Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEW CARS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ส่งมอบพลังแห่งการเลือกอย่างต่อเนื่อง กับยนตรกรรมรุ่นใหม่ตลอดทั้งสามแบรนด์ นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู X6 รวมทั้งข้อเสนอสุดพิเศษหลากหลายรุ่น โดยเฉพาะ บีเอ็มดับเบิลยู X1 ที่มาพร้อมแคมเปญ “JOY NOW, PAY NEXT YEAR”

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการมอบอิสระแห่งทางเลือก เสริมทัพยนตรกรรมอันหลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจด้วยรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sportใหม่ ที่ผสมผสานที่สุดแห่งจิตวิญญาณการผจญภัยตามสไตล์รถยนต์ Sports Activity Vehicleเข้าไว้กับรูปลักษณ์สะดุดตาของรถยนต์คูเป้ หลอมรวมเป็นสุดยอดรถยนต์ SAC ที่ปราดเปรียวและทรงพลัง บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupeใหม่ รวมไว้ซึ่งความดุดันอันคล่องตัวและความหรูหราไว้อย่างไร้ที่ติ และบีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sportรถยนต์แกรนด์ทัวเรอร์โฉมใหม่ที่ผสานสุดยอดความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และการใช้งานไว้ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว

ด้านมินิและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังคงเสริมแกร่งด้วยทัพยนตรกรรมอันหลากหลายเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่มาพร้อมกับระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน และข้อเสนอพิเศษมากมายจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับมอเตอร์ไซค์ตระกูล G, C, F และ R ที่คอมอเตอร์ไซค์ไม่ควรพลาด

 

   มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ทั่วโลกที่เรากำลังเผชิญร่วมกันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานและการสื่อสารของเรา แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้น เราจึงเดินหน้าเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ เพื่อมอบให้แฟนๆ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ตั้งตารอ นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังได้นำหลากหลายมาตรการด้านความปลอดภัยมาใช้ทั่วเครือข่ายสำนักงาน โรงงานผลิต และผู้จำหน่ายของเราทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์คุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้กับลูกค้าได้อย่างปลอดภัย พร้อมด้วยความสบายใจควบคู่คุณภาพระดับพรีเมียมอย่างที่ลูกค้าคาดหวัง

   “วันนี้ เราพร้อมเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู X6 เจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดของรถยนต์คลาส Sports Activity Coupeหรือ SAC รถยนต์ลูกผสมอันมีเอกลักษณ์คันนี้มาพร้อมกับบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความโดดเด่น ควบคู่กับสมรรถนะที่ทรงประสิทธิภาพและดีไซน์อันเหนือชั้น ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่ รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมาของรถยนต์ตระกูล M ก็พร้อมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในวันนี้ เช่นเดียวกับ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6 Gran Turismoที่มอบอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ด้วยตัวเลือกเครื่องยนต์เพิ่มเติม จึงเสริมที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ให้กับรถยนต์ GT รุ่นนี้ ด้านมินิ พร้อมเสนอ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่ปรับเปลี่ยนระบบส่งกำลังใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าเคยในราคาเดิม ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ขนทัพรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักขี่ได้อย่างดีที่สุด”

   “สำหรับลูกค้าที่เฝ้ารอข้อเสนอสุดพิเศษทุกเดือนมีนาคมจากงานมอเตอร์โชว์ เรายังพร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้งสามแบรนด์ให้ได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย” มร. บารากา กล่าวสรุป

   นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ยังได้ขยายช่องทางการจองออนไลน์ให้ครอบคลุมรุ่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การจองรถยนต์ที่สะดวกสบาย ราบรื่นให้แก่ลูกค้า พร้อมข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิก ก่อนจะรอรับการติดต่อกลับจากผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างเป็นทางการ โดยสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ลูกค้าจะสามารถจองออนไลน์ผ่านทาง shop.bmw.co.thซึ่งครอบคลุมรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ดังนี้ บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 2, บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 (320d และ 330e M sport), บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5, บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 6 GT (630i GT
M Sport), บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู M5, บีเอ็มดับเบิลยู M8, บีเอ็มดับเบิลยู i3s,
บีเอ็มดับเบิลยู X1, บีเอ็มดับเบิลยู X3, บีเอ็มดับเบิลยู X5 และบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ สำหรับมินิ ลูกค้าที่จองมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์www.mini.co.thจะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSIStandard)

   ราวสิบปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ได้สานต่อนวัตกรรมเพื่อเดินหน้าผสมผสานอัตลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ตอันโดดเด่นเข้ากับดีเอ็นเอแห่งความคลาสสิคสไตล์คูเป้ จึงก่อกำเนิดเป็นรถยนต์คลาส Sports Activity Coupe (SAC)รูปแบบใหม่ โดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 เจเนอเรชั่นที่สามนี้มาพร้อมกับดีไซน์อันเฉียบคมดุดันและภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมั่นใจ ทรงอำนาจ และความบึกบึนกำยำ

 

   ภายนอกตัวรถบีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่ กว้างขวางขึ้นกว่าเคย ด้วยความยาวตัวรถที่ 4,935 มิลลิเมตร ยาวขึ้นจากเคย 26 มิลลิเมตร พร้อมความกว้างที่ 2,004 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 15 มิลลิเมตร และความสูงที่ 1,696 มิลลิเมตร เตี้ยลง 6 มิลลิเมตร จากรถรุ่นก่อนหน้า ผสมผสานสัดส่วนที่ขยายออกอย่างปราดเปรียว เติมเต็มภาพลักษณ์กำยำทรงพลังยิ่งขึ้น ด้านระยะฐานล้อยาวขึ้นที่ 2,975 มิลลิเมตร มากกว่าเดิมถึง 42 มิลลิเมตร กระจังหน้ารูปไตขนาดใหญ่แบบกรอบเดี่ยวทำมุมรับกับไฟหน้าอย่างชัดเจนกว่าเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับไฟแบบส่องสว่าง “Iconic Glow” ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเป็นครั้งแรก พร้อมเสริมรูปลักษณ์ภายนอกให้หรูหราดูเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้น โดยแผงกระจังหน้าจะส่องแสงเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถยนต์ แต่ผู้ขับสามารถสั่งเปิดหรือปิดแสงกระจังหน้าได้ด้วยตัวเองเช่นกัน รวมทั้งยังเปิดใช้ในขณะขณะขับขี่ได้อีกด้วย

   บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 195กิโลวัตต์/265แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที จึงมอบแรงบิดสูงสุด 620นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ บีเอ็มดับเบิลยู X6 สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDriveเจเนอเรชั่นล่าสุด ส่งแรงบิดแบ่งล้อหน้าและหลังได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการในแต่ละสถานการณ์ด้วยความแม่นยำและความเร็วที่มากยิ่งขึ้น

   การตอบสนองแบบสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ถูกเสริมด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-linkส่งให้ช่วงล่างทรงประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แบบ เติมเติมสุดยอดความปราดเปรียวและการขับขี่ที่สะดวกสบายบนท้องถนน ทั้งยังช่วยยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงแม้ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ส่วนช่วงล่าง Dynamic Damper Control มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

