Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEW CARS : ปอร์เช่ พานาเมร่า ซาลูน และ สปอร์ต ทัวริสโม่ เสริมทัพด้วยรุ่นพิเศษ เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 10 Years Edition)

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีให้แก่ยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ต 4 ประตู พานาเมร่า(Panamera) ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษPorsche Panamera 10 Years Editionมอบความแตกต่างอย่างเหนือระดับให้แก่ผู้ครอบครอง โดยการเพิ่มรายการอุปกรณ์มาตรฐานในส่วนของความสะดวกสบาย และระบบช่วงล่าง รวมไปถึงงานออกแบบที่โดดเด่น บ่งบอกถึงความพิเศษที่ไม่ซ้ำใคร อาทิ ล้ออัลลอยใหม่ ขนาด21นิ้ว ลายPanamera Sport Designสีsatin-gloss White Gold Metallic และ ตราสัญลักษณ์ “Panamera10” สี White Gold Metallicติดตั้งบนประตูหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ที่มีเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น นอกจากนี้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวยังได้รับการติดตั้งภายในห้องโดยสารบริเวณแผงคอนโซล ฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า และบนแผ่นปิดธรณีประตู งานตกแต่งภายในเน้นความเรียบหรู ประดับด้วยหนังแท้สีดำคุณภาพสูง เดินตะเข็บสีWhite Gold สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น พบกับยนตรกรรมสปอร์ตซีดานสุดพิเศษได้ในรุ่น พานาเมร่า 4(Panamera 4)และ พานาเมร่า 4อี ไฮบริด(Panamera 4 E-Hybrid)

เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานเต็มพิกัด

   ปอร์เช่ พานาเมร่ารุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 10 Years Edition)มาพร้อมอุปกรณ์อำนวย ความสะดวก และเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติมหลากหลายรายการ: ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าLED matrix ซึ่งรวมเอาระบบPDLS Plusไว้ด้วยกัน ระบบLane Change Assist และLane Keeping Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนสัญญาณจราจรtraffic sign recognition ระบบช่วยเหลือการจอดParkAssist พร้อมกล้องมองหลังนอกจากนี้ ยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นพิเศษ ยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติม อาทิ ระบบหลังคากระจกพาโนรามิค กระจกตัดแสงprivacy glass เบาะนั่งปรับระดับด้วยไฟฟ้า14ทิศทางพร้อมระบบปรับอุณหภูมิเบาะ ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ บริเวณหมอนรองศีรษะ ระบบประตูดูดsoft-closeวิทยุdigital และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง
BOSE® Surround Sound

   ติดตั้งระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติadaptive three-chamber air suspension ซึ่งรวมเอาระบบควบคุม เสถียรภาพPorsche Active Suspension Management (PASM) และระบบพวงมาลัยPower Steering Plusเอาไว้ด้วยกัน ปอร์เช่ พานาเมร่ารุ่นพิเศษ (Panamera10) ยังคงรักษาสมรรถนะการขับขี่และการบังคับควบคุมอันโดดเด่น สไตล์สปอร์ตสายพันธุ์แท้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Panamera 10 Years Edition) รุ่นไฮบริด (Hybrid)มาพร้อมระบบon-board charger ที่มีcharging capacity สูงถึง7.2 กิโลวัตต์ มากกว่ามาตรฐานทั่วไปที่มีเพียง3.6 กิโลวัตต์

   ปอร์เช่ พานาเมร่า4 รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 10 Years Edition)ประจำการ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ2.9 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 330 แรงม้า (243กิโลวัตต์) และสำหรับปอร์เช่ พานาเมร่า4 E-Hybrid รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 E-Hybrid 10 Years Edition)ผสานพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ2.9ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า สมรรถนะสูงที่ให้กำลังถึง 136 แรงม้า(100กิโลวัตต์)เมื่อทำงานควบคู่กันสามารถให้พละกำลังสูงสุดกว่า 462แรงม้า(340กิโลวัตต์) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่่ โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

ครบรอบ 10 ปี ปอร์เช่ พานาเมร่า(Porsche Panamera): ยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนหรูหราผู้บุกเบิกขุมพลัง ไฮบริด

   เป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ปอร์เช่ได้เผยโฉมรถยนต์เพื่อรองรับตลาดกลุ่มใหม่ นั่นคือ พานาเมร่า (Panamera)บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำจากประเทศเยอรมนี นำเสนอยานยนต์แกรนทัวริ่งสายพันธุ์แรกในเดือนเมษายน2009นี่คือยานพาหนะหรูที่ไม่มีคู่แข่งรายใดเทียบเคียงได้ รถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะชั้นเลิศที่ผู้ขับขี่สามารถ คาดหวังจะได้รับจากรถสปอร์ต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหรูหราและเปี่ยมอรรถประโยชน์ของรถซาลูน ปัจจุบันเจเนอเรชั่นที่2 ได้รับการผลิตขึ้นที่โรงงานปอร์เช่ Leipzigพร้อมรูปแบบตัวถังที่มีให้เลือกตามความต้องการถึง  3 รูปแบบ ความยอดเยี่ยมที่เหนือล้ำของพานาเมร่า (Panamera) ส่งผลต่อยอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า250,000 คันนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก

   ประวัติความเป็นมาของรถสปอร์ต 4 ที่นั่งจากปอร์เช่ สามารถย้อนกลับไปในภูมิหลังของบริษัทเป็นระยะเวลายาวนานกว่า70ปี วิศวกรของปอร์เช่ได้เคยนำเสนอแนวคิดดังกล่าวในช่วงยุค1950โดยพวกเขาทำการพัฒนารถยนต์4 4 ที่นั่งอันแสนสะดวกสบาย ซึ่งมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 356นั่นคือรถยนต์ที่มีชื่อว่าType 530 มันได้รับการขยายความยาวฐานล้อ เพิ่มขนาดของประตู รวมทั้งยกระดับความสูงของหลังคาห้องโดยสารตอนหลัง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการอื่นๆที่ตามมาอีกมากมาย อาทิ รถต้นแบบ 4 ประตูอันมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่911 (Porsche 911) ต่อมาในช่วงยุค1980ปอร์เช่928ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  ถึงแม้ว่ารถต้นแบบหลายรุ่นจะไม่ได้รับการอนุมัติให้ผลิตขึ้นเพื่อ จำหน่ายจริงด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

   เริ่มต้นยุคมิลเลเนี่ยม ปอร์เช่ศึกษาทิศทางของตลาดรถยนต์ และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างจริงจัง ผลคือการตัดสินใจ พัฒนารถสปอร์ต4ประตูซาลูนทรงhatchback อีกครั้ง ด้วยการวางกลยุทธ์ การพัฒนาเอาไว้โดยมุ่งเน้นที่ความโดดเด่น ด้านสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศ พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเอกลักษณ์งานออกแบบอันเป็น บุคลิกเฉพาะตัวของปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) คันแรก หรือที่รู้จักด้วยรหัสเรียกขานภายในองค์กรว่าG1 ได้เผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2009 บนชั้น 94 ของ World Financial Center ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งถูกพัฒนาให้เหนือล้ำกว่าคู่แข่ง โดยมีแนวคิดหลักที่ผสมผสานระหว่าง ความสปอร์ต และความสะดวกสบาย ทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นต้องพรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับเหนือชั้น: นับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งระบบstart-stop ในรถยนต์ระดับหรูจากสายการผลิตปกติ นอกจากนี้ในรุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบ (Panamera Turbo) ยังได้รับการติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม หรือair suspensionซึ่งสามารถปรับระดับปริมาตรอากาศภายในได้ ตามความต้องการเป็นครั้งแรกของโลก เช่นเดียวกับ สปอยเลอร์หลังmulti-dimensionally ปรับระดับได้ยิ่งไปกว่านั้น ยนตรกรรมแกรนทัวริ่งสุดหรูจากปอร์เช่ยังเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่รถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา ด้วยหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่ และแนวคิดในการควบคุมฟังก์ชันการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัส

   ปอร์เช่กำหนดบรรทัดฐานและเป้าหมายหลักในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยพานาเมร่าเป็นจุดเริ่มต้นในปี2011ด้วยการติดตั้งระบบparallel full hybrid เป็นครั้งแรกของโลกในรถยนต์ซาลูนระดับหรู พานาเมร่าเอส ไฮบริด (Panamera S Hybrid) คือหนึ่งในรถยนต์ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงดีเยี่ยมที่สุดของปอร์เช่ แม้ว่าจะมีพละกำลังสูงสุดถึง380 แรงม้าก็ตาม 2 ปีหลังจากนั้น พานาเมร่าเอส อี-ไฮบริด (Panamera S E-Hybrid)จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะสปอร์ตซีดานขุมพลังplug-in hybrid คันแรกของโลก ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ พานาเมร่า (Panamera) กลายเป็นผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยความ สำคัญต่อความแข็งแกร่งของปอร์เช่อย่างยิ่ง: ตามมาติดๆ ในปี 2013ด้วยรุ่นตัวถัง แกรน ทัวริสโม่(Gran Turismo) ด้วยพละกำลังมหาศาลติดตัวกว่า570 แรงม้า พร้อมความสะดวกสบายด้วยการขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น นำพาปอร์เช่ย่างก้าวเข้าสู่ตลาดกลุ่มใหม่ได้อย่างสวยงาม

รุ่นใหม่ล่าสุด: เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี2016

   กระบวนการพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) เจเนอเรชันที่สอง(G2) เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ยิ่งขึ้นกว่าเดิม: สิ่งที่ถูกเพิ่มเติมลงในมาตรฐานใหม่ของยนตรกรรมสปอร์ต ซาลูนแกรนทัวริ่ง จากรุ่นปกติ และรุ่นฐานล้อยาว เปิดตัวครั้งแรกของโลกในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 28มิถุนายน2016 คือสไตล์ตัวถังที่ 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐาน เดียวกัน: พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม่(Panamera Sport Turismo) เปิดตัวในปี 2017ด้วยงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคม และแนวคิดในการออกแบบตัวถังที่เน้นรองรับความอเนกประสงค์ บนรถยนต์ระดับหรู พานาเมร่า(Panamera)G2 มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและงามสง่ายิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้งานเปี่ยม อรรถประโยชน์เช่นเดิม: ภายใต้รูปทรงอันแข็งแกร่งได้ถูกบรรจุนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยเอาไว้เต็มพิกัด แน่นอนว่ารวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด อาทิ หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง พร้อมฟังก์ชันควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในตัวรถด้วยระบบสัมผัส ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติthree-chamber air suspensionระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังrear-axle steering และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ด้วยอิเล็กทรอนิกส์PDCC Sport electromechanical roll stabilisationยิ่งไปกว่านั้น พานาเมร่า (Panamera)ยังถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะบนเส้นทางสาธารณะ หรือแม้แต่ในสนามแข่ง ความเร็วสูง เครื่องยนต์เบนซินบล็อกใหม่ถูกนำมาเสริมทัพอย่างลงตัว ตอบสนองต่อความต้องการในทุกระดับความแรง เริ่มต้นตั้งแต่330 แรงม้า จนถึง 550แรงม้าเต็มพิกัดความแรงด้วยรุ่นขุมพลังไฟฟ้าสมรรถนะสูงplug-in hybridเจเนอเรชั่นที่ 2 ระบบboost strategy ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยนตรกรรมซูเปอร์สปอร์ต918 สไปเดอร์ (918 Spyder) เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รถแกรนทัวริ่งสามารถกระทบไหล่กับสปอร์ตพันธุ์แท้ได้อย่างไม่เป็นรอง โดยมีรุ่นเรือธงคือ พานาเมร่า เทอร์โบเอส อี ไฮบริด(PanameraTurbo S E-Hybrid)ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง680 แรงม้า

