื้นที่ภายในเหมาะกับการใช้งานสำหรับครอบครัว ตอบโจทย์ทั้งการโดยสารและการขนสัมภาระ ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมที่หลากหลาย ถึงแม้ว่ารถ PPV จะมีสัดส่วนการขายสูงถึงร้อยละ 88.8% ของปริมาณการขายรถอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ทั้งหมด แต่จากผลสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าที่สนใจซื้อรถอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง พบว่า รถ PPV ไม่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง ผนวกกับช่วงล่างสไตล์รถกระบะ และความสูงของรถที่ส่งผลต่อความสะดวกในการขึ้น-ลงรถของผู้สูงอายุและเด็ก การเปิดตัวมาสด้า CX-8ในวันนี้จะเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว โดยเฉพาะราคาขายที่เริ่มต้นเพียง 1,599,000 บาท ประกอบกับการรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กิโลเมตร และค่าบำรุงรักษา 5 ปี จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า All-New Mazda CX-8 ถือเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานของลูกค้ามากที่สุด เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Era of 3-Row Crossover SUV”เป็นครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมแบบ 3แถว ที่ดีที่สุดในตลาด การเผยโฉมของ All-New Mazda CX-8มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All”ทุกช่วงเวลา...มีค่าไม่สิ้นสุด เป็นยนตรกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขอบเขตและไม่สิ้นสุดซึ่งจะเติมเต็มความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งรุ่นเรือธงของมาสด้าในการสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 6-7 ที่นั่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง

   “ด้วยความกว้างขวางของห้องโดยสารที่สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของรถอเนกประสงค์เอสยูวีสำหรับครอบครับยุคใหม่ ทั้งในแง่ของพื้นที่การใช้งาน คุณภาพระดับพรีเมียมภายในห้องโดยสาร สมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือกว่า โดยมีการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับรถ โดยยึดหลัก “Human-Centric Development” การพัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานได้สูงสุด ดังนั้น มาสด้า CX-8 จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้า กำหนดกลุ่มนักบริหารระดับสูง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จรอบด้าน เป็นผู้นำ และมีไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

   All-New Mazda CX-8 มาพร้อม 2 ทางเลือก ประกอบด้วย เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร (SKYACTIV-D 2.2)ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ให้แรงม้าสูงสุดถึง 190 แรงม้า ต่อ 4,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตัน-เมตร ต่อ 2,000 รอบต่อนาที โดยในรุ่น XDL EXCLUSIVE มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร***

   และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองดียิ่งขึ้น ให้แรงม้าสูงสุดถึง 194แรงม้า ต่อ 6,000รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 258นิวตัน-เมตร ต่อ 4,000รอบต่อนาที ให้ความประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันสูงถึง 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งในทุกรุ่นยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-Vectoring Control หรือ GVC ที่ช่วยให้การควบคุมขับขี่ทำได้อย่างแม่นยำและสมดุล ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ผู้โดยสารสะดวกสบายมากขึ้น

   การออกแบบของ All-New Mazda CX-8 ยังคงความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา KODO design : Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงามจากคอนเซ็ปต์ “Less is More”เพื่อลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเหลือแต่ความสง่างาม เริ่มตั้งแต่ดีไซน์จากภายนอกสู่ภายในห้องโดยสาร เลือกใช้เฉพาะวัสดุตกแต่งที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น มุ่งเน้นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานได้หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ความสะดวกสบาย สามารถรองรับการใช้งานจริงของผู้โดยสารในทุกตำแหน่งที่นั่ง โดยมีรูปแบบของห้องโดยสารที่นั่งให้เลือก ทั้งแบบ 3แถว 6ที่นั่ง และแบบ 3แถว 7ที่นั่ง สำหรับห้องโดยสารแบบ 3แถว 6ที่นั่ง มาพร้อมเบาะที่นั่งแถวสองแบบ Exclusive Captain Seat 2ที่นั่ง แยกซ้าย-ขวา อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกกับคอนโซลกลางที่เป็นทั้งกล่องเก็บของ ที่วางแก้วน้ำ ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2ช่อง และม่านบังแดดที่ประตูคู่หลัง มอบความสบายระดับเอ็กซ์คลูซีฟ