   ด้านข้างตัวรถคงไว้ซึ่งสัดส่วนที่คุ้นเคยกันดีของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยเส้นสายลากผ่านซึ่งระบุถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนและหลังคาที่ทำองศาโค้งอย่างปราดเปรียว ล้ออัลลอย M ลาย Double Spoke น้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว มาพร้อมกับซุ้มล้อทรงแปดเหลี่ยมมน ส่วนช่องระบายอากาศสีเดียวกับตัวถังผสมผสานเข้ากับซุ้มล้อที่โดดเด่น เน้นย้ำรูปลักษณ์ภายนอกให้ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ส่วนท้ายรถของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มอบเค้าโครงอันแข็งแกร่งด้วยเส้นสายตัวถังที่ทรงพลัง เสริมความกำยำบึกบึนด้วยไฟท้าย LED ขนาดกว้างรูปตัว Lส่วนประตูท้ายรถผสานอย่างไร้รอยต่อเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นแนวขวางของตัวถังจนแทบมองไม่เห็น

   ภายในห้องผู้โดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เอ็กซ์คลูซีฟและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ดีไซน์บริเวณที่นั่งคนขับมาพร้อมกับการจัดวางแผงควบคุมแบบใหม่ที่ตอบรับกับปรัชญาอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ นอกจากนี้การออกแบบเบาะที่นั่งให้สูงขึ้นยังช่วยให้ผู้ขับสามารถตรวจสอบทุกการขับขี่ได้อย่างครอบคลุมที่สุดอีกด้วย ด้านแพ็คเกจชุดแต่ง M Sport เสริมมาดความปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ด้วยพวงมาลัย M Sportคันเร่ง M-specificภายในตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เพดานหลังคาภายในสี Anthracite นอกจากนี้ยังมอบการใช้งานที่หลากหลายด้วยพนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 ซึ่งสามารถพับเก็บเพื่อเพิ่มความจุของพื้นที่จากเดิม 580 ลิตร เป็น 1,530 ลิตร สำหรับอุปกรณ์เสริมไฮไลท์อื่นๆ ได้แก่ ฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือBMW Gesture Control ที่วางแก้วน้ำปรับอุณภูมิพร้อมการชาร์จแบบไร้สาย หลังคากระจกแบบ Panoramaและระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon

   นอกจากฟังก์ชันที่เพิ่มเติมมามากมาย ระบบภายในรถยนต์ยังทำงานอย่างทรงประสิทธิภาพในการเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัย อุปกรณ์มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professionalมากับระบบพวงมาลัยอัตโนมัติและระบบบังคับรถให้วิ่งอยู่ในช่องทางจราจร พร้อมเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันเหนือชั้น ระบบผู้ช่วยส่วนตัวในรถยนต์ BMW Intelligent Personal Assistantพร้อมมอบทุกความช่วยเหลือให้กับผู้ขับขี่ ส่วนระบบ BMW Live Cockpit Professionalในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ผสมผสานหน้าจอแสดงผลรุ่นใหม่และแนวคิดการใช้งานเข้ากับระบบการเชื่อมต่อที่ครบครันกว่าใคร บนแผงหน้าปัดและจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่
ราคาจำหน่าย:
17,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ไม่ซ้ำใครในสไตล์โฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล M ที่โลดแล่นด้วยความเฉียบคมอย่างเหนือชั้น ที่สุดแห่งความปราดเปรียวในทุกสภาวะการขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล M ส่งพละกำลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ เสริมความแรงด้วยเทคโนโลยี M TwinPower Turbo มอบกำลังสูงสุด 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,860 รอบต่อนาที โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.2 วินาที เครื่องยนต์นี้ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic8 จังหวะพร้อมเทคโนโลยี Drivelogic กระจายกำลังลงสู่สี่ล้อด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยี M xDrive พร้อมระบบระบายความร้อนเพื่อควบคุมอุณภูมิในห้องเครื่องให้เหมาะสมตลอดเวลา ทั้งขณะขับขี่ในชีวิตประจำวันและขณะโลดแล่นด้วยความเร็วสูงบนสนามแข่ง

   ปุ่ม Drivelogic ในดีไซน์ใหม่ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดเกียร์ได้ 3 โหมดตามสไตล์ที่ชื่นชอบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ความสปอร์ตและปราดเปรียวยิ่งขึ้นในการขับขี่ เสริมความสปอร์ตด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบ M พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่เน้นการถ่ายเทกำลังลงสู่ล้อหลัง ทำงานเข้าจังหวะกับระบบเฟืองท้าย Active M เพื่อผสานการกระจายกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่ท้องถนนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมาพร้อมช่วงล่าง Adaptive M ควบคุมระบบโช้กอัพด้วยไฟฟ้า และพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ M ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ การทำงานร่วมกันระหว่างระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDriveและระบบเฟืองท้าย Active Mยังสร้างโหมดการขับขี่แบบ M Dynamicที่มอบความเป็นอิสระแก่ล้อให้สามารถ
ดริฟท์เข้าโค้งได้อย่างถึงใจยิ่งขึ้น

   ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่มอบความหรูหราเหนือระดับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้รับการออกแบบมาเพื่อสอดรับกับรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ตั้งแต่กระจังหน้าทรงไตคู่ที่มาพร้อมแท่งโครเมียมสีดำเงาแบบคู่ เช่นเดียวกับรถในตระกูล M รุ่นอื่น ๆ แต่ประดับความพิเศษด้วยโลโก้ M8 พร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ 3 ช่อง ที่นอกจากจะเสริมลุคสปอร์ตสะดุดตาแล้ว ยังช่วยระบายการถ่ายเทอากาศในเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบเบรก ไฟหน้าทรงเรียวยาวมอบความรู้สึกดุดันตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น และยังมาพร้อมระบบไฟหน้า BMW Laserlight ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Star Spoke รูปลักษณ์ที่สื่อถึงความโฉบเฉี่ยวและความเอ็กซ์คลูซีฟของสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล M นี้ยังมาพร้อมซุ้มล้อหน้าขนาดใหญ่ ช่องระบายอากาศด้านข้างแบบ M กระจกรถได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ สปอยเลอร์หลัง กระโปรงท้ายและชิ้นส่วนกันชนด้านล่างโดดเด่นยิ่งขึ้นในสีตัดกัน หลังคาคาร์บอน
ไฟเบอร์ (CFRP)แบบ double-bubble สะท้อนถึงสไตล์รถแข่งสุดคลาสสิก

   ภายในห้องโดยสารผสานดีไซน์เฉพาะตัวแบบ M เข้ากับความหรูหราทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้และคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมกุญแจ BMW Display Keyหน้าจอ BMW Head-Up Displayที่แสดงข้อมูลเฉพาะสำหรับตระกูล M เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professional ระบบช่วยนำเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น PlusระบบBMW Live Cockpit Professionalที่มาพร้อมระบบนำทางและระบบผู้ช่วยส่วนตัวBMW Intelligent Personal Assistantทันสมัยด้วยหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้วด้านหลังพวงมาลัย และหน้าจอ Control display ขนาด 10.25 นิ้ว

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมการออกแบบปุ่ม Setup บริเวณคอนโซลกลางแบบใหม่ ที่ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงการตั้งค่าเครื่องยนต์ ช่วงล่าง พวงมาลัย ระบบขับเคลื่อน M xDrive และระบบเบรกได้อย่างง่ายดาย เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพท้องถนนและสไตล์การขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล และยังเพิ่มปุ่ม M Mode เพื่อปรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ และการแสดงผลบริเวณแผงหน้าปัดและจอ Head-Up Displayรวมถึงเลือกตั้งค่าการขับขี่แบบ ROAD, SPORT และ TRACK