   ปอร์เช่ พานาเมร่า 4  (Porsche Panamera 4) รุ่นพิเศษ  ฉลองวาระครบรอบ10 ปี (10 Years Edition): อัตราการบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.9กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 8.4ลิตรต่อระยะทาง 100กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 194-192กรัมต่อกิโลเมตร

   ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Porsche Panamera 4 E-Hybrid)รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (10 Years Edition): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 37-38กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 2.7-2.6ลิตรต่อระยะทาง 100กิโลเมตร; อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย16.1 – 16.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 62-60กรัมต่อกิโลเมตร

   อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ เฉลี่ยได้รับการตรวจสอบตาม มาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP)ล่าสุดสำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการ บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐานNEDCที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วง เวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของNEDCที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

 

NEW CARS : วอลโว่นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ชั้นสูง ชูโมเดลใหม่ ปี 2020 นำเสนอ XC90, XC60 และ S90 ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม พร้อมการตกแต่งที่สะกด ทุกสายตาและสุดยอดเทคโนโลยีที่พาคุณพุ่งทะยานสู่อนาคต

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ไม่เคยหยุดสร้างเซอร์ไพรส์และความตื่นเต้นตื่นใจแม้กับผู้ซื้อที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียดของยานยนต์ ประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นปี 2020 นำเสนอXC90, XC60 และ S90 ซึ่งไม่เพียงโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่สวยหรูเร้าใจ แต่ยังมอบสมรรถนะที่ไม่เป็นสองรองใครในรถยนต์คลาสเดียวกัน พร้อมความเป็นเลิศด้วยสไตล์ที่โดดเด่น              ความสะดวกสบายทุกการใช้งาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานของแบรนด์สวีดิชชั้นสูงที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

   รถยนต์รุ่นปี 2020 ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ XC90, XC60, และ S90 พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ในปัจจุบัน ติดตั้งฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยขั้นสูง เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่เหนือชั้น และดีไซน์สุดล้ำสไตล์สแกนดิเนเวียนในแบบฉบับของวอลโว่ เพื่อให้สอดรับกับภาพลักษณ์ที่เป็นตัวคุณมากที่สุด

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอทางเลือกแก่ผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 3 รุ่นXC90, XC60, และ S90 มอบความพิเศษแก่ผู้ขับขี่ที่แตกต่างกัน ทั้งสไตล์ที่โดดเด่น ความสะดวกสบายในการใช้งาน และความปลอดภัยขั้นสูงที่ผู้บริโภคต่างคาดหวังจากวอลโว่ รถยนต์ทั้งสามรุ่นสามารถตอบทุกโจทย์ความต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยแต่ละรุ่นยังนำเสนอฟีเจอร์การทำงานและออปชั่นใหม่ รวมถึงอุปกรณ์ไฮเทคมากมายที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น และด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามั่นใจว่าลูกค้าวอลโว่ต่างพึงพอใจอย่างมากกับเทคโนโลยียานยนต์ที่เรามุ่งมั่นนำเสนอสู่ตลาดเมืองไทย”

   วอลโว่พยายามรักษาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอในการผลิตรถยนต์ทุกรุ่น และสิ่งนี้ยังถูกสะท้อนให้เห็นในรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นใหม่นี้เช่นกัน โดยทั้งสามรุ่นติดตั้งฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยระดับโลก มอบสไตล์การขับขี่ที่โดดเด่น และงานออกแบบห้องโดยสารภายในที่สวยเร้าใจที่ยากจะปฏิเสธ รวมถึงออปชั่นการตกแต่งภายนอกเพื่อมอบเสน่ห์ที่จะสะกดทุกคู่สายตา ขุมพลังเครื่องยนต์กำลังแรง ระบบควบคุมขั้นสูง และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ช่วยให้นักขับสามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลกับมาตรวัดเชื้อเพลิง

   ทั้งสามรุ่นนำเสนอออปชั่นการตกแต่ง 3 Variant Strategyได้แก่ Inscription, R-Design,และ Momentumโดยรุ่น XC90 เอสยูวี แบบ 5 ประตูระดับลักชั่วรี่มาพร้อมโลโก้ Iron Markดีไซน์ใหม่หรูหราและสวยงาม พร้อมระบบแจ้งเตือน ขณะถอยรถและระบบช่วยเบรก(Newly Cross Traffic Alert with Auto Brake) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นขณะถอยรถ แม้ผู้ขับจะไม่ปฏิบัติตามการแจ้งเตือน ระบบก็ยังคงช่วยลดความเสี่ยงของการถอยชนให้เหลือน้อยที่สุด

   รวมถึงระบบถุงลมกันสะเทือน 4 มุม (4-Corner Air Suspension) และโครงแชสซีแบบ Four-Cซึ่งติดตั้งมาเป็นฟีเจอร์มาตรฐานทั้ง 3 รุ่น ทำให้ XC90 คือเครื่องการันตีที่สมบูรณ์แบบถึงความทุ่มเทของวอลโว่ ในการนำเสนอมาตรฐานความปลอดภัยในการขับขี่ขั้นสูงสุด นอกจากนี้ ยังนำเสนอ 2 เฉดสีใหม่Pebble Grey Metallic และThunder Grey Metallicที่มอบความโดดเด่นไม่ซ้ำใครให้แก่ XC90 ของคุณ รวมถึง 3 เฉดสียอดนิยมเดิมทั้ง Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, และBursting Blue Premium Metallicก็มีมาให้เลือกเช่นกัน

   Volvo XC90 T8 Twin Engine AWD Inscriptionคือยานยนต์ที่มอบความหรูหราสมัยใหม่สไตล์สวีดิชที่แท้จริง รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นด้วยการตัดขอบสีโครเมียมทั้งด้านหน้าและหลัง ติดตั้งตะแกรงและกันชนชุบโครเมียม พร้อมล้อดีไซน์Inscriptionขนาด 20 นิ้ว นอกจากนี้ ยังติดตั้งแบตเตอรี่ Li-ionความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ห้องโดยสารภายในมอบความหรูหราที่แสดงถึงสุนทรีภาพในงานออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียนอันโด่งดังของวอลโว่ ซึ่งเห็นได้จากทุกองค์ประกอบ ทั้งหัวเกียร์คริสตัลเจียระไนและการตกแต่งด้วยไม้แอชรมดำ เป็นต้น

   Volvo XC90 T8 Twin Engine AWD R-Designมอบความโฉบเฉี่ยว ในสไตล์สปอร์ต สะท้อนถึงดีเอ็นเอตามแบบฉบับสวีดิช ตกแต่งด้วยสีดำวาววับของฝาครอบกระจกมองข้างและแร็คหลังคา ตัดกับสีเงินซาตินของขอบกระจกตัวรถได้อย่างสวยงามและลงตัว พร้อมล้อสไตล์ R-Design ใหม่ขนาด 20 นิ้ว เพื่อความสวยสมบูรณ์แบบ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และหุ้มหนัง Nappaที่พวงมาลัย เสริมฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยด้วยกล้อง 360 องศาเพื่อให้ผู้ขับสามารถมองเห็นได้รอบทิศทางของตัวรถ สำหรับแบตเตอรี่เป็นแบบไฮบริดความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

   Volvo XC90D5 AWD Momentumนำเสนอการตกแต่งภายนอกรูปแบบใหม่ที่ติดตั้งตะแกรงและกันชนหน้าชุบโครเมียมดีไซน์ Momentumโฉมใหม่ ดีไซน์ท่อไอเสียคู่ทรงเหลี่ยมสวยงามโดดเด่น พร้อมตกแต่งหุ้มหัวเกียร์ด้วยหนัง Leather with Unideco และ สรรค์สร้างบรรยากาศในห้องโดยสารแบบ สไตล์ Iron Oreที่ไม่เหมือนใคร

   Volvo XC90 มอบสุนทรียภาพแห่งประสาทสัมผัสด้วยฟีเจอร์ครบครันทั้งภายในและภายนอก บ่งบอกถึงแบบฉบับแห่งความหรูหราและนวัตกรรมขั้นสูงสไตล์สวีดิชที่แท้จริง

  • ขุมพลังจากเครื่องยนต์T8 Twin Engineสมรรถนะสูง
  • กำลังเครื่องสูงสุด 407 แรงม้า
  • ประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง 2.2 (เกณฑ์แบบรวม 100 กม./ลิตร)
  • การตกแต่งแบบ Inscriptionมาพร้อมล้อขนาด 20 นิ้วดีไซน์ใหม่ เช่นเดียวกับแบบ R-Designส่วนแบบMomentumใช้ล้อขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์ใหม่เช่นกัน

ราคาเริ่มต้น Volvo XC90

•       T8 Twin Engine AWD Inscription                   4,790,000 บาท

•       T8 Twin Engine AWD R-Design                      4,590,000 บาท

•       D5 AWD Momentum                                        4,190,000 บาท

   สำหรับ VolvoXC60ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นรถยนต์แห่งปี 2017-2018 ในญี่ปุ่น และได้รับการโหวตให้เป็นเอสยูวีแบบออฟโร้ดที่ปลอดภัยสูงสุดในโลก จากงาน Euro NCAP 2017ถือเป็นเอสยูวีรุ่นเดียวในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ plug-in hybrid electric vehicle (PHEV)ซึ่งสร้างความแตกต่างจากรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ในคลาสเดียวกัน พร้อมติดตั้งระบบเสียง 3 มิติระดับพรีเมียมจาก BOWERS & WILKINSแบรนด์เครื่องเสียงคุณภาพสูง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับด้วยหนัง Nappaฉลุลายที่สวยงามเกินจินตนาการ

   Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD Inscriptionสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างด้วยการตกแต่งห้องโดยสารด้วยด้วยหนัง Nappaฉลุลายและหัวเกียร์คริสตัลดีไซน์ใหม่ ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารจะรู้สึกสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบกันสะเทือน 4 ทิศทางซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการตกแต่งแบบInscriptionทุกรุ่น นอกจากนี้ ยังใช้ล้อขนาด 19 นิ้วรุ่นใหม่เพื่อเสริมความเก๋ไก๋ของรูปลักษณ์ภายนอก ผสานประสิทธิภาพการขับขี่ที่มั่นคงและสมรรถนะขั้นสุดด้วยแบตเตอรี่ความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

   Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD R-Designมอบรูปลักษณ์แนวสปอร์ต ตกแต่งใหม่ ดีไซน์ฝาครอบกระจกมองข้างด้วยการเคลือบสีดำวาววับ ตกแต่งขอบกระจกสีดำและกันชนท้ายสีดำเข้ากันสวยงาม และ ใช้ล้อR-Design ขนาด 19 นิ้ว ภายในเน้นความสวยงามด้วยหัวเกียร์แบบ R-Designที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เบาะหุ้มผ้าสไตล์ Gridและพวงมาลัยที่จับถนัดกระชับมือด้วยการหุ้มหนัง Nappaสีชาร์โคล มอบขุมพลังประสิทธิภาพสูงอย่างแตกต่างให้กับรุ่น R-Design ด้วยเครื่องยนต์ T8 TwinEngineและ แบตเตอรี่ความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

   Volvo XC60 D4 AWD Momentumมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยสำหรับทุกคน ห้องโดยสารภายในสวยงามด้วยการตกแต่งวัสดุแบบ Direct Brushing Aluminumผสานเบาะหุ้มผ้าสไตล์ Gridและหนัง Nappaเพื่อสร้างสุนทรีภาพแนวคลาสสิกและสัมผัสหรูหรานุ่มสบายสไตล์สแกนดิเนเวียนที่แท้จริง

XC60 ยกระดับเอสยูวีจากสแกนดิเนเวียนที่เพียบพร้อมด้วยฟีเจอร์มากมาย อาทิ

  • ขุมพลังจากเครื่องยนต์ T8 Twin Engine กำลังเครื่องสูงสุด 407 แรงม้า
  • ประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง 2.2 (เกณฑ์แบบรวม 100 กม./ลิตร)
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยออกจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Newly Cross Traffic Alert with auto braking)
  • ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)ติดตั้งมาเป็นฟีเจอร์มาตรฐานสำหรับรุ่น XC60ทั้งหมด
  • แบรนด์เครื่องเสียงระดับพรีเมียม 3 มิติ Bowers and Wilkinsมอบคุณภาพเสียงและความบันเทิงที่เหนือชั้น
  • นำเสนอ 2 เฉดสีใหม่ Denim Blue Metallic และFusion Red Metallicพร้อมเฉดสีเดิม ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Osmium Grey Metallic, OnyxBlack Metallic, และBursting Blue Premium Metallic
  • XC60 คว้ารางวัลเอสยูวีแบบออฟโร้ดที่ปลอดภัยสูงสุดในโลกจากงาน Euro NCAP 2017

ราคาเริ่มต้น VolvoXC60:

•       T8 Twin Engine AWD Inscription                               3,790,000 บาท

•       T8 Twin Engine AWD R-Design                                  3,590,000 บาท

•       D4 AWD Momentum                                                    3,190,000 บาท

   ส่วนรุ่น S90ถือเป็นซีดานรุ่นใหญ่สุดใน DE Segmentและเพียบพร้อมด้วยฟีเจอร์ขั้นสูง สมศักดิ์ศรีผู้นำในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยรุ่นปี 2020 มาพร้อม

   การอัพเดตด้วยชุดฟีเจอร์ความปลอดภัยขั้นสูงรุ่นใหม่ โดยติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น เช่น ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)และระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยออกจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Cross Traffic Alert with Auto Brake)จึงทำให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าวอลโว่

   Volvo S90 T8 Twin Engine AWD Inscriptionมอบการตกแต่งห้องโดยสารที่หรูหราขั้นสุดอันเป็นนิยามในแบบฉบับสวีดิชด้วยเบาะหุ้มหนัง Nappaฉลุลาย โดยสามารถเลือกได้ทั้งโทนสี Charcoal หรือ Maroon Brownผสานความงามของคันเกียร์คริสตัลที่ผลิตโดย Orreforesจากสวีเดนที่ออกแบบเพื่อการตกแต่งรถยนต์วอลโว่รุ่น Inscriptionโดยเฉพาะ ฟีเจอร์เด่นที่จะพบเฉพาะใน S90รุ่นปี 2020 ยังรวมถึงล้อดีไซน์ Inscriptionขนาด 19 นิ้ว ระบบถุงลมกันสะเทือนเพื่อความนุ่มสบายที่เหนือกว่าในขณะขับขี่ และแบตเตอรี่ความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมงเพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่

   Volvo S90 T8 Twin Engine AWD R-Designสวยงามอย่างแตกต่างด้วยออปชั่นการตกแต่งภายใน อาทิ เบาะหุ้มหนังNappa Nubuckในโทนสี Charcoalงานออกแบบผ้าหุ้มลาย Grid หัวเกียร์คริสตัลเจียระไนและงานตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เสริมลุคสปอร์ตให้โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าด้วยการเคลือบสีดำวาววับที่ฝาครอบกระจกมองข้างและ

   ตกแต่งขอบกระจกสีดำเข้ากัน พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ R-Designขนาด 19 นิ้ว และเพิ่มความสะดวกสบายในยามขับขี่ด้วยระบบถุงลมกันสะเทือนแบบ 2 มุม เสริมสมรรถนะด้วยแบตเตอรี่ความจุ 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมงส่วนระบบความปลอดภัยเพียบพร้อมด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้างขณะถอยหลังจากที่จอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Cross Traffic Alert with Auto Brake)และกล้อง 360 องศาเพื่อให้ผู้ขับสามารถมองเห็นสภาวะแวดล้อมได้รอบทิศทาง

   The Volvo S90 D4Momentumมาพร้อมการตกแต่งภายในที่โดดเด่นด้วยเบาะหุ้มหนังคุณภาพสูงเลือกได้จากโทนสีCharcoal หรือMaroon Brownหรือผ้าลาย Gridภายนอกดูสวยสะดุดตาด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ Momentumขนาด 18 นิ้วแบบใหม่

ฟีเจอร์มาตรฐานของ S90 รุ่นปี 2020 ยังรวมถึงส่วนต่าง ๆ ดังนี้

  • S90มอบขุมพลังจากเครื่องยนต์ T8 Twin Engine สมรรถนะสูง
  • กำลังเครื่องสูงสุด 407 แรงม้า
  • ประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง 1.8 (เกณฑ์แบบรวม 100 กม./ลิตร)
  • เลือกได้จาก 4 เฉดสียอดนิยม ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Osmium Grey Metallic, Onyx Black Metallic, และBursting Blue Premium Metallic
  • ระบบเครื่องเสียงเกรดพรีเมียม จากแบรนด์ Bowers and Wilkinsเพื่อมอบอรรถรสแห่งเสียงเพลงได้เต็มอารมณ์
  • มอบระบบเสียง 3 มิติระดับพรีเมียมที่ดีที่สุด
  • ติดตั้งระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist)ที่ความเร็ว 130 กม./ชม. เป็นฟีเจอร์ความปลอดภัยมาตรฐาน

ราคาเริ่มต้น Volvo S90:

•       T8 Twin Engine AWD Inscription                               3,790,000 บาท

•       T8 Twin Engine AWD R-Design                                        3,590,000 บาท

•       D4 Momentum                                                              3,190,000 บาท

   มร.คริส เวลส์ อธิบายว่า “ลูกค้าของเราในเมืองไทยรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรจากยานยนต์ระดับลักชัวรี่ และรสนิยมอันละเอียดอ่อนนั่นเองคือสิ่งที่นำพวกเขาเข้ามายังโชว์รูมของเรา เราจึงมั่นใจว่า การเปิดตัว XC90, XC60, และS90 รุ่นปี 2020 จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการเป็นรถยนต์ทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้บริโภคที่กำลังแสวงหาความเหนือชั้นทั้งในงานดีไซน์และมาตรฐานความปลอดภัยในแบบสแกนดิเนเวียน ที่เปี่ยมด้วยสไตล์ที่โดดเด่น ความสะดวกสบายทุกการใช้งาน และความหรูหราในทุกรายละเอียด วอลโว่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากตลาดรถยนต์เมืองไทยและจะเติบโตต่อไปอย่างเข้มแข็ง พร้อมมุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์การเดินทางชั้นยอดแก่ลูกค้าทุกท่าน เพราะสำหรับวอลโว่  เราให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรกเสมอ.

 

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดินเกมรุกตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงต่อเนื่อง เปิดตัว Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ สปอร์ตสายพันธุ์แรง

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำภาพผู้นำตลาดรถหรูเมืองไทย  เปิดตัวรถสปอร์ตสายพันธุ์แรง Mercedes-AMG GT R  โฉมใหม่ เสริมพอร์ตโฟลิโอกลุ่ม   ยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ตอบสนองความเร้าใจในทุกมิติให้กับผู้ขับขี่ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังจากขุมพลังเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0ลิตร และเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ต มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว และดุดันเต็มพิกัดตามแบบฉบับของ Mercedes-AMGโดยนำเสนอในราคา 17,900,000 ล้านบาท

   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า    “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยึดถือหลักการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่สามารถ ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ Driving Performanceเป็นหัวใจหลัก ผ่านการส่งมอบนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่หลงใหลในการขับเคลื่อนอันทรงพลังทั้งในด้านสมรรถนะ และรูปลักษณ์ดีไซน์ โดยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยช่วงปลายปี 2560แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีได้สร้างปรากฏการณ์ด้านยอดขายที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 300%ถือเป็นแบรนด์รถยนต์สปอร์ตที่เข้าไปนั่งในใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบยนตรกรรมสมรรถนะสูงในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยเราเน้นการใช้กลยุทธ์ “Customer Centric”  (คัสตอมเมอร์ เซ็นทริค)ที่เน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง นำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีความหลากหลายสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างครอบคลุม และตรงจุด เนื่องจากลูกค้าชาวไทยมีความต้องการที่เป็นเอกลักษณ์ และแตกต่างอย่างชัดเจน”

   มร.บีเยิร์น กุซเทรารองประธานบริหารฝ่ายขาย และการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์     (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“เพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จของแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี  บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นมาที่รถยนต์กลุ่มที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนิช มาร์เก็ต (Niche Market) มากขึ้น ล่าสุด จึงได้เปิดตัว Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ รถยนต์สปอร์ตสายพันธุ์แรงที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ตเต็มสมรรถนะ พร้อมมอบประสบการณ์ความเร้าใจให้กับ     ทุกการขับขี่ด้วยพลังจากเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ผสานพลังกับระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7สปีด ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีดีไซน์สปอร์ตเต็มตัวที่     โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย และโดดเด่นไม่เหมือนใครตามแบบฉบับของ Mercedes-AMGและถือเป็น การแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการไปอีกขั้นของรถยนต์ในตระกูลนี้ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน”