   ส่วนห้องโดยสารแบบ 3แถว 7ที่นั่ง มาพร้อมกับเบาะที่นั่งแถวสองแบบ 3ที่นั่ง สามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40พร้อมพนักวางแขน ที่วางแก้วน้ำ และช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2ช่อง ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเบาะที่นั่งแถวสามของทั้ง 2 แบบ รองรับผู้โดยสารที่มีความสูงได้ถึง 170 ซม. และสามารถปรับพับแยกได้อย่างแบนราบแบบ 50:50เพื่อมอบพื้นที่ในการวางสัมภาระ การตกแต่งภายในห้องโดยสารเลือกใช้สีโทนเข้ม วัสดุตกแต่ง Real Wood ผสมผสานกับสีเงินซาตินโครม มาพร้อมเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Redตัดเย็บอย่างประณีตด้วยเส้นด้ายสีน้ำตาลเข้ม

   เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เบาะนั่งในตำแหน่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง มาพร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่งของเบาะ 2 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri Zone  พร้อมแผงควบคุมบริเวณเบาะนั่งแถวที่สอง ระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่าน Center Display จอสีแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander  

   All-New Mazda CX-8 อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense รอบคันที่จะช่วยคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบความปลอดภัยที่มีการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น ได้แก่  ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ อาทิ ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Mazda Radar Cruise Control) อีกทั้งยังช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ขณะเดินทางไกล, ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support) และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced Smart City Brake Support) ที่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับคนเดินถนน เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน

   All-New Mazda CX-8 มีให้เลือก 6สี ดังนี้ สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal), สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray), สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl), สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black), สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue)และ สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)

   สำหรับลูกค้ามาสด้าที่ให้ความสนใจเป็นเจ้าของ All-New Mazda CX-8 มาสด้ามอบสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัวที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร*ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร**พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 1.99%

 ราคาจำหน่าย All-New Mazda CX-8

 

NEW CARS : โตโยต้า แนะนำ YARIS “รุ่นปรับปรุงใหม่” เครื่องยนต์ Dual VVT-iE แรงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น พร้อมแนะนำ “ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS” ครั้งแรกกับสไตล์ CROSSOVER ในกลุ่มอีโคคาร์

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ YARIS อีโคคาร์แฮทช์แบ็คยอดนิยม “รุ่นปรับปรุงใหม่” ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ Dual VVT-iEได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือใคร ประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุด ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSSสไตล์สปอร์ต CROSSOVER โดดเด่น สะดุดตา บ่งบอกตัวตนความเป็นคุณ เมื่อวันที่ 11พฤศจิกายน 2562

   YARIS อีโคคาร์แฮทช์แบ็ค เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร เปิดตัวในเดือนตุลาคมปี 2556 ด้วยดีไซน์ภายนอก    ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย ส่งผลให้ YARISเป็นรถที่มียอดขายสูงสุดในตลาดรถยนต์อีโคคาร์แฮทช์แบ็ค และเป็นรถยอดนิยมของคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 238,000* คัน และมีส่วนแบ่งตลาด 46.3%

   โดยในปีนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำ YARIS“รุ่นปรับปรุงใหม่” ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานกับเครื่องยนต์ใหม่Dual VVT-iEพร้อมเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i และฟังก์ชัน S Mode เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ ให้ความรู้สึกคล่องแคล่ว ปราดเปรียวมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น มั่นใจในทุกการเร่งแซง และขับสนุกมากยิ่งขึ้น (Fun-To-Drive) โดยมอบกำลังสูงสุดที่ 92แรงม้าที่ 6,000รอบ/นาที  และแรงบิดสูงสุดที่ 109นิวตันเมตร ที่ 4,400รอบ/นาที  พร้อมอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3กม./ลิตร  ลดการปล่อยไอเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)**ให้ความคุ้มค่าในทุกมิติ โดยมีทางเลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ High Mid และ Entry

*ข้อมูลยอดขายสะสมของ Yaris ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 – เดือนตุลาคม พ.ศ. 2562

**รางวัลการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5ดาวจากการทดสอบการชนรถใหม่ในอาเซียน หรืออาเซียน เอ็นแคป

ตามหลักเกณฑ์การประเมินแบบใหม่สำหรับ พ.ศ. 2560  – 2563 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

   พร้อมแนะนำ ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSSครั้งแรกกับรถสไตล์CROSSOVER ในกลุ่มอีโคคาร์ ด้วยดีไซน์ที่แตกต่างกับชุดอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน สเกิร์ตหน้า, สเกิร์ตข้าง (ซ้ายและขวา), สเกิร์ตท้าย, ชุดตกแต่งขอบประตูรถ  โดดเด่นด้วยหลังคาเคลือบฟิล์มดำ MATT BLACK, ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว พร้อมคิ้วซุ้มล้อและสัญลักษณ์ Cross ด้านท้ายรถนอกจากนี้ยังได้รับการปรับแต่งชุดสปริงและโช้คยกสูง 30 มม. ตอบรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตเหนือใคร

Yaris รุ่นปรับปรุงใหม่...ครบครันทุกฟังก์ชันการใช้งาน เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการขับขี่

ใหม่... สมรรถนะเหนือชั้น ขับสนุกควบคุมได้ดั่งใจ

-          เครื่องยนต์3NR-FKE            1,200 ซีซี DUAL VVT-iE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว

-          แรงม้าสูงสุด                       92 แรงม้า (68 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที

-          แรงบิดสูงสุด                      109 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที

-          ระบบจ่ายน้ำมัน                   หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แบบ EFI

-          น้ำมันเชื้อเพลิง                    รองรับสูงสุด E20

-          มาตรฐานไอเสีย                   EURO 5

-          อัตราการประหยัดน้ำมัน        23.3 กม. / ลิตร

ใหม่...ระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Stop & Start System)...เครื่องยนต์จะหยุดการทำงานชั่วขณะเมื่อไม่ได้ใช้งาน ลดมลพิษ ประหยัดมากขึ้น และขณะที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน เครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง

เกียร์อัตโนมัติSuperCVT-i  พร้อม Shift Lockและฟังก์ชัน S MODE...เทคโนโลยีที่ทำให้ทุกการขับขี่ราบรื่น เปลี่ยนเกียร์ทุกสปีดต่อเนื่องนุ่มนวล ความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมัน

ระบบABS, EBD, BA, VSC, TRCและ HAC...มาตรฐานความปลอดภัยครบครัน ให้คุณอุ่นใจทุกการเดินทาง

ถุงลมเสริมความปลอดภัย  SRS 7 ตำแหน่ง....คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านด้านข้าง และเข่าด้านคนขับ

รุ่น High

ระบบความปลอดภัยที่อุ่นใจมากกว่า

-          ใหม่...กล้องบันทึกภาพหน้า-หลัง....เก็บภาพทุกความเคลื่อนไหว อุ่นใจทุกครั้งในการออกเดินทาง        แม้ขณะดับเครื่องยนต์ เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือน และบันทึกภาพกรณีพบสิ่งผิดปกติ

ภายนอกสปอร์ต ดีไซน์โดดเด่น

-          ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม LEDLight Guiding....เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง

-          ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home….สะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้น

-          ไฟDaytime Running Lightsแบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า....ล้ำสมัย เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

ภายในพรีเมียม หรูหรา พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะแบบจอสี TFT 4.2 นิ้ว....เทคโนโลยีที่พร้อมให้สามารถใช้งานได้ง่ายและชัดเจนกว่าที่เคย

-          เบาะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ต....รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่

-          เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดงทรงสปอร์ต พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง.หรูหราทุกสัมผัส

-          ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค....เติมเต็มความหรูหรา

-          ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ(Smart Entry)และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start)....สามารถควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตูอย่างง่ายดาย และสตาร์ทเครื่องยนต์เพียงปลายนิ้วสัมผัส

รุ่น Mid

ระบบความปลอดภัยที่มากกว่า

-          กล้องมองหลัง....มั่นใจ ถอยจอดได้อย่างแม่นยำ

-          ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizerและระบบเตือนการโจรกรรม TDS (Theft Deterrent System).…ป้องกันการปลอมแปลงกุญแจไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ เมื่อรหัสกุญแจและเครื่องยนต์ไม่ตรงกันปลอดภัยไร้กังวล