 

บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport(โปรไฟล์ใหม่)
ราคาจำหน่าย: 4,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sportยกระดับความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมห้องโดยสารที่โอ่อ่ากว้างขวางเพื่อความผ่อนคลายในการเดินทาง มาในเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sport Steptronicส่งพละกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ /258 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที จึงเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งสู่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมีช่วงล่างแบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

   ดีไซน์ภายนอกสื่อถึงเอกลักษณ์ที่สะดุดตาและทรงพลัง สัดส่วนที่ลงตัวและสง่างามตามเส้นสายบนตัวรถ มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LEDปรับตามทิศทางหมุุนของพวงมาลัย และกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู หลังคาลาดต่ำในสไตล์คูเป้บรรจบกับส่วนท้ายของรถ ไฟท้ายในดีไซน์สามมิติโดดเด่นสะกดสายตา เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแอโรไดนามิกส์แบบ M

   ในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sportออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ พื้นที่โดยสารโอ่อ่ากว้างขวาง เบาะที่นั่งคนขับยกสูงเพื่อวิสัยทัศน์ที่กว้างรอบด้านยิ่งขึ้นของผู้ขับขี่ การจัดวางปุ่มควบคุมต่าง ๆ อยู่บนพื้นฐานของหลักการยศาสตร์ เพื่อมอบความพึงพอใจยิ่งขึ้นระหว่างขับขี่ เส้นสายการออกแบบและวัสดุแสดงถึงความประณีตและความเหนือระดับ เบาะที่นั่งด้านหลังกว้างขวางสะดวกสบาย มาพร้อมกระโปรงท้ายที่เปิดปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า พนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 ยังสามารถพับให้ราบได้ด้วยปุ่มในกระโปรงท้าย ฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้นในโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

   บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบความบันเทิงที่ครบเครื่องอย่างไม่มีใครเทียบ แผงคอนโซลหน้ามาพร้อมกับหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอระบบสัมผัส Control Display ความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว มอบความสะดวกสบายด้วย BMW ConnectedDrive มาพร้อมระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) กล้องรอบทิศทาง (Surround View Camera) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control) ทั้งยังเสริมความล้ำสมัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนและป้องกันการชนที่ครอบคลุมทั้งยานพาหนะและคนเดินถนน ระบบสนับสนุนการควบคุมพวกมาลัยและการเปลี่ยนเลน พร้อมฟังก์ชั่นป้องกันการชนด้านข้าง ระบบแจ้งเตือนรถตัดหน้า ระบบ Evasion Aid ที่ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่รถคันหน้าเบรกกะทันหัน ระบบควบคุุมความเร็วคงที่พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมไปถึงการจอดรถยนต์โดยควบคุมด้วยกุญแจ (Remote Controlled Parking) และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ BMW Head-Up Display

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่)
ราคาจำหน่าย: 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSIStandard)

   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ใหม่ มาในรูปลักษณ์ปราดเปรียวและคลาสสิกในสไตล์คันทรีแมน ภายนอกและภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน เพิ่มความหรูหรา ภายในรถมาพร้อมกล้องมองหลังและระบบ Parking Assistant ช่วยให้จอดรถได้ง่ายดาย และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เช่นเดียวกับในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อม Paddle Shift พวงมาลัยหนังแท้สไตล์ MINI Yours แบบสปอร์ตพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น และล้ออัลลอยสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้ว ขับขี่ได้สนุกทันใจแบบมีสไตล์

   ห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ MINI Yours Piano Black Illuminated สีดำมันวาว มาพร้อมไฟสีที่แต่งแต้มห้องโดยสารเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมด้วยเครื่องเสียงชั้นเลิศจาก Harman Kardon ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อการเดินทางที่สุนทรีย์ยิ่งขึ้น

   ด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีในห้องโดยสารเครื่องบินเจ็ท ผู้ขับขี่มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม จะสามารถมองเห็นข้อมูลการขับขี่ เช่น ความเร็วของรถยนต์ โดยที่ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยบนท้องถนน ส่วนหน้าจอระบบสัมผัสดีไซน์ใหม่ขนาด 8.8 นิ้วจะอยู่บริเวณกลางแผงคอนโซล พร้อมระบบ MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง แสดงพิกัดของรถ และข้อมูลต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

   มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6กิโลวัตต์ชั่วโมงตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18มิลลิเมตร

   ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอีทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน

   มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน และรองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น

   แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-chargingจะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

   ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

   ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมเส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฎบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Corona พร้อมยางรันแฟลตที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

บีเอ็มดับเบิลยูG 310 R

ราคาจำหน่าย: 209,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

สีพิเศษ 214,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R เป็นรถมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์จากบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดต่ำกว่า 500 ซีซีด้วยเครื่องยนต์หนึ่งสูบที่มีน้ำหนักเบาแต่สมรรถนะสูง ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ upside-down fork พร้อมช่วงล้อสั้นที่ให้ความคล่องตัวแต่ออกแบบให้มีสวิงอาร์มที่ยาวเพื่อเพิ่มความสมดุลในการขับขี่ ที่นั่งสูงจากพื้นเพียง 785 มิลลิเมตร ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ในท่วงท่าที่สะดวกสบายส่วนหัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R คือเครื่องยนต์หนึ่งสูบ 313 ซีซี ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบบหัวฉีดน้ำมันแบบไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 25 กิโลวัตต์/34 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 28 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที จึงสามารถขับเคลื่อนตัวถังที่มีน้ำหนักเบาเพียง 158.5 กิโลกรัมได้อย่างคล่องตัว

บีเอ็มดับเบิลยูG 310 GS

ราคาจำหน่าย:THB 219,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

สีพิเศษ 234,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู G 310GSถือเป็นรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นที่สองต่อจากบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ที่ใช้เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 313 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นเดียวกัน ล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว และระบบกันสะเทือนหน้าที่มีขนาดยาว ยังช่วยให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่านั่งหลังตรงที่ผ่อนคลาย พร้อมช่วยในการบังคับทิศทางที่คล่องแคล่วและแม่นยำอีกด้วย

   สำหรับระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู G 310 GS ใหม่ มีความคล้ายคลึงกับบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ด้วยเฟรมตัวถังเหล็กกล้า และท้ายรถแบบ bolt-on ที่มีความทนทานและแข็งแกร่ง อันเป็นปัจจัยสำคัญทำให้รถมอเตอร์ไซค์คันนี้โดดเด่นทั้งในเรื่องของเสถียรภาพในการขับขี่และความแม่นยำในการบังคับทิศทาง นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 GS ใหม่ ยังพกระบบช่วงล้างล้อหน้าแบบ upside-down fork มาคู่กับระบบช่วงล่างล้อหลังแบบสวิงอาร์มอลูมิเนียมเดี่ยวและสปริงที่ติดตั้งบนสวิงอาร์มโดยตรง

บีเอ็มดับเบิลยูC 400X
ราคาจำหน่าย:349,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