   “ปัจจุบัน บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด นำเสนอรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMGให้ลูกค้าเลือกสรรมากมายครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่รถยนต์คอมแพค รถยนต์สปอร์ต รถยนต์ซาลูน รถยนต์เอสยูวี รถยนต์สไตล์คูเป้ และรถยนต์    สไตล์โรดสเตอร์ และจากการเปิดตัว Mercedes-AMG GT Rในครั้งนี้ส่งผลให้ปัจจุบัน     เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) นำเสนอรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG  แก่ลูกค้าชาวไทยรวมจำนวนทั้งหมด 19รุ่นย่อย ได้แก่Mercedes-AMG A 45 4MATIC, Mercedes-AMG CLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG C 43 4MATIC,  Mercedes-AMGC 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG C 63 S Coupé, Mercedes-AMG SLC 43, Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG E 53 4MATIC+, Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ Coupé, Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+, Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé, Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG GT S, Mercedes-AMG GT C Roadsterรวมถึงรุ่นล่าสุดอย่าง Mercedes-AMG GT Rโฉมใหม่ที่มาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ในกลุ่มสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยให้ครบครัน   มากยิ่งขึ้น”มร.บีเยิร์น กล่าวเสริม

Mercedes-AMG GT Rโฉมใหม่

   Mercedes-AMG GT R  เป็นรถสปอร์ตตระกูล AMG GTและเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรก   ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้    ซึ่งถือเป็นการยกระดับการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและความเร้าใจในทุกท่วงท่า  รถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT 3กับการใช้งาน    ในชีวิตประจำวันของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GTเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับ   ผู้เป็นเจ้าของที่ชื่นชอบความเร็ว

   ดีไซน์ภายนอกรูปลักษณ์ของ Mercedes-AMG GT Rโฉมใหม่ สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purityที่ทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์และเอเอ็มจียึดถือ ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator trimที่ยื่นออกไปคล้ายจมูกฉลามนั้นสามารถ  ช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น อีกทั้ง   ยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3,ล้ออัลลอยแบบAMG forged wheels  มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่างและการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำนอกจากนั้นยังมีหลังคารถที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอน เสริมให้ตัวรถมีสีสันตัดกันสวยงามพร้อมติดตั้ง ระบบเบรกแบบAMG high-performance composite brakeสีเหลืองที่เป็นสีพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ

   ดีไซน์ภายในห้องโดยสารของMercedes-AMG GT Rโฉมใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งดีไซน์ใหม่ในหลายจุด ซึ่งเป็นการออกแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต อาทิ เบาะที่นั่งที่ถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ อีกทั้งยังเป็นเบาะที่นั่งแบบ AMG BucketSeatsหุ้มด้วยหนัง Nappaและ DINAMICAMicrofibreที่ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง  ทั้งนี้ ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกติดตั้งเบาะที่นั่งแบบ AMG Performance และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อเพิ่มความเร้าอารมณ์ขณะขับขี่ เช่น ชุดเข็มขัดนิรภัย   สีเหลือง หรือชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Piano Lacquerเป็นต้น,ชุดแต่งAMG Interior Night  เป็นชุดแต่งมาตรฐานของรถยนต์รุ่นนี้ มาพร้อมพวงมาลัยแบบ AMG Performance Steeringตกแต่งด้วย DINAMICA Microfiberสีดำ พร้อมหน้าจอแสดงผล     บนพวงมาลัยจำนวน 2 หน้าจอแบบ AMG steering wheel buttonsลงตัวด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบ all-digital instrument displayขนาด 12.3 นิ้ว และเกียร์จะชุบสีดำเงาทั้งหมด,    แผงหน้าปัดกว้างดีไซน์ใหม่ด้วยอัตราส่วนแบบ 16:9ขนาด 10.15นิ้วทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแบบ COMAND Onlineสื่อถึงเอกลักษณ์ของงานออกแบบอากาศยาน,   แผงควบคุมตรงกลางมีหน้าจอแสดงผลมากถึง8จอบริเวณคอนโซลกลางแบบ AMG DRIVE UNITที่ออกแบบตามลักษณะเครื่องยนต์แบบ V8และมีช่องลมของเครื่องปรับอากาศ4 ช่อง   ที่ดูคล้ายสปอตไลท์

   ความปลอดภัยและเทคโนโลยีMercedes-AMG GT Rมีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบ  มาเพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะโดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL ด้วย  การใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และติดสปริงไว้ด้านบน,ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performanceที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง แต่แข็งแกร่งและสามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี,ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROLสามารถจำลองค่าแรงเสียดทานภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมระบบต่างๆ ของรถให้สอดคล้องกับสภาพพื้นถนน โดยมีกลไกชุดหม้อเพลาท้ายรถแบบ LSDเป็นตัวช่วย,เสาค้ำยึดล้อคู่หน้าช่วยลดแรงปะทะขณะเกิดอุบัติเหตุ,ยางรองแท่นเครื่องยนต์และยางรองแท่นเกียร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความสบายและคล่องตัวขณะขับขี่ โดยระบบสามารถปรับแต่งความยืดหยุ่นของทั้งสองชิ้นได้อย่างเป็นอิสระจากกัน ช่วยกระจายแรงกระทำด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีระบบท่อไอเสียเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์รูปทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ใช้ท่อเก็บเสียงที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมและเหล็กกล้าไร้สนิม ให้เสียงคล้ายคลึงกับเสียงรถแข่ง

   Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่มาพร้อมกับระบบ AMGDYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 5แบบ คือ “C” (Comfort)สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ“S+”    (Sport Plus)เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual)ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด“RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งจะมาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถสร้างข้อกำหนดทั้งหมดในแต่ละโหมดการขับขี่เองได้ด้วยการกดปุ่ม “M” (Manual)ที่อยู่ตรงกลางแผงควบคุม,ระบบเพลาหลังแบบแอคทีฟ (active rear axle steering)ที่จะหมุนเพลาล้อคู่หลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเพลาล้อคู่หน้าเมื่อใช้ความเร็วสูงสุด 100กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และประหยัดแรงในการหมุนพวงมาลัย แต่หากความเร็วสูงสุดเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป     ทั้งล้อคู่หน้าและหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้ท้ายรถไม่ปัดเมื่อหักเลี้ยว

   Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ   4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น และระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7สปีด (seven-speed dual clutch transmission)ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์   จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่

·         Mercedes-AMG GT Rราคา17,900,000 บาท

 

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอเอสยูวีในประเทศไทย เปิดตัว 2 โมเดลพลังดีเซลโฉมใหม่รุ่นประกอบในประเทศ “Mercedes-Benz GLC” และ “Mercedes-Benz GLC Coupé”

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด รุกตลาดยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอรถยนต์เอสยูวี (SUV) รุ่นประกอบในประเทศ ด้วยการนำเสนอสองยนตรกรรมพลังดีเซลโฉมใหม่ ได้แก่ Mercedes-Benz GLC รถยนต์เอสยูวีดีไซน์สปอร์ต เรียบหรู และทันสมัย มอบความสะดวกสบาย ในทุกๆ เส้นทางทั้งออนโรด และออฟโรด มาพร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยมด้วยอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 5.1ลิตร/100กม.พร้อมเอาใจสาวกครอสโอเวอร์ค่ายดาวสามแฉกด้วยรถยนต์สปอร์ตเอสยูวีโฉมใหม่ อย่าง Mercedes-Benz GLC Coupéยนตรกรรมขับเคลื่อนแบบ 4ล้อที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวี และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยนตกรรมทั้งสองโมเดลยังมาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดอย่างMBUX (Mercedes-Benz User Experience)ที่พัฒนามาจากนวัตกรรมAIและ  บริการ ‘Mercedes me connect’ซึ่งมีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์          เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้อย่างไร้รอยต่อ สำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz GLCนำเสนอในสองรุ่นย่อย ได้แก่ GLC 220dราคา 3,239,000 บาท และ GLC 220d AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท และสำหรับ Mercedes-Benz GLC Coupéนำเสนอ          ในรุ่น GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 4,040,000บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ในปีที่ผ่านมารถยนต์ตระกูลเอสยูวี ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่  มีส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายที่เติบโต อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากยอดขายทั่วโลกในปีที่ผ่านมาสูงถึง 820,721คัน และมีสัดส่วนยอดขายมากกว่าหนึ่งในสามของยอดขายรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดย Mercedes-BenzGLC คือ หนึ่งในยนตรกรรมกลุ่มเอสยูวีรุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด”

   “และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์หรู ล่าสุดบริษัทฯ จึงได้เปิดตัวสองยนตรกรรมเอสยูวีพรีเมี่ยม ขุมพลังดีเซลโฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ ได้แก่ Mercedes-Benz GLC และ Mercedes-Benz GLC Coupéเพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ในกลุ่มเอสยูวี ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าคนสำคัญทุกท่านได้เลือกสรรให้เหมาะกับความต้องการ และไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว”  มร. โรลันด์กล่าว

   มร.บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขาย และการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์     (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “จากการเปิดตัวรถยนต์เอสยูวี 3รุ่นย่อยในครั้งนี้ทั้ง GLC 220d, GLC 220d AMG Dynamic และGLC 220d 4MATIC Coupé AMG Dynamicส่งผลให้ปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) นำเสนอรถยนต์ตระกูลเอสยูวีรวมจำนวนทั้งหมด    7 รุ่นย่อย โดยมีรุ่นประกอบในประเทศ ได้แก่ GLA 200 Urban, GLA 250 AMG Dynamic,     GLC 220d, GLC 220d AMG Dynamic, GLC 220d 4MATIC Coupé AMG Dynamicและยังมีรุ่นนำเข้าอย่างGLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และGLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic  ซึ่งรถยนต์ในกลุ่มนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

   “สำหรับ Mercedes-Benz GLC และ  Mercedes-Benz GLC Coupéมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนรุ่นใหม่ และครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบายในการขับขี่ และในขณะเดียวกันก็ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระใช้สอยภายในรถ ซึ่งรถยนต์กลุ่มนี้นอกจากจะมีสมรรถนะ  ที่ทรงพลังแล้ว ยังมีรูปลักษณ์ และดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและทันสมัย  ตามหลักปรัชญา Sensual Purity ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้ได้อย่างลงตัว  โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED High-performance ดีไซน์ใหม่ และการเพิ่มเติมหลากหลายฟังก์ชัน และฟีเจอร์ใหม่เพื่อสาวกครอสโอเวอร์ค่ายดาวสามแฉกโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นระบบมัลติมีเดียแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience)สามารถเชื่อมโยงผู้ขับขี่เข้ากับเทคโนโลยีอัน  ชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ผ่านระบบการสั่งการด้วยเสียงที่สามารถจดจำข้อมูล และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานต่างๆ ของผู้ขับขี่ เพื่อแจ้งเตือน หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้ง่ายและเหมาะสมที่สุด บริการ ‘Mercedes me connect’ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เพียง        ปลายนิ้วสัมผัส”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์:Mercedes-Benz GLC ฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ

   Mercedes-Benz GLC 220 d เป็นรถยนต์ครอบครัวที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง4สูบ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ9G-TRONICความจุกระบอกสูบ1,950ซีซีกำลังแรงม้าสูงสุดที่194แรงม้าที่3,800รอบ/นาทีแรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ1,600 - 2,800รอบต่อนาทีอัตราเร่ง0-100กม./ชม. ที่7.7วินาทีความเร็วสูงสุด217 กม./ชม มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง5.1ลิตร/100 กม. พร้อมกันนี้ ยังได้เพิ่มอุปกรณ์ใหม่อย่าง ชุดอุปกรณ์ปะยางฉุกเฉินแบบ TIREFITเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในยามคับขันอีกด้วย อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก

   มาพร้อมกับกระจังหน้าเสริมโครเมี่ยมแบบสามมิติที่ลาดต่ำลงเพื่อความสวยงาม ประดับด้วยสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลางบนลาย2แถบ ลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้ายเสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกัน โดยในรุ่น GLC 220 d มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance headlamps และล้อ     อัลลอยขนาด 18นิ้ว5 ก้านในขณะที่รุ่นGLC 220 d AMG Dynamicมาพร้อมชุดไฟหน้าอัจฉริยะแบบ MULTIBEAM LED ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมความดุดันให้กับรถได้ ทั้งขณะเปิดหรือปิดไฟ พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeamซึ่งประกอบ ด้วยหลอดไฟLEDที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้มาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ในตัวเมืองด้วยความนุ่มนวล และสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

ดีไซน์ภายใน

   ถูกออกแบบโดยเน้นความหรูหรา ทันสมัย และกว้างขวาง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครอบครัวโดยเฉพาะ มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 550 ลิตร และสามารถบรรจุได้ถึง   1,600 ลิตรเมื่อพับเบาะที่นั่งด้านหลังลง การตกแต่งภายในของรุ่น GLC 220 d จะตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash woodพร้อมเบาะหนัง ARTICOสีดำแบบ Comfort   ที่ง่ายต่อการดูแลรักษา และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX(Mercedes-Benz User Experience)ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอ อินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถ โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ มีระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetoothสำหรับแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ในรุ่น   GLC 220 d AMG Dynamicจะเป็นระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sporty และProgressive และมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย

ด้านเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย 

   Mercedes-Benz GLC โฉมใหม่ รุ่นประกอบ   ในประเทศ มาพร้อมกับระบบDYNAMIC SELECTที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบคือECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORTที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายสะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORTและSPORT+เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น มีระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมPARKTRONICเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง รวมถึงติดตั้งระบบกันสะเทือนAGILITY CONTROLที่ช่วงล่างของรถยนต์เพื่อเสริมความนุ่มนวลในการขับขี่อีกด้วยนอกจากนี้ในรุ่น GLC 220 d AMG Dynamicยังได้ติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทางBurmester®รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ดียิ่งขึ้น อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC)ซึ่งทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจร(Blind Spot Assist) ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร เป็นต้น

Mercedes-Benz GLC Coupé ฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ

   ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว   ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน โดดเด่นด้วยการขับเคลื่อนแบบ 4ล้อ ที่สามารถตอบโจทย์  ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าที่ชื่นชอบ  การขับขี่ทั้งในเมือง และนอกเมือง Mercedes-Benz GLC Coupéโฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศไทย นำเสนอในรุ่น GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamicมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง4สูบ  และเกียร์อัตโนมัติ แบบ9G-TRONICความจุกระบอกสูบ   1,950ซีซีกำลังแรงม้าสูงสุดที่194แรงม้าที่3,800รอบ/นาทีแรงบิด400นิวตันเมตร      ที่ความเร็วรอบ1,600 - 2,800รอบต่อนาทีอัตราเร่ง0-100กม./ชม. ที่ 7.9 วินาที      ความเร็วสูงสุด217 กม./ชม. โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ ที่ดูปราดเปรียวจากลายเส้นโค้งเว้า     ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบภายในที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกัน   ก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิมรวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และระบบความปลอดภัยมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกท่าน

ดีไซน์ภายนอก

   มาพร้อมฝากระจังหน้าแบบ diamond radiator grille มีสัญลักษณ์โลโก้  เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลาง โคมไฟหน้าแบบ LED High-performanceที่มาพร้อม     ไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-opticเพื่อการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ เส้นสายหลังคา และลายเส้นด้านข้าง ถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้ายเน้นดีไซน์แบบเรียบหรู ล้ำสมัย เสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลัง และสง่างามไปพร้อมกัน ด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2ท่อ พร้อมด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling(กันชนหน้า-หลัง),ล้ออัลลอย    ดีไซน์สปอร์ตจาก AMGขนาด 19นิ้ว 5ก้านคู่ สีเงินสลับดำ, ระบบกันสะเทือนแบบ Sports suspension, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายใน

   มาพร้อมจุดเด่นภายในห้องโดยสาร อย่างแดชบอร์ดและคอนโซลกลางที่มี  ขอบลายเส้นที่ดูไหลลื่น โดยแผงคอนโซลที่มีขนาดใหญ่และถูกออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวนี้    วางทอดตัวยาวจากช่องลมระบบปรับอากาศบริเวณตรงกลางของแผงหน้าปัดลงมาจนถึง   พนักวางแขนบริเวณกึ่งกลางระหว่างเบาะที่นั่งของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งเส้นสายบริเวณแผงคอนโซลที่ดูเรียบง่ายแต่เร้าอารมณ์ช่วยให้ห้องโดยสารดูกว้างขวาง เรียบง่าย และ ล้ำสมัยยิ่งขึ้น แผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่เป็นระบบ All-Digital instrument display หน้าจอ   เรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.35 นิ้ว สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sporty และProgressive นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ พร้อมเสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น ด้วยระบบกันสะเทือน แบบ Sports suspension, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO,ฟังก์ชัน ECO start/stop,    ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ 2โซน, เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกหน่วยความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถ   พับได้แบบ Fully Foldedช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ ที่กว้างขวางด้วยความจุ 500-1,400ลิตร ซึ่งนับเป็นความจุที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์    กลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX(Mercedes-Benz User Experience)ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถโดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth,ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ตพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ชุดคันเร่ง และแป้นเบรกแบบสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต พรมปูพื้นพร้อมสัญลักษณ์ AMGและระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี

   ของ GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamicโฉมใหม่   มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive”เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับ ความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ   โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE®system,โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKEพร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist,ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light),ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS),ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST),ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control)และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC),เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC),กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง,ระบบช่วย การนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist),ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator),ระบบเตือนแรงดันยาง (Tyre pressure loss warning system)เป็นต้น พร้อมทั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) และ ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจร(Blind Spot Assist)ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz GLC Coupéโฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ

   นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่รองรับระบบ DYNAMIC SELECT  ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORTที่ช่วยให้    ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบาย, SPORTและ SPORT+เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับ    การขับขี่มากยิ่งขึ้น

·         Mercedes-Benz GLC 220 d รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,239,000บาท

·         Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamicรุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,699,000 บาท

·         Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamicรุ่นประกอบในประเทศราคา 4,040,000 บาท

 

NEW CARS : เอ็มจี เปิดตัว NEW MG HS รถยนต์ SUV ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จด้วยนิยาม “ELEGANCE”

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยจัดงานแถลงข่าวแนะนำ NEW MG HSรถยนต์ SUV    รุ่นล่าสุดที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิดELEGANCE” นิยามของ SUV ที่เหนือระดับเพื่อภาพลักษณ์ของความสำเร็จ สะท้อนรสนิยมและบ่งบอกความเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบของผู้ขับขี่  พร้อมยกระดับมาตรฐานรถ SUVไปอีกขั้นด้วยดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์   อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน โดยจะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่โชว์รูม รถยนต์เอ็มจีทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ และจะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม  เป็นต้นไป

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย)จำกัดเผยว่า  “ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ผ่านมา เอ็มจี ได้พิสูจน์ให้ลูกค้าคนไทยเห็นถึงความตั้งใจจริงของเราในการเดินหน้า           ทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เราได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มในเซ็กเม้นท์ (Segment) ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าในหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมรูปแบบการใช้งาน    ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น”

   “ในส่วนของตลาดรถยนต์ SUV นั้น เอ็มจี ได้เริ่มทำตลาดรถยนต์ในกลุ่มนี้ครั้งแรก โดยส่ง MG GS เข้ามาทำตลาดเมื่อ 3 ปีก่อน และต่อเนื่องด้วย MG ZS ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า สามารถสร้างการจดจำ ให้กับแบรนด์ เอ็มจี ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลัก (Key player) ทั้งในกลุ่ม B-SUV และ C-SUVในประเทศไทย โดยเฉพาะ MG ZS ที่ถือเป็นความสำเร็จในการสร้าง Segment ใหม่ที่มาจากความเฉพาะตัวของเอ็มจี   และกลายเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าคนไทย ผมจึงมั่นใจว่าการแนะนำ NEW MG HS”ในวันนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของเอ็มจีและตลาดรถยนต์ SUV ในประเทศไทยอีกครั้ง” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

   “NEW MG HS”เป็นยนตรกรรมที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นรถที่มีความสง่างามสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด “ELEGANCE” โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น ความสะดวกสบายเหนือระดับแบบรถซีดานหรูแต่ให้ความคุ้มค่า   ประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่า พร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยม อีกทั้งยังเหนือกว่าด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART และระบบความปลอดภัยที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

   “NEW MG HS”มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Cรุ่น D และรุ่นสูงสุด คือ รุ่น Xพร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่    สีแดง Scarlet Red สีขาว Arctic Whiteสีดำ Black Knight และ สีเงิน SilverMetallicทั้งนี้ ทางบริษัทจะทยอย ส่งมอบรถ NEW MG HSให้กับโชว์รูมเอ็มจี 110 แห่งทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ และบริษัทฯ จะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

Elegant Design: สง่างาม พร้อมสะกดทุกสายตา

   NEW MG HSได้รับการออกแบบด้วยความพิถีพิถันโดยผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ต     ได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถ    กระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ซึ่งมาพร้อมแนวคิด ‘Stella Magnetic Field ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่าง    สำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และไฟท้ายแบบ Space Light Field ยิ่งไปกว่านั้น     ยังมาพร้อมไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังที่แสดงผลไล่ระดับแบบ Sequentialเพิ่มความหรูหรายิ่งขึ้น   พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น D และ X และล้ออัลลอยด์ขนาด 17นิ้ว ในรุ่น C

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความโค้งมนโอบรับสรีระ พร้อมการเล่นระดับมีสไตล์และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ครอบคลุมทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  เพิ่มความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seatทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มีส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น  X) ในขณะที่เบาะหลังนั่งสบายปรับพับได้แบบ 60:40พร้อมพนักพิงปรับองศาได้และที่วางแขนขนาดใหญ่ โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟในห้องโดยสารแบบ Interactive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตูและสามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่ พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)  ขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตร เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทาง

   NEW MG HSมีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในขณะขับขี่อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function  Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัย   มัลติฟังก์ชั่นระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zoneและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push Startนอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า (Electric Liftgate) ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