ภายนอกสปอร์ต ดีไซน์โดดเด่น

-          ล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทน 15นิ้ว....ให้ความสปอร์ตทุกมุมมอง

-          กระจกมองข้างสีดำเงา ปรับและพับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว....เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น

ภายในหรูหรา พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Bluetoothและ USB....สะดวก ให้ความสุขทุกการเดินทาง

-          มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID....ชัดเจนทุกข้อมูลการเดินทาง

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ....สะดวกสบาย เลือกปรับอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสม

-          เบาะด้านหลังแยกพับได้ 60:40 พร้อมแผ่นปิดห้องสัมภาระท้ายรถ...ปรับปลี่ยนพื้นที่ภายในรถได้ตามต้องการ เพิ่มพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยได้อย่างคุ้มค่า

รุ่น Entry

ภายนอกสปอร์ต ดีไซน์โดดเด่น

-          กระจังหน้าด้านบนสีดำเงาตกแต่งด้วยโครเมียม และกระจังหน้าด้านล่างสีดำเงา....อีกระดับของความล้ำสมัย โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต

-           ไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์....เพิ่มทัศนวิสัยที่ชัดเจน

-          กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า....สะดวกสบาย เพื่อทัศนวิสัยที่ดี

ภายในตอบโจทย์การใช้งาน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

-          พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS พร้อมสวิตช์ควบคุมโทรศัพท์ และเครื่องเสียง....ควบคุมง่าย สั่งงานได้สะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

-          เครื่องเสียงวิทยุ AM/FM พร้อมช่องเชื่อมต่อUSB และ AUX….สร้างความบันเทิง ตลอดการเดินทาง

-          ระบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth.... รองรับโทรศัพท์และการเล่นเพลง

-          กุญแจรีโมท....สะดวกในการใช้งาน

vเลือกเป็นเจ้าของ YARIS รุ่นปรับปรุงใหม่ 7สี

-          สีขาว..Super white

-          สีเงิน..Silver Metallic

-          สีเทา..Grey Metallic

-          สีดำ..Attitude Black Mica

-          สีแดง..Red Mica Metallic

-          สีส้ม..Orange Metallic

-          สีเขียว..Citrus Mica Metallic

YARISรุ่นปรับปรุงใหม่ 3 รุ่น พร้อม ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องปรับอากาศ)

-          High                  เกียร์อัตโนมัติ            ราคา   649,000 บาท***

-          Mid                   เกียร์อัตโนมัติ            ราคา   589,000 บาท***

-          Entry                 เกียร์อัตโนมัติ            ราคา   539,000 บาท***

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS…บ่งบอกตัวตนด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง

   สำหรับ ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS ถูกออกแบบให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร บ่งบอกตัวตนความเป็นคุณ ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์ CROSSOVER รอบคัน เติมความเข้ม เต็มความสปอร์ตให้รถได้อย่างเต็มที่

-          หลังคาเคลือบฟิล์มดำMATT BLACK

-          สเกิร์ตหน้า

-          สเกิร์ตข้าง (ซ้ายและขวา) และชุดตกแต่งขอบประตู

-          สเกิร์ตท้าย และสัญลักษณ์ CROSSท้ายรถ

-          ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้วและคิ้วซุ้มล้อ

-          ชุดสปริง และโช้คยกสูง(ด้านหน้าและหลัง)30 มม.

ราคาพิเศษสำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง YARIS CROSS ราคา 35,000 บาท****

****สามารถติดตั้งได้กับ YARIS รุ่น High และรุ่น Mid(สินค้ามีจำนวนจำกัด)

   ร่วมสัมผัส YARIS “รุ่นปรับปรุงใหม่” และ “ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS” ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 
 

More Articles...

Page 1 of 8

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : จุดเริ่มของรถต้นแบบเชฟโรเลต โคโลราโด ในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36                  รถกระบะต้นแบบของเชฟโรเลตที่นำมาแสดงในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่... Read more...
MOTOR NEWS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเงินบริจาค 100,000 บาท สนับสนุนโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดมอบเงินบริจาคจำนวน 100,000บาทแก่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red