Exclusive Style379,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ ผสมผสานเสน่ห์และความคล่องตัวของสกู๊ตเตอร์เข้ากับความหรูหราระดับพรีเมียมในแบบของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เพื่อมอบทั้งความสะดวกสบายในการฟันฝ่าการจราจรในเมืองและความสนุกสนานในทุกขณะ โดดเด่นจากด้านหน้าด้วยไฟ LED ในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ และแผงกันลมในขนาดที่พอดี ส่วนช่องเก็บของแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วนเพื่อความสะดวกสบายและเป็นระเบียบ พร้อมด้วยช่องเก็บหมวกกันน็อก Flexcase ที่พับเก็บอยู่ใต้เบาะแบบตอนเดียว ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ตอบได้ทุกโจทย์ในชีวิตประจำวัน และยังพร้อมรับมือกับการเดินทางไกลได้อีกด้วย ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หนึ่งสูบที่พัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งเน้นความประหยัดน้ำมันโดยเฉพาะ มอบพละกำลังสูงสุด 25 กิโลวัตต์ / 34 แรงม้า ลงสู่ล้อหลังด้วยระบบเกียร์ CVT และสวิงอาร์มที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและมอบความนุ่มสบายในขณะขับขี่ พร้อมเสริมความสะดวกสบายด้วยหน้าจอ TFT Screen ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อม BMW ConnectedRide ที่สามารถเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนและหมวกกันน็อกที่รองรับระบบบลูทูธได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT

ราคาจำหน่าย: 399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมสมรรถนะการขับขี่แบบทัวริ่งในสไตล์แกรน ทัวริสโม ให้เพลิดเพลินทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ระยะใกล้หรือไกลนอกจากเฟรมเหล็กกล้าที่มอบความแข็งแกร่งให้กับระบบช่วงล่างเช่นเดียวกับในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X แล้ว
บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ยังมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังแบบสปริงสตรัทคู่ พร้อมด้วยดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และระบบ ABS เพื่อมอบความปลอดภัยด้วยแรงเบรกแบบเต็มประสิทธิภาพตอกย้ำความเป็นแกรนทัวริสโมด้วยกระจกบังลมที่ได้รับการออกแบบมาให้สูงกว่าบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X และช่องเก็บของแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วนเพื่อความสะดวกสบายและเป็นระเบียบ พร้อมด้วยช่องเก็บหมวกกันน็อก Flexcase ที่พับเก็บอยู่ใต้เบาะแบบตอนเดียว อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพนักพิงแยกบนที่นั่งสำหรับผู้ขับขี่ และบอร์ดวางเท้าสำหรับผู้โดยสาร ให้ขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ตอบได้ทุกโจทย์ในชีวิตประจำวัน

 

บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS

ราคาจำหน่าย: 499,000บาท สำหรับสี Austin Yellow Metallic (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

                       539,000บาท สำหรับสี Stereo Metallic Matt (Exclusive Style)  

                        (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS ได้รับการออกแบบมาเพื่อสิงห์นักบิดขาลุยผู้หลงใหลในจิตวิญญาณและรูปลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ มาพร้อมที่นั่งที่ได้รับการออกแบบให้มีตำแหน่งต่ำลง ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียงขนาด 853 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พกพากำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ / 77 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู
F 750 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GSมาในโครงสร้างเฟรมเหล็กกล้าแบบ monocoque เพื่อความแข็งแกร่งในการต้านทานแรงบิดและการขับขี่ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนล้อหน้าและล้อหลังสามารถตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก และสวิงอาร์มคู่อะลูมิเนียมพร้อม Central Spring strut พร้อมปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค อีกทั้งยังสามารถขับขี่ได้อย่าง

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS

ราคาจำหน่าย: 575,000บาท สำหรับสี Light White Uni (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

                        615,000บาท สำหรับสี Pollux Metallic Matt (Exclusive style)

                        (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS มาพร้อมพละกำลังของเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 853ซีซี เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS แต่ทรงพลังกว่าด้วยกำลัง 70กิโลวัตต์ / 95แรงม้า ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที โดยในรุ่น Exclusive Style มาพร้อม Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่ ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย อาทิ Dynamic ESA, Dynamic Traction Control (DTC), Keyless Ride และ ABS

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure

ราคาจำหน่าย: 675,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักผจญภัยที่มองหาเพื่อนสองล้อคู่ใจในการออกสำรวจโลกด้วยมุมมองที่แปลกใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 853 ซีซี ส่งกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ / 95 แรงม้า ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ได้รับการตั้งค่าแกนข้อเหวี่ยงแบบ 90 องศา และองศาการจุดระเบิดที่ 270/450 องศาเพื่อให้เครื่องยนต์มีเสียงที่ทรงพลังและเร้าใจยิ่งขึ้น

   บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ทำงานคู่กับเกียร์ 6 สปีดที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้ขับขี่ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลายของนักบิดด้วยโหมดการขับขี่ ‘Rain’ และ ‘Road’ พร้อม Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่ ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย อาทิ Dynamic ESA, Dynamic Traction Control (DTC) และ Keyless Ride ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบเบรก ABS มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และระบบ ASC (Automatic Stability Control) พร้อมไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Dynamic Brake Light) มาพร้อมกระจกกันลมขนาดใหญ่ขึ้น สามารถปรับได้ 2 ระดับ รวมถึงการ์ดแฮนด์ เพิ่มการป้องกันจากสภาพลมและฝนให้แก่ผู้ขับขี่ อุปกรณ์พื้นฐานยังมีไฟหน้า LED ที่วางเท้าแบบเอนดูโร่ คันคลัทช์และเบรกปรับได้ โครงป้องกันเครื่องยนต์ และที่วางสัมภาระด้านท้ายในวัสดุสแตนเลสสตีล

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS (Limited Edition)

ราคาจำหน่าย: 1,085,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS (Limited Edition) HP Style

ราคาจำหน่าย: 1,105,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   เอ็มดับเบิลยู R 1250 GS สานต่อเอกลักษณ์ความทรงพลัง ผสานกับสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ตอบโจทย์นักผจญภัยที่ต้องการท่องโลกกว้างทุกรูปแบบ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ลูกสูบนอน 2 สูบ ขนาด 1,254 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ มอบพละกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ช่วยให้รถมีสมรรถนะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางหรือช่วงปลาย นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

   ระบบกันสะเทือนล้อหลังมีสวิงอาร์มอะลูมิเนียมเดี่ยวที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค ส่วนระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA นั้นจะปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้ฉับไว ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน ทำให้ขับขี่สบาย และบังคับตัวรถได้ดี โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS มาพร้อมโหมดการขับขี่สองแบบคือ ‘Rain’ และ ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ  ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ เสริมด้วยระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC)และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control)เพิ่มความปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBCช่วยให้เบรกหลังทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ยังบังคับรถและควบคุมได้ในทุกสภาวะการขับขี่ ฟังก์ชั่นเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับสนุก เพิ่มความปลอดภัย และมั่นใจในทุกเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GSAdventure(Limited Edition) รุ่น Exclusive Style และ HP Style

ราคาจำหน่าย: 1,174,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยูR 1250 GS Adventure สะท้อนดีเอ็นเอของนักผจญภัยด้วยสมรรถนะเต็มพิกัดเพื่อการขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง มาพร้อมโหมดการขับขี่สองแบบคือ ‘Rain’ และ ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ  ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’

   สำหรับดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ใหม่ นั้นได้แสดงเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สายผจญภัยได้อย่างโดดเด่น ขนาดตัวด้านกว้างนั้นกว้างกว่าบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS อย่างชัดเจน ขยายขนาดกระจกบังลมด้านหน้าให้กว้างขึ้นและสูงขึ้น ปรับระดับได้ ลดลมปะทะได้ดีขึ้น เสริมด้วยการ์ดแฮนด์ แข็งแรงทนทาน และชุดแครชบาร์ด้านข้างเพื่อป้องกันการกระแทก ส่วนตัวถังน้ำมันปรับให้จุมากขึ้นถึง 30 ลิตร เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะไกล มาพร้อมไฟหน้า LED สะดุดตา ล้อซี่ลวด ลาย Cross Spoke และชุดกล่องสัมภาระอะลูมิเนียม(Aluminum Panniers) 3 ใบ ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GSและบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventureต่างมาพร้อมกับจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อ ทั้งยังมาพร้อมกับ BMW Motorrad Multi-Controller ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงการทำงานของรถและการเชื่อมต่อได้สะดวก

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู*: ยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็นเวลา 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร พร้อมรับฟรี ลำโพง Bowers & Wilkins

ลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตั้งแต่วันนี้ และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับข้อเสนอพิเศษ ได้แก่

1.    เมื่อซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นพร้อมซื้อโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กิโลเมตร จะได้รับการอัพเกรดระยะเวลาบำรุงรักษาเป็น 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร และการรับประกันรวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Service เป็นระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

2.    บีเอ็มดับเบิลยู ขยายช่องทางการจองรถยนต์มากมายหลากหลายรุ่นผ่านทางออนไลน์ที่  shop.bmw.co.th. โดยลูกค้า 200 ท่านแรกที่ทำการจองรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ภายในวันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับลำโพงBowers & Wilkinsฟรี

3.    ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น**รับฟรี แท่นชาร์จ BMW Wallboxพร้อมฟรีค่าติดตั้ง

4.    นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่นแบบสินเชื่อผ่านบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย จะได้รับประกันภัยชั้นหนึ่ง 3 ปี ฟรี

5.    สำหรับลูกค้าที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู X1ทุกรุ่นรับข้อเสนอดาวน์ 0% พร้อมเว้นผ่อนชำระได้จนถึงสิ้นปี 2563 จากแคมเปญ  “JOY NOW, PAY NEXT YEAR”เมื่อซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูX1แบบสินเชื่อผ่านบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้ ลูกค้าจะสามารถขยายระยะเวลาการผ่อนจ่ายงวดแรกไปได้ถึงเดือนมกราคม 2564 เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้าทุกท่านในช่วงนี้โดยเฉพาะ

6.    แคมเปญLoyalty สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู สามารถนำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ท่านเป็นเจ้าของ รุ่นใดก็ได้ มาเปลี่ยนเป็น บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู X3 ได้ในมูลค่าที่สูงกว่าทั่วไป

ข้อเสนอพิเศษจากมินิ*: 30 นาทีทอง MINI Flash Deal เฉพาะในวันที่ 25มีนาคม เวลา 20.10-20.40 น. เท่านั้น 

1.     มินิ ประเทศไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษ 30 นาทีทอง สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ https://bit.ly/33pwkmnตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 มีนาคม เวลา 15.00 น.เท่านั้น โดยลูกค้าจะสามารถรับข้อเสนอพิเศษเมื่อซื้อมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.mini.co.thในวันเดียวกัน ตั้งแต่เวลา 20.10-20.40 น. เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

2.     สำหรับผู้ที่จองมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 มีนาคม 2563 และมีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับฟรี

·         ประกันภัยชั้นหนึ่ง หนึ่งปีเต็ม

·         ประกันสุขภาพโควิด-19

·         ตัวกรองอากาศ MINI Fine Dust Filter

   ลูกค้าที่จองรถยนต์มินิ (เฉพาะรุ่นที่กำหนดเท่านั้น) ตั้งแต่วันนี้ และมีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับการยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา MSI จากระยะเวลา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร เป็น 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด: 3ASY RIDE

   ลูกค้าที่จองมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดรุ่นที่กำหนดด้วยการผ่อนชำระ และมีกำหนดส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2563 จะได้รับฟรี โปรแกรมบำรุงรักษาBMW Motorrad Service Inclusiveระยะเวลา 3 ปี*** และการรับประกัน 3 ปี พร้อมข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย

ข้อเสนอพิเศษสำหรับมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ได้แก่:

1.    บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R / G 310 GS ผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 3,XXXบาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3 เดือน

2.    บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X / C 400 GTผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 5,XXX บาท

3.    บีเอ็มดับเบิลยูF 750 GS / F 850 GSผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 7,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3 เดือน

4.    บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GSAผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 10,XXX บาท

5.    บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS / R 1250 GSAผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 17,XXX บาท

6.    บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS / R 1200 GSA ผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 15,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 8 เดือน

7.    บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 RT ผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 20,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3เดือน

8.    บีเอ็มดับเบิลยู F 800 Rผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 7,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3เดือน

9.    บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 Rผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 17,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3เดือน

10.  บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R / S 1000 XR / S 1000 RR (2018) ผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 10,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 3เดือน

11.  บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pureผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 13,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 2เดือน

12.  บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Racer / R nineT Scrambler / R nineT Urban G/S / R nineTผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 15,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 1เดือน

13.  บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 Grand Americaผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นที่ 26,XXX บาท พร้อมเว้นผ่อนชำระนาน 1เดือน

 

*บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

**ไม่รวมบีเอ็มดับเบิลยู i

***ไม่รวมบีเอ็มดับเบิลยู C 650 GT, C 650 Sport, R 1250 RTและ K 1600 B

 

NEW CARS : เอ็มจี ส่งสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS เขย่าตลาด ชูคอนเซ็ปต์ “SMART UP” พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เจเจ – กฤษณภูมิ” สะท้อนไลฟ์สไตล์สมาร์ทอย่างสมบูรณ์แบบ

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG ZS โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ  ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเอสยูวี ด้วยอีกขั้นของยนตรกรรมภายใต้นิยาม “SMART UP”ยกระดับสู่การเป็น “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” โดยมีนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง “เจเจ - กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม”เป็นพรีเซนเตอร์คนแรก ที่จะมาถ่ายทอดดีเอ็นเอของความสมาร์ทได้อย่างสมบูรณ์แบบ  และถือเป็นครั้งแรกของเอ็มจีกับการเปิดตัวรถในรูปแบบออนไลน์ ที่สามารถรับชมได้พร้อมกันทั่วประเทศไทย             โดยมีแผนเผยโฉมอย่างเป็นทางการสู่สาธารณชน ณ โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายนนี้

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ในปี พ.ศ. 2560 เราได้แนะนำรถเอสยูวีรุ่น NEW MG ZS สู่ตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วยแนวคิด ที่ต้องการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ หรือ สมาร์ทคาร์ โดยสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ ในเมืองไทยจากการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะระบบแรก  และระบบเดียวในโลกที่รองรับการสั่งการในรถด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมดีไซน์ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัย  ที่ครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทำให้เราสามารถะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก หรือ B-SUVด้วยยอดขายสะสมที่มากกว่า 30,000คันภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง

   ในครั้งนี้ เอ็มจี ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว NEW MG ZSโฉมใหม่ ที่ยกระดับไปอีกขั้น และให้ความสมาร์ทและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “SMART UP”กับภาพลักษณ์ของการเป็น “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกด้าน โดยนอกจากการดีไซน์ใหม่ของทั้งด้านหน้าและท้ายรถให้ดูโฉบเฉี่ยว เสริมความสปอร์ตและแฝงความหรูหราที่มากขึ้นแล้ว                    NEW MG ZSยังมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีดซึ่งทำให้การตอบสนองต่อการขับขี่   มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMARTที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Emergency Call ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงาน ด้วยการโทรและส่งข้อความ            ระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้ เพิ่มโอกาสการรับความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉิน รวมทั้งมีระบบ   ความปลอดภัยที่ให้มากกว่าเดิมทั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor)   และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน โดยการเปิดตัว NEW MG ZSในครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรก ที่จัดเปิดตัวในรูปแบบออนไลน์ ผ่านช่องทาง Facebook official page : MG Thailand ที่สามารถรับชมพร้อมกันได้ทั่วประเทศไทย”

   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัว “เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม”นักร้องและแสดงชั้นนำ ในฐานะพรีเซนเตอร์  คนแรกของ NEW MG ZSโดยมั่นใจว่า นอกจากจะช่วยสร้างความสนใจไปยังกลุ่มเป้าหมายแล้ว คุณเจเจ จะสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ความสมาร์ทของตัวรถผ่านตัวตนที่มีความโดดเด่นและมีแนวทางการใช้ชีวิตที่สมาร์ทได้เป็นอย่างดี 

   “ผมเชื่อว่ารถเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดีครับ สำหรับ ่างTUPยีความล้ำสมNEW MG ZSซึ่งมาพร้อมนิยาม “SMART UP” คันนี้ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างผมที่ชื่นชอบความทันสมัย เทคโนโลยีล้ำๆ พร้อมความสนุกในการขับขี่ได้อย่างลงตัว และเป็นสมาร์ทเอสยูวีที่คุ้มค่าที่สุดในเวลานี้แล้วครับ”เจเจ – กฤษณภูมิ กล่าว 

NEW MG ZS” : SMART UP สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน

   “NEW MG ZS”อีกขั้นของยนตกรรม SUV ที่มาพร้อมนิยาม “SMART UPสมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC ให้ความสปอร์ต หรูหรา ตามแบบฉบับยนตรกรรมอังกฤษที่ได้รับการอัพเกรดขึ้นอีกขั้นทั้งในด้านสมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING)           การออกแบบ (DESIGN) ความสะดวกสบาย (COMFORT) และความปลอดภัย (SAFETY)ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมาร์ทของทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

SMART UP – EXTERIOR DESIGNขั้นกว่าของดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

   NEW MG ZSโดดเด่นด้วยสไตล์ความเป็นสปอร์ตและรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และการออกแบบเส้นสายด้านข้างแบบ British Shoulder Line ด้วยความโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี                 เพิ่มความสมาร์ทด้วยไฟหน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHT)และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเสริมความดุดันด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

SMART UP – INTERIOR DESIGN & COMFORT ความลงตัวของงานออกแบบพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งาน         ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์

   NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายในอย่างพิถีพิถันด้วยห้องโดยสารแบบสปอร์ตสีทูโทน และการใช้วัสดุ SOFT TOUCH ในการตกแต่ง โดดเด่นขึ้นอีกขั้นด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นและหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 7 นิ้วดีไซน์ใหม่ (Digital Multi-Function Display)  และหน้าจอ touch screen ขนาดใหญ่ 10 นิ้ว  ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay และระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียกับสมาร์ทโฟนระบบ Androidพร้อมช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีระบบกรองอากาศเพื่อกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมที่พักแขนด้านหน้า รวมไปถึงระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Startและยังคงสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่แบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)

SMART UP PERFORMANCEบทพิสูจน์แห่งยนตรกรรมที่มาพร้อมขุมพลังที่ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ

   NEW MG ZSขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ 8 สปีด และสามารถปรับโหมดพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด คือ โหมด City สำหรับการขับขี่ในเมือง โหมด Standard สำหรับการขับขี่ทั่วไป และโหมด Sport สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่จะให้ความเร้าใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น NEW MG ZS มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ EURO TUNING SUSPENSIONที่ให้การทรงตัวอย่างดีเยี่ยม ผสานกับระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strutพร้อมเหล็กกันโคลงและช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beamที่จะทำให้การควบคุมในการขับขี่มีความลงตัวมากขึ้น

SMART UP – INTELLIGENT SYSTEMตอกย้ำความเป็นสมาร์ทเอสยูวี ด้วยระบบอัจฉริยะ i-SMART

   NEW MG ZSยังคงมาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะของเอ็มจี เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สมาร์ทยิ่งขึ้น

·        Smart Commandที่สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทยหรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมยกระดับความสมาร์ทเพื่อความปลอดภัย ด้วยระบบ Emergency Callซึ่งจะมีการโทรและส่งข้อความระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้เมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงานทำให้การเข้าช่วยเหลือทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

·        Smart Connectเชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาดสามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมนำทางและรายงานการจราจรแบบ Real Timeรวมทั้งการอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทันเหตุการณ์

·        Smart Checkที่จะทำให้การตรวจสอบรถของคุณง่ายดายยิ่งขึ้น โดยสามารถ ตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

SMART UP SAFETYสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีความปลอดภัย

   NEW MG ZSเป็นยนตรกรรมที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอย่างเต็มขั้น ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF   (Full Space Frame) พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM           ที่จะทำงานผสานกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ประกอบด้วย

·        ระบบป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold)

·        ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)

·        ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution)

·        ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)

·        ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)             

·        ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)

·        ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)

·        ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)

·        ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control System)

·        ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

·        ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)

·        ระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit)

นอกจากนี้ NEW MG ZSยังมาพร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) และ ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIXถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างรวม 6 จุด และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

   NEW MG ZS  มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C+ D+ และรุ่นสูงสุดคือ X+ พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี คือ สีขาว Arctic White สีแดง Scarlet Red สีเงิน Silver Metallic และ สีดำ Black Knight โดยมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แบ่งตามรุ่นย่อย ดังนี้

   NEW MG ZSมาพร้อมโปรโมชั่นและแคมเปญสุดพิเศษ ที่จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า             ในสถานการณ์ COVID-19 โดยลูกค้าที่จองและรับรถภายในเดือนเมษายนนี้ จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

·        ซื้อรถ NEW MG ZS วันนี้ “ขับฟรี 3 เดือน”*

·        ดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 1.89%*

·        ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ.นาน 1ปี

*ภายใต้เงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กำหนด

   สำหรับผู้ที่สนใจ NEW MG ZSสามารถเข้าชม พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน พ.ศ. 2563หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

 

NEW CARS : โตโยต้าแนะนำยนตรกรรมระดับผู้นำ “อัลฟาร์ดและเวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่”