Perfect Performance: สมรรถนะอันทรงพลังในแบบฉบับเทอร์โบ

   NEW MG HSมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch SportronicTransmission)แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที โดยสามารถทำความเร็ว 0 ถึง 100 ได้ในเวลาไม่ถึง   10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85โดยรุ่น X มาพร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง  4 โหมด คือ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โหมด Sport     เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และโหมด Customที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ นอกจากนี้   ยังมาพร้อมปุ่ม Super Sportบนพวงมาลัยที่ช่วยเร่งพลังการขับขี่ให้แรงขึ้น เพิ่มอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น

   NEW MG HSมาพร้อมช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspensionที่ให้ทั้งความสบายและความมั่นใจในการ ขับขี่ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut ที่ได้รับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ของลูกค้า     และช่วงล่างด้านหลังแบบ Multi-link ที่รองรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย

Smart Function: แตกต่างด้วยระบบอัจฉริยะที่ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ กับ i-SMART

   NEW MG HS มาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMARTเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี    ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Command ระบบสั่งการที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย ที่มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบเปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟ รวมถึงค้นหาจุดที่น่าสนใจ (Point Of Interest)ผ่าน Navigatorเพื่อวางแผนการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน MG Mobile Applicationบนสมาร์ทโฟน Smart Connectที่สามารถค้นหาเพลงฮิต เพลงดังผ่าน Online Musicและค้นหาร้านอาหารเด็ด  สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม แสดงผลการจราจร รวมถึงอัพเดตข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะ และตรวจเช็กรถได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการสั่งการล็อกหรือปลดล็อก ประตูรถ ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

   NEW MG HSให้ความปลอดภัยด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF(Full Space Frame)ที่แข็งแกร่งพร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรป หรือ Advanced Synchronized Protection System มากถึง 25 ระบบ ประกอบด้วยระบบSynchronized Protection System ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุม   การเบรกขณะเข้าโค้ง CBC(CurveBrake Control)ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP  (AntiRolling Program)ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)  และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย

·        ระบบช่วยเตือนการเปิดประตูDOW (Door Open Warning)

·        ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนLCA (Lane Change Assist)

·        ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาBSD (Blind Spot Detection)

·        ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA(Rear Cross Traffic Alert)

   รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย

·        ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC(Intelligent High-Beam Control)

·        ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)

·        ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)

·        ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)

·        ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) 

·        ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA(Lane Keep Assist) 

·        ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำTJA (Traffic Jam Assist) 

   นอกจากนี้ ยังเสริมความปลอดภัยให้อีกขั้นด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุด และเพิ่มมุมมองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ  (3D Around View Monitor)

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

   ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

 

NEW CARS : เลกซัส RX ใหม่ Unbounded Pleasure สุนทรียภาพที่ไร้ขีดจำกัด

 

 

 

 

 

 

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย มร.เคนจิ ซาคาอิ      ผู้ประสานงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด ร่วมเผยโฉมยนตรกรรมครอสโอเวอร์หรูระดับโลก เลกซัส RX ใหม่ “Unbounded Pleasure… สุนทรียภาพที่ไร้ขีดจำกัดที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันล้ำสมัย ผสานกับเอกลักษณ์การออกแบบที่ประณีต  พิถีพิถัน ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ควบคู่ปกับสมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม เมื่อวันที่ 19 กันยายน2562ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำเลกซัส RXใหม่ ยนตรกรรมครอส      โอเวอร์หรูระดับโลก ที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่ในใจของลูกค้าทั่วโลกมาตลอดระยะเวลากว่า 21ปี ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เลกซัส พิสูจน์ได้จากยอดขายทั่วโลกกว่า 2.9 ล้านคัน   ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวลงตัว มาพร้อมกับเทคโนโลยี     ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในชีวิตประจำวันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมและตอบสนองการใช้งานในแบบรถครอสโอเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

   เลกซัส RX ใหม่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Progressive Sophisticationที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอก   ที่สง่างามหนักแน่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคม โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของ   เลกซัส ให้ความรู้สึกทรงพลังมากยิ่งขึ้น ภายในประณีต พิถีพิถันในทุกการออกแบบ ผสานกับขีดสุดแห่งเทคโนโลยี   ความสะดวกสบายที่เหนือระดับ ในด้านสมรรถนะการขับขี่ เลกซัส RX ใหม่ ได้รับการพัฒนาช่วงล่างใหม่ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถ ส่งผลให้มีเสถียรภาพและการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ และยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลตามแบบฉบับของเลกซัส ประกอบกับระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plusเจเนอเรชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด BladeScan Adaptive High-beam System ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก สะท้อนอัตลักษณ์แห่งยนตรกรรมครอสโอเวอร์ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

   เลกซัส RX ใหม่...สะกดทุกสายตากับดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทรงพลัง พร้อมสมรรถนะที่เหนือระดับ

ภายนอก...สง่างาม ทรงพลังด้วยรูปลักษณ์แห่งผู้นำ

- กระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่…เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส ที่ออกแบบให้มีความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ดูหรูหราและดุดัน

- ไฟหน้าดีไซน์ใหม่…ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไฟหน้าของเลกซัส LCต้นแบบของภาพลักษณ์แห่งสายพันธุ์สปอร์ตของเลกซัส

- ขอบกระจังหน้ารมดำ…สะท้อนความสปอร์ตที่มีระดับ

- ไฟท้ายดีไซน์ใหม่พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LEDSequential...ไฟแสดงสัญญาณจะกระพริบจากด้านในเลื่อนสู่ด้านนอกของโคมไฟหน้า ดูหรูหรา มีระดับ 

- กันชนด้านหลังตกแต่งด้วยอลูมินัม...สปอร์ต ดุดันสะท้อนตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

ภายใน...หรูหรา ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีของการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ

- จอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาดใหญ่ 12.3นิ้ว…แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด ช่วยให้ควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้นทั้งจากตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า(เฉพาะรุ่น Premium และ F Sport)

- ระบบควบคุมส่วนกลาง Remote Touch Interface…สั่งงานได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเสมือนควบคุมสมาร์ทโฟน มอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

- รองรับ Apple Car Playและ Android Auto...สะดวกกับการควบคุมสมาร์ทโฟนของคุณผ่านหน้าจอทัชสกรีนของเลกซัส

- ระบบเปิดฝาท้ายไฟฟ้าพร้อม Kick Sensor...เปิดท้ายรถได้อย่างง่ายดาย แม้มีสัมภาระเต็มมือ โดยสอดเท้าเข้าไปใต้กันชนเพื่อเปิด-ปิดประตูท้ายได้อย่างอัตโนมัติ

เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับLexus Safety System Plus...มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

- ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ BladeScan Adaptive High-beam System (AHS)...ครั้งแรกของโลกกับเทคโนโลยีปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BladeScan ช่วยกระจายลำแสงไฟหน้ากับวัตถุด้านหน้ารถอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นในเวลากลางคืน และไม่รบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง

- ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Tracing Assist (LTA)...ระบบจะทำการส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว และยังช่วยประคองพวงมาลัยเพื่อไม่ให้รถออกนอกเลน

- ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control...ระบบควบคุมความเร็วให้คงที่    โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง โดยระบบจะตรวจวัดระยะห่างจากรถคันหน้าด้วยเรดาร์และกล้องบริเวณหน้ารถพร้อมลดและเพิ่มความเร็วอัตโนมัติให้สอดคล้องกับรถคันหน้า เพื่อคงระยะห่างที่ปลอดภัยอยู่เสมอ

   เลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมครอสโอเวอร์ระดับหรู

สีภายนอก 11 สี

§  Deep Blue Mica          

§  Sonic Titanium         

§  Black              

§  Graphite Black Glass Flake                                                                                                    

§  Red Mica Crystal Shine

§  Amber Crystal Shine (เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Premium)                                                                     

§  Ice Ecru Mica Metallic (เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Premium)

§  Terrane Khaki Mica Metallic(เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Premium)

§  Sonic Quartz (เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Premium)                                                     

§  Heat Blue Contrast Layering (เฉพาะรุ่น F SPORT)      

§  White Nova Glass Flake (เฉพาะรุ่น F SPORT)  

สีภายใน

    วัสดุแผงข้างประตู

• Black                                                             •3D Film(รุ่น Luxury)

• Ocher (เฉพาะรุ่น Luxury และรุ่น Premium)      • Shimamoku (รุ่น Premium)

• Flare Red (เฉพาะรุ่น F SPORT)                     • Aluminum (รุ่นF SPORT)

3รุ่นให้คุณเลือกครอบครอง            

ŽRX 300           รุ่นLuxury                     ขับเคลื่อนล้อหน้า            ราคา     4,230,000        บาท

           รุ่น Premium                 ขับเคลื่อนล้อหน้า            ราคา     4,740,000        บาท

           รุ่น F SPORT                ขับเคลื่อนสี่ล้อ                ราคา     5,350,000        บาท

ŽRX350h*

ŽRX 450h*

*สำหรับราคาของรุ่น 350hและ 450h สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ หรือสอบถามได้ที่ผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

   สำหรับลูกค้าที่จอง The New RXภายในเดือนกันยายน จะได้รับสิทธิพิเศษ Lexus Exclusive Packageทันที ซึ่งจะขยายระยะเวลาการรับประกันจากปกติ 4ปี เป็น 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมกับรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากมายอาทิ Lexus Concierge Serviceบริการเลขาส่วนตัวให้กับลูกค้า RX ทุกท่านและพิเศษสุดสำหรับลูกค้าปัจจุบันของเลกซัสจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม Lexus Exclusive PLUSซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการบำรุงรักษารวมถึงค่าอะไหล่ตลอดระยะเวลา 5ปี นอกจากนี้ยังมีแคมเปญฟรีเงินดาวน์พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% มอบให้แก่ผู้ที่สนใจจองรถ         ภายในงานและที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการตลอดเดือนกันยายนนี้

   เชิญสัมผัสยนตรกรรมครอสโอเวอร์หรูระดับโลก เลกซัส RXใหม่ วันที่ 20 – 22 กันยายน 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  www.lexus.co.th

 www.facebook.com/lexusthailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lexus RX ใหม่

 

 

NEW CARS : มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA3 ต้นแบบแห่งความสง่างาม เรียบหรูทุกมุมมองเสมือนงานศิลปะ บ่งบอกสไตล์พรีเมียม

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins”รถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งคัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More”เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและสมดุลในทุกสถานการณ์ ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ทำงานผสานกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plusที่ช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนมากยิ่งขึ้น มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่าย เริ่มต้น 969,000 บาท ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000กิโลเมตร*ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000กิโลเมตร**พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยกล่าวว่า การเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3 ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นยานยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากที่ได้เตรียมวางกลยุทธ์การตลาด และดำเนินการไปพร้อมๆ กันในทุกมิติ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูม และมอบนโยบายการให้บริการ การวางรูปแบบการสื่อสารใหม่ในช่องทางต่างๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทยอยลงสู่ตลาด เพื่อก้าวสู่ความเป็น “มาสด้า พรีเมียม” ที่ลูกค้าจะสามารถสัมผัสถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ อันเกิดจากความงดงามของการออกแบบที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้นด้วยความประณีตพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเฉพาะวัสดุเกรดคุณภาพ พร้อมสมรรถนะการขับขี่เพื่อส่งมอบความเพลิดเพลินและเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน

   ALL-NEW MAZDA3คือความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก เมื่อเราเริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ภารกิจสำคัญของ ALL-NEW MAZDA3จึงเป็นการสร้างความประหลาดใจ และความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลก แนวทางของการพัฒนา คือ “ความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก” การสร้างสรรค์รถยนต์ที่ทำให้เกิดความปรารถนาจากบุคคลใดๆ จึงต้องมีการสร้างคุณค่าใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เรามุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้โดยใช้หลักปรัชญาให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการปรับปรุงทุกๆ ด้าน ได้แก่ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ลดเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน ลดความกระด้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกถึงคุณภาพอันประณีต

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่าการส่ง ALL-NEW MAZDA3ลงสู่ตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของมาสด้า ประเทศไทย และทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segmentด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นในทุกองค์ประกอบ โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน ALL-NEW MAZDA3มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins”สามารถตอบโจทย์ทั้งคนโสดที่อยู่ในวัยทำงาน หรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มุ่งมั่นแสวงหาความสำเร็จให้กับชีวิต และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและครอบครัว การออกแบบ KODO designถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยยึดหลัก “Less is More” เน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน โดดเด่นสะดุดตาด้วยแสงและเงาจากธรรมชาติที่ตกกระทบบนตัวรถ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้ง ซีดาน 4 ประตู ที่เน้นความเรียบหรูใส่ใจในทุกรายละเอียด ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหา ตอบโจทย์ลูกค้าชื่นชอบความหรูหรา ส่วนฟาสท์แบค 5 ประตู โดดเด่นด้วยความสปอร์ต เน้นความเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลัง แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน แต่คอนเซ็ปต์การออกแบบ และรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

   เป้าหมายของวิวัฒนาการใหม่ของ KODOdesignคือ การแสดงออกถึงรูปแบบใหม่ของความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น ALL-NEW MAZDA3เป็นรูปแบบของกระบวนการผลิตครั้งแรกที่นำการออกแบบ KODO design มาผสานกับ“การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว” เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายที่สุดในทุกองค์ประกอบ ทิศทางของแสงและเงาสะท้อนให้เห็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แสงที่สะท้อนไปบนตัวรถทำให้เกิดการแสดงออกที่มีนัยสำคัญและน่าทึ่งเกินกว่าการออกแบบในรุ่นก่อนหน้า เป้าหมายอีกประการหนึ่งในการออกแบบ คือ การออกแบบรุ่นฟาสท์แบคให้อารมณ์มากกว่าเดิม ในขณะที่รุ่นซีดานมีเป้าหมายที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่หรูหรามากขึ้น

   เครื่องยนต์สกายแอคทีฟได้รับการพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-Gขนาด 2.0ลิตร ถูกพัฒนาให้สมรรถนะความแรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9กิโลเมตรต่อลิตร*

   เทคโนโลยีใหม่ของการขับขี่โดยใช้ปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ALL-NEW MAZDA3มาพร้อมแพลตฟอร์ม     เจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTUREที่ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล ต่อยอดไปสู่การพัฒนาตัวรถในหลายจุด เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทำให้การควบคุมการขับขี่ทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติเสมือนการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยพัฒนาตั้งแต่ยางรถยนต์ที่ซับแรงกระแทกจากพื้นถนน ขึ้นมาสู่ระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อแรงกระทำจากพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระจายแรงออกไปสู่โครงสร้างตัวถังอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องไปถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรักษาความสมดุลให้ใกล้เคียงกับท่วงท่าการเดินของมนุษย์ และช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่

ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถรับรู้ถึงความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus)โดยระบบจะปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้งและออกจากโค้งได้นุ่มนวล ลดอาการเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลของผู้ขับขี่ และการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร

   ห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งานภายในห้องโดยสารเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ผ่านการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมดในทุกรายละเอียดโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับ รองรับสรีระช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัวSเหมือนขณะเดิน เพื่อให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCDหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connectที่มาพร้อม Apple CarPlayโดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Displayแบบ Widescreen ขนาด 8.8นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commanderโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose®รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

   มาสด้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSEสำหรับ ALL-NEW MAZDA3ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advanceหรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support)ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA(Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)ที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะALH (Adaptive LED Headlamps)ที่ได้รับการพัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM(Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360°View Monitor)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS(Lane Departure Warning System)
  • ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA(Driver Attention Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC(Mazda Radar Cruise Control)
  • และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

   ALL-NEW MAZDA3มีให้เลือก 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)เฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู (และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น)

   ราคาจำหน่าย ALL-NEW MAZDA3ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน

-  ALL-NEW MAZDA3 รุ่น2.0C                 ราคา    969,000  บาท

-  ALL-NEW MAZDA3 รุ่น2.0S                ราคา  1,069,000 บาท

-  ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0SP             ราคา  1,198,000 บาท

หมายเหตุ

 * ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.

** ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

 ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection

   โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ www.mazda.co.thและ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The V-Class โฉมใหม่ มอบความสะดวกสบาย พร้อมดีไซน์เหนือระดับ

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด แนะนำ The V-Class โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุที่จะมาเติมเต็ม และตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทางของทุกคนในครอบครัว โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบายด้วยตัวถังใหม่แบบ Extra Long ช่วยให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้นมาพร้อมกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และระบบความปลอดภัย   อันล้ำสมัยเพื่อมอบความมั่นใจใทุกขณะการเดินทาง โดยนำเสนอทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่     V 220 d Avantgarde Premium ราคา 5,790,000บาทและV 220 d Business ราคา 3,990,000บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง33แห่งทั่วประเทศ

   มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“The V-Classเป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว   ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยดีไซน์ภายภายนอกของ The V-Classโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ส่วนดีไซน์ภายในเน้นการตกแต่งที่หรูหรามีระดับประณีตในทุกรายละเอียดอีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายมากขึ้นให้แก่ผู้โดยสาร ด้วยตัวถังแบบใหม่ Extra Long ช่วยเพิ่มขนาดในห้องโดยสารให้มีพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ The V-Class โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยภายใต้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมั่นใจในทุกขณะการเดินทางโดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น The V-Class โฉมใหม่ ทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ V 220 d Avantgarde Premium และ V 220 d Business”

The V-Classโฉมใหม่

   ดีไซน์ภายนอกของ The V-Class ได้รับการออกแบบให้มีลายเส้นสวยงาม แสดงให้เห็นถึง  ความกว้างขวางของตัวรถ พร้อมด้วยกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับช่องระบายความร้อน โดยรุ่น V 220 d Avantgarde Premium มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ไฟคู่หน้าแบบLED Intelligent Light System ระบบไฟหน้าที่ทำงานและปรับลำแสงอัตโนมัติตามสภาพ    การขับขี่กระจกมองหลังและมองข้างฝั่งคนขับที่สามารถปรับลดแสงสะท้อนแบบอัตโนมัติ      และระบบกันสะเทือนแบบ AGILITY CONTROL และรุ่น V 220 d Business มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 16นิ้วไฟหน้าแบบฮาโลเจนที่ทำงานโดยอัตโนมัติ และระบบกันสะเทือนแบบ Comfort และทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับประตูเลื่อนอัตโนมัติระบบไฟฟ้าซ้าย-ขวาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถด้วยปุ่มสัมผัสเพียงปุ่มเดียว

   ดีไซน์และห้องผู้โดยสารภายในได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางมากขึ้นด้วยตัวถังรถแบบ Extra Longและดีไซน์ที่มอบความรู้สึกความหรูหราอย่างมีระดับ The V-Class มาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมแป้นควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Direct Select Gearshift Paddles)

  • V 220 d Avantgarde Premiumมาพร้อมกับห้องโดยสารสีเบจ เบาะหุ้มหนัง Luganoสีเบจและจัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-3ที่นั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 3 ตำแหน่ง อีกทั้งยังมาพร้อมกับที่นั่งแบบ Luxury Captain Chair 1 คู่สำหรับที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 1 ที่สามารถปรับหัวหมอน พนักพิงและที่รองน่องด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง มีระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะ 3 ระดับ และฟังก์ชันนวดหลังที่ปรับได้ 3 โปรแกรม วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าแบบ pinstripe effect วัสดุบุเพดานสี porcelain และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ในห้องคนขับและระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ TEMPMATICในห้องโดยสารตอนหลังและเครื่องเสียงแบบ Audio 20CD ที่มาพร้อมแป้นควบคุมแบบสัมผัสเพื่อเพิ่มสุนทรียในการเดินทางให้มากขึ้นไปกว่าเดิม
  • V 220 d Businessมาพร้อมกับห้องโดยสารสีเทา เบาะผ้า Santiago สีดำ และจัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-2 วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าแบบ black piano-lacquer ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ TEMPMATICทั้งในห้องคนขับและในห้องโดยสารตอนหลังและเครื่องเสียงแบบ Audio 20USB

   ความปลอดภัยและเทคโนโลยีของ The V-Class โฉมใหม่ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ADAPTIVE ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-lock Braking System),ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration Skid Control), ระบบรักษาการทรงตัวกรณีมีลมขวางปะทะตัวรถด้านข้าง (Crosswind Assist),ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill-Start Assist), ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control), ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), ถุงลมนิรภัยด้านหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)โดยในรุ่น V 220 d Avantgarde Premium จะมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม ได้แก่ ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist), ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system), ระบบช่วยเตือนจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยเตือนให้ขับรถในช่องทาง (Lane Keeping Assist),ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลัง (Active Parking Assist with 360˚camera)

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ The V-Class โฉมใหม่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 163แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด  380 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,400-2,400 รอบ/นาทีและเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ      (7G-TRONIC PLUS) ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33แห่งทั่วประเทศ

  • V 220 d Avantgarde Premium ราคา 5,790,000บาท
  • V 220 d Business ราคา 3,990,000บาท
 

NEW CARS : เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ พร้อมจำหน่ายที่โชว์รูมทั่วประเทศ 4 ตุลาคม นี้ เผยราคาจำหน่ายและสเปกอย่างเป็นทางการ

 

 

 

 

 

 

 

 

   สไตล์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง และเทคโนโลยีอัจฉริยะของรถอเนกประสงค์เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ จะดึงดูดความสนใจของลูกค้าที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ทั่วประเทศ เมื่อเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ ในวันที่ 4 ตุลาคม นี้

   เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท คือ หนึ่งใน  รถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่มีความคุ้มค่าที่สุดในตลาด แคปติวา ใหม่ ช่วยให้ผู้ที่สนใจ  รถอเนกประสงค์ขนาดคอมแพคสามารถเป็นเจ้าของรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ได้ ส่วนลูกค้า  ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยและการใช้งานที่หลากหลายจากรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ก็สามารถเป็นเจ้าของ แคปติวา ใหม่ ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นและมีความคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด

   แคปติวาเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ลูกค้ารถอเนกประสงค์ต้องการ ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารที่กว้างขวาง รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มีหลากหลายฟังก์ชัน

   เชฟโรเลต ประเทศไทย เปิดเผยสเปกและราคาจำหน่ายรถอเนกประสงค์เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

·         รุ่น LSมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 999,000บาท (เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับรุ่น 7ที่นั่ง)

·         รุ่น LT ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท

·         รุ่นสูงสุด Premier ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

   เชฟโรเลตมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ มอบส่วนลด 40,000 บาท สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรกที่จองรุ่น LS และลงทะเบียนรับส่วนลดที่โชว์รูมเชฟโรเลต โปรแกรมเช็คระยะ 50,000 กิโลเมตร หรือ 30 เดือน แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สำหรับ      รุ่น LT และ Premier  นอกจากนี้ เชฟโรเลตยังมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% และฟรีประกัน    ชั้น 1 นาน 1 ปี สำหรับลูกค้า แคปติวา ใหม่ ทุกรุ่น*

   ข้อเสนอพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่จอง เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2562 ถึง 6 ตุลาคม 2562 เท่านั้น*

   ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง อเนกประสงค์ยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทันสมัย

   ภายในห้องโดยสารของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ได้รับการออกแบบอย่างประณีต และทันสมัยเหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอก พื้นที่กว้างขวางและเบาะนั่งที่สะดวกสบายสำหรับรุ่น 5 ที่นั่ง (รุ่น LS)หรือ 7 ที่นั่ง (รุ่น LT และ Premier)รองรับการบรรทุกและใช้งานหลากหลายรูปแบบ และสามารถจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 587 ลิตร

   ความกว้างขวาง โอ่โถง คือความประทับใจแรกที่สัมผัสได้ภายในห้องโดยสารของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ แนวหลังคาสูง และหลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ มอบความรู้สึกโปร่งสบายและมีชีวิตชีวา เปิดรับความงดงามของแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร พาโนรามิก ซันรูฟที่หรูหราและมีสไตล์ของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ เป็นหนึ่งในซันรูฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะรักแสงแดดหรือหลงใหลในแสงดาว เพียงแค่กดสวิตช์           พาโนรามิก ซันรูฟจะเปิดออกครึ่งหนึ่งจากความยาวทั้งหมด 0.82 เมตร ตัวกระจกยังถูกเคลือบ   เพื่อป้องกันความร้อนและรังสียูวี มาพร้อมม่านบังแดดอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ต้องการร่มเงาและความเป็นส่วนตัว

   ภายในของแคปติวา ใหม่ ได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสที่นุ่มนวลและดูสบายตาโดยรุ่น Premier มาพร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง ปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ Push Startจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลที่ปรับแต่งได้ อ่านได้ง่ายและเห็นชัดเจน

   แผงคอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสขนาด 10.4 นิ้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในแคปติวา ทุกรุ่นและสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง วิทยุ การควบคุมระบบปรับอากาศ การปรับแต่งระบบของรถ ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง และ        การเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่าน บลูทูธ/USB/AUXระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิงเชฟโรเลต ลิงค์ (Chevrolet Link) สามารถแสดงผลจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีระบบการใช้งานโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี และทำให้ผู้ขับขี่สามารถพูดคุยโทรศัพท์โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน และรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ (รองรับApple CarPlay ต้นปี 2563) 

   หน้าจอระบบสัมผัสของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ที่มีรูปทรงเหมือนแท็บเล็ต ยังแสดงผลจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา นำเสนอภาพรอบตัวรถแบบเรียลไทม์ รวมทั้งภาพมุมสูง ด้วยการใช้กล้องหลายจุดรอบคันเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถเข้าจอดได้อย่างปลอดภัย
ในพื้นที่ลานจอดรถ และตรอกที่คับแคบ เมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 20 กม.ต่อชม. จึงเหมาะกับ   การใช้งานบนท้องถนนในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

   เบาะไฟฟ้าหุ้มหนังสังเคราะห์สำหรับผู้ขับขี่ปรับได้ 6 ทิศทาง (รุ่น Premier) มอบความสะดวกสบายอย่างเหนือระดับขณะขับขี่ไม่ว่าบนทางตรงหรือขณะเข้าโค้ง สำหรับรุ่น LS มาพร้อมเบาะผ้ายีนส์สี Blue Denim ที่นั่งสบาย สวยงามและทนทาน

   ความสะดวกสบายของผู้โดยสารมาจากการที่เบาะที่นั่งแถวสองสามารถพับแบนราบแยกส่วนแบบ 60:40 และเบาะที่นั่งแถวสามพับแบนราบแยกส่วนแบบ 50:50 (รุ่น LT และ Premier) เพื่อการบรรทุกสัมภาระ ที่นั่งแถวสองของเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ยังมีความกว้างขวางของพื้นที่ช่วงขาและพื้นที่เหนือศีรษะ และยังสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าเพื่อให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งเบาะแถวสามได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น เบาะแถวสองยังสามารถเลื่อนไปด้านหน้าและด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายของผู้โดยสารทำให้มีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางเหนือกว่า นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศ ที่วางแก้ว ช่องชาร์จ USB ในทุกแถวที่นั่ง ใส่ใจความปลอดภัยได้มาตรฐานด้วยจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIXสำหรับผู้โดยสารตอนที่สอง

   เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ไม่เพียงมีห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบาย แต่ยังเงียบสงบเนื่องจากมีวัสดุดูดซับเสียงรบกวนอยู่ทั่วทั้งโครงสร้างตัวรถเพื่อลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ ลม และพื้นถนน ความเป็นเลิศในด้าน NVH (noise, vibration และ harshness) ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการฟังเพลงโปรดผ่านระบบเครื่องเสียง Infinity by Harman ลำโพง 9 ตัว (รุ่น LT และ Premier) หน้าจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสช่วยให้ผู้ใช้รถสามารถปรับแต่งและระบุตำแหน่งเสียงจากระบบเครื่องเสียงภายในห้องโดยสาร หากผู้โดยสารด้านหน้าต้องการฟังเพลงแต่ผู้โดยสารด้านหลังต้องการหลับพักผ่อน ก็สามารถใช้นิ้วสัมผัสบนหน้าจอเพื่อเลื่อนจุดแสดงตำแหน่งเสียง   บนหน้าจอดังกล่าวได้ทันที

   เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน เทอร์โบชาร์จเจอร์ 1.5 ลิตร    ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพและพละกำลังในการขับขี่ ทำงานร่วมกับระบบเกียร์แปรผันอัจฉริยะใหม่     ซีวีที 8 สปีด มอบประสบการณ์และสมรรถนะในการขับขี่ที่ลงตัวกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์   โดดเด่น และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

   “เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มาพร้อมสไตล์ที่ทันสมัย พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ความกว้างขวางโอ่โถงและปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ สิ่งเหล่านี้      เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาและตัดสินใจซื้อรถอเนกประสงค์ของลูกค้า” คุณเฮกเตอร์ บีจาเรียล ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

   เราต้องการมอบของขวัญพิเศษให้กับลูกค้า เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ กลุ่มแรกด้วยข้อเสนอพิเศษที่เราประกาศในวันนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2562 ถึง 6 ตุลาคม 2562 เท่านั้น

   “ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดของรถอเนกประสงค์แคปติวา ใหม่ ที่มาพร้อมความกว้างขวางสะดวกสบาย สไตล์ที่โฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เรียกได้ว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่มี       ความคุ้มค่าอย่างยิ่ง ตอบโจทย์ทั้งการใช้ในชีวิตประจำวันและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์    เรามั่นใจว่าลูกค้าในประเทศไทยจะชื่นชอบรถรุ่นนี้อย่างแน่นอน” คุณเฮกเตอร์ บีจาเรียล             ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวทิ้งท้าย

ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734 กด 5 หรือ  ที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตใกล้บ้านท่าน หรือwww.chevrolet.co.th/cars/captiva/suv-captiva.html

*ข้อกำหนดและเงื่อนไขเพิ่มเติม

1.     อัตราดอกเบี้ย 1.89%  สำหรับ All-New Captiva ทุกรุ่น กรณีชำระค่างวดแบบต้นงวด ดาวน์ 25%ผ่อน 48เดือน โดยดอกเบี้ยอาจต่างออกไปตามเงินดาวน์และระยะเวลาผ่อนชำระ ฟรีประกันภัยชั้น 1นาน 1  ปี บริษัท ธนชาต ประกันภัย โดยทุนประกันภัยไม่เกิน 80%ของมูลค่ารถ เบี้ยประกันภัยมูลค่า 20,000บาท สำหรับรถรุ่น LS, 22,000สำหรับรถรุ่น LT และ 24,000 บาท สำหรับรถรุ่น Premier เฉพาะผู้เช่าซื้อ และผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานเงื่อนไขธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และรับรถระหว่างวันที่ 4ตุลาคม 2562ถึง 31ธันวาคม 2562

2.     เงื่อนไขส่วนลด 40,000บาท เฉพาะรถ All-New Captiva รุ่น LS สำหรับลูกค้า 300ท่านแรกที่จองรถและลงทะเบียนรับส่วนลดที่โชว์รูมเชฟโรเลตที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10กันยายน 2562ถึง 6ตุลาคม 2562และรับรถระหว่างวันที่ 4ตุลาคม 2562ถึง 31ธันวาคม 2562

3.     เงื่อนไขโปรแกรมเช็คระยะ 50,000กิโลเมตร หรือ 30เดือน แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนจะครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ถูกกำหนดให้มีการเปลี่ยนตามตารางการบำรุงรักษารถยนต์ ที่ระบุไว้ในสมุดคู่มือการรับประกัน รวมการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน ผ้าเบรก และ แบตเตอรี่ 1ครั้ง รวมมูลค่า 21,006บาท เฉพาะรถ
All- New Captiva รุ่น LT และ Premier สำหรับลูกค้า 700ท่านแรกที่จองรถและลงทะเบียนรับส่วนลดที่
โชว์รูมเชฟโรเลตที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 10กันยายน 2562ถึง 6ตุลาคม 2562และรับรถระหว่างวันที่ 4ตุลาคม 2562ถึง 31ธันวาคม 2562

4.     การลงทะเบียนรับส่วนลดที่โชว์รูมเชฟโรเลตที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการตามข้อ 2และ ข้อ 3ลูกค้าต้องลงทะเบียนผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ โดย 1สิทธิ์ สามารถใช้ได้ในการซื้อรถ 1คัน กำหนด 1เบอร์โทรศัพท์ต่อการลงทะเบียน 1สิทธิ์

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ฉลองความสำเร็จกับขบวนคาราวาน โตโยต้าตะลุยเส้นทาง 5 ทวีป                    มร. ซูซูมุ มัตสึดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์... Read more...
MOTOR NEWS : จีเอ็ม ประเทศไทย คว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประเภทการบริหารงานคุณภาพ ประจำปี 2562                      จีเอ็มประเทศไทยผู้ผลิตรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโดรถอเนกประสงค์เชฟโรเลตเทรลเบลเซอร์และเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประจำปี2562... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red