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำที่สุดแห่งยนตรกรรมระดับผู้นำ         โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และเวลไฟร์ 2.5 รุ่นปรับปรุงใหม่ ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน พร้อมมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่กับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับหรู โตโยต้า อัลฟาร์ด อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552เพื่อเป็นรถยนต์โดยสารสำหรับบุคคลระดับชั้นนำ ภายใต้การใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียด ทั้งภายในและภายนอกอย่างประณีต รวมถึงผ่านการทดสอบคุณภาพรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และในปีพ.ศ. 2558 ได้แนะนำโตโยต้า อัลฟาร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 3  ประกอบด้วยโตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่มาพร้อมความสปอร์ต และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งความเป็นผู้นำ

   นายสุรศักดิ์ สุทองวันรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า“ด้วยความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะปฏิรูปองค์กรสู่การเป็น องค์กรแห่งการขับเคลื่อน (Mobility Company)โดยการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อและการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในความมุ่งมั่นนั้น คือการสร้าง ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-Better Cars) วันนี้โตโยต้าจึงขอแนะนำรถยนต์ โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 รุ่นปรับปรุงใหม่ ที่จะเติมเต็มความสะดวกสบายและความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว (Toyota T-Connect Telematics) เพื่อตอบสนองความต้องการแก่ลูกค้าทุกท่านอย่างเหนือความคาดหมาย”

   โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริดและโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5รุ่นปรับปรุงใหม่ สะท้อนความสมบูรณ์แบบเหนือระดับ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น และความสะดวกสบายครบครันอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายด้วยชุดเซ็นเซอร์เปิดฝาท้ายแบบ Kick activatedเพิ่มสุนทรียภาพในทุกการเดินทางด้วยเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านหน้าขนาด 10.5นิ้ว และด้านหลังขนาด 13.3 นิ้ว ที่สามารถรองรับ Apple car playตลอดจนลำโพง JBL 17 ตัวเพื่อเติมเต็มความสนุกและเพลิดเพลินอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยกล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor)กล้องวิดีโอบันทึกภาพติดรถยนต์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (Digital Video Recorder)และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้ารุ่นล่าสุดอย่าง Toyota Safety Senseเจเนอเรชั่นที่ 2ที่ครบครันไปด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โตโยต้า อัลฟาร์ดและ โตโยต้า เวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อที่สุดของสุนทรียภาพของการเดินทาง

-          เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านหน้าขนาด 10.5นิ้ว รองรับ Apple car play

-          เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านด้านหลังขนาด 13.3นิ้ว

-          ลำโพง JBL 17 ตัว

-          ชุดเซ็นเซอร์เปิดฝาท้ายแบบ Kick activated

ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว (T-CONNECT TELEMATICS)

-          GEO-FENCING...ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่กำหนด

-          FIND MY CAR...เช็คตำแหน่งรถผ่านแอพพลิเคชั่น

-          PARKING ALERT…ระบบแจ้งเตือนผ่าน Notificationเมื่อรถถูกสตาร์ทหรือเคลื่อนที่

-          STOLEN VEHICLE TRACKING…ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม

-          OPS (OPERATOR SERVICE)...ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด24ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านอาหารชั้นนำ

-         SOS EMERGENCY SERVICE ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง*

(*อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในบางกรณี)

-          PAY AS YOU DRIVE...ประกันภัย "ขับน้อย จ่ายน้อย"

-          NAVIGATOR…ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร

-            MY TOYOTA WI-FI...เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้พร้อมกันสูงสุดถึง 9 อุปกรณ์*

(*ตามเงื่อนไขที่กำหนดในแพ็คเกจ)

ระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ

-          ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)

-          ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)

-          ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)

-          ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ(Automatic High Beams)

-          ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)

-          ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Vehicle Sway Warning)

-          กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor)

-          ระบบแจ้งเตือนเมื่อลมยางผิดปกติ (Tire Pressure Monitoring System)

-          กล้องวิดิโอบันทึกภาพติดรถยนต์(Digital Video Recorder)

 

 

โตโยต้า อัลฟาร์ดและ โตโยต้า เวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ พร้อมให้คุณครอบครอง

สีภายนอก

-   โตโยต้า อัลฟาร์ด  : White Pearl Crystal/ Luxury White Pearl/ Black

-   โตโยต้า เวลไฟร์   : Steel Bronze Metallic/ White Pearl Crystal/ Burning Black

ราคา

-    โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5ไฮบริด                ราคา  4,019,000บาท

-     โตโยต้า เวลไฟร์  2.5                        ราคา  3,889,000 บาท

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน และชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ พร้อมค่าติดตั้งโดยบริษัท TAC จำกัด*

   ร่วมสัมผัส โตโยต้า อัลฟาร์ดและเวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่และสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่https://www.toyota.co.th/

 

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

 

NEW CARS : วอลโว่ นำเสนอยนตรกรรมเอสยูวีสุดล้ำ The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered มอบสุดยอดสมรรถนะด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ที่ตอบสนองทุกการขับขี่พร้อมเทคโนโลยีแชสซีสุดล้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ใหม่! The New XC60 T8 AWD Polestar Engineeredสุดยอดนวัตกรรม The Electrified Sport SUVที่นำเสนอสมรรถนะสูงกว่าทุกรุ่นที่คุณเคยสัมผัส มอบขุมพลังด้วยเครื่องยนต์T8 Twin Engineระบบ Plug-in Hybridกำลังเครื่อง 422 แรงม้า แรงบิด 670 นิวตันเมตร มาพร้อมแพคเกจ Polestar Software และ โครงแชสซี Polestarสุดล้ำเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจด้วยประสิทธิภาพการตอบสนองอันฉับไว

   ระบบ Polestar Softwareที่ติดตั้งมายังรวมถึงการอัพเกรดระบบกันสะเทือนและอุปกรณ์เบรกเพื่อเพิ่มความเร้าใจในขณะขับขี่ มอบภาพลักษณ์อันภูมิฐานที่บ่งบอกถึงสุดยอดสมรรถนะทั้งภายในและภายนอกด้วยสายรัดเข็มขัดนิรภัยสีทอง และคาลิเปอร์เบรกหลัง ในโทนสีOhlins Goldและ จานเบรกขนาดใหญ่พร้อมรูระบายความร้อน พร้อมชุดเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายครบครันที่มอบความมั่นใจในการพุ่งทะยานกับทุกสภาพการขับขี่

   ครั้งแรกกับรถยนต์ระบบ Plug-In Hybridจากวอลโว่ที่มาพร้อม Polestar Software ติดตั้งจากโรงงาน ทำให้ The New XC60 T8 AWDPolestar Engineeredเปี่ยมด้วยความหรูหราแบบสปอร์ตเอสยูวีในทุกมุมมองและทำงานด้วยชุดระบบPolestar Engineeredเต็มรูปแบบ มอบสมรรถนะขั้นสุดยอดด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีโครงแชสซี Polestarขั้นสูงได้อย่างราบรื่น ผสานฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของวอลโว่และระบบเบรก Akebono สำหรับรถสมรรถนะสูง ที่ดีไซน์ให้จานเบรกมีรูระบายความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกที่ดียิ่งขึ้น และ โดดเด่นด้วยคาลิเปอร์เบรก 6 potมาพร้อมจานเบรคที่มีขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว สำหรับล้อด้านหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและการหยุดรถที่คุณมั่นใจโดยใช้เวลาตอบสนองของเบรกน้อยที่สุด แม้ในสภาพการขับขี่ที่ท้าทายในทุกเส้นทาง

   The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered มอบความเร้าใจในการขับขี่และระบบควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำสไตล์สปอร์ต โดยยังคงความสบายตลอดเส้นทาง ด้วยตัวลดแรงกระแทก Ohlins Shock Absorbers”แบรนด์ชั้นนำของสวีเดน ที่มอบทั้งความฉับไวและความนุ่มสบายที่สมบูรณ์แบบ ช่วยให้ล้อและยางรถกลับมายึดเกาะพื้นถนนได้ทันทีหลังการกระแทกโดยไม่เสียการทรงตัว

   ครั้งนี้วอลโว่ได้นำเสนอ The New XC60 T8 AWD Polestar Engineeredราคา4.39ล้านบาท

    ใน 3 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Osmium Grey Metallic และ Onyx Black Metallic

การยกระดับประสิทธิภาพในThe New XC60 T8 AWDPolestar Engineered

-       การควบคุมที่ดีขึ้นและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์มากขึ้น

-       ระบบส่งกำลังที่ตอบสนองทันทีเมื่อสภาพการขับขี่เปลี่ยนแปลง

-       การเร่งความเร็วที่ฉับไวและชัดเจนขึ้น

-       การควบคุมขณะเข้าโค้งที่ดีเยี่ยมขึ้น

-       กำลังเร่งอันดุดันและเปี่ยมด้วยพลังขับเคลื่อนมากขึ้น

ชุดเทคโนโลยี Polestar Engineered Package

-       เครื่องยนต์ T8 Twin Engine กำลัง 422 แรงม้า แรงบิด 670 นิวตันเมตร พร้อม PolestarSoftware และโครงแชสซี Polestar

-       ปลายท่อไอเสียสี Black Chromedติดโลโก้ Polestar

-       คาลิเปอร์เบรกหลัง สีOhlins Goldและจานเบรกเพลตสุดหรู

-       จานเบรกหน้าแบบมีรูระบายความร้อนขนาด 20 นิ้วและคาลิเปอร์ระบบเบรก Akebono แบบ 6 pot

-       ล้ออัลลอยForgedให้น้ำหนักเบาโทนสีดำขนาด 21 นิ้วแบบ 5 ก้าน

-       ตัวลดแรงกระแทก Ohlins Shock Absorbersปรับความหน่วงได้ 22 ตำแหน่ง

-       เหล็กค้ำโช๊คหน้า (Strut Bar)

-       สายรัดเข็มขัดนิรภัยสีทอง

-       ตราโลโก้ Polestar อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งบนกระจังหน้าและท้ายรถ

ข้อเสนอสุดพิเศษ ที่โชว์รูมวอลโว่ทั่วประเทศ และ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์(22 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563)

   วอลโว่จัดแคมเปญALL-INCLUSIVEมอบความสบายใจ และ ความอุ่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยการแบ่งชำระค่างวดรายเดือนนานสูงสุด 5 ปี พร้อมรับบริการ Volvo Premium Service Package (VPSP)รวมถึงประกันชั้น 1 ฟรี เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทฯกำหนด

รายละเอียดของ Volvo Premium Service Program

-     แพ็คเกจ Volvo Service & Maintenanceนาน 5ปี หรือ 100,000 กม.

-     การรับประกัน Volvo Warranty นาน 5ปี หรือ 150,000 กม.

-     บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

เมื่อซื้อรถยนต์วอลโว่ทุกรุ่น ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอต่อไปนี้

รุ่นS90, XC60, XC90, XC40, New V60และ New S60 ราคาขายรวมบริการหลังการขาย ซึ่งประกอบด้วย

-     การรับประกัน Volvo Warranty นาน 3 ปี หรือ 100,000 กม.

-     บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 1 ปี

-     สามารถซื้อ Volvo Premium Service Package (VPSP) สำหรับรุ่น S90, XC60, XC90, New V60 และ New S60 ในราคาเพียง 150,000บาท และรุ่น XC40 ในราคา 130,000บาท

** เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด **

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์02-305-4499 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.volvocars.com/th

 

NEW CARS : ที่สุดแห่ง 911 ยกระดับความสปอร์ตขึ้นอีกขั้น ความเป็น 911, ความเป็นเทอร์โบ, คือ ความใหม่หมดจด: ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (Porsche 911 Turbo S)

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ภูมิใจนำเสนอ 911เทอร์โบ เอส (911Turbo S) เจเนอเรชันล่าสุด ขีดสุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ต สายพันธุ์แท้ระดับตำนาน เพียบพร้อมด้วยพละกำลังเหนือระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ประสิทธิภาพการบังคับควบคุมสไตล์ สปอร์ตเต็มขั้น รวมไปถึงความสะดวกสบาย รถสปอร์ตรุ่นเรือธงของตระกูล911กำลังจะปรากฎโฉมให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สายตาทั้งในรูปแบบตัวถัง 2 ประตูคูเป้และเปิดประทุนคาบริโอเล็ตดุดันด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอนใหม่ ขนาดความจุ3.8ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศVTG เทอร์โบคู่(VTG turbochargers)ให้พละกำลังสูงสุดกว่า650 แรงม้า(478กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง70แรงม้า(51กิโลวัตต์) เร้าใจด้วยแรงบิดสูงสุด800นิวตันเมตร(เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม50 นิวตันเมตร)ยนตรกรรมสปอร์ตสุดคลาสสิกรุ่นเทอร์โบคันนี้ถ่ายทอดพลังมหาศาลผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ อัจฉริยะ  8 จังหวะPorsche Doppelkupplung (PDK) ให้อัตราเร่ง จากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง2.7 วินาที(เร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม 0.2 วินาที)ขณะที่ความเร็วสูงสุดยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่330 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

   มิติตัวถังของปอร์เช่911เทอร์โบ เอส (Porsche 911Turbo S)ได้รับการขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อยกระดับสมรรถนะการขับขี่ให้ดุดันเร้าใจมากยิ่งขึ้น ตัวถังด้านหน้ากว้างขึ้น45 มิลลิเมตร (ความ กว้างตัวถังด้านหน้ารวม 1,840 มิลลิเมตร)สำหรับตัวถังด้านหลังมีความกว้างรวม1,900 มิลลิเมตร(เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม20 มิลลิเมตร) ในส่วนระยะฐานล้อได้รับการปรับแต่งใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นการปรับเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศ พลศาสตร์ รวมทั้งรองรับการติดตั้งยางรถยนต์แบบmixed-size เพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะ และเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต อย่างเต็มพิกัด: ระยะฐานล้อหน้ากว้างขึ้น42 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อหลังกว้างขึ้น10 มิลลิเมตร ระบบอากาศพลศาตร์adaptive aerodynamics ได้รับการติดตั้งสำหรับควบคุมการทำงานของครีบดักอากาศcooling air flaps ด้านหน้าตัวรถ ขณะที่ปีกหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ถูกออกแบบเพื่อสร้างแรงกดระดับมหาศาลเช่นเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกสำหรับปอร์เช่911เทอร์โบ เอส(Porsche 911 Turbo S) ที่การถ่ายทอดพละกำลังลงสู่พื้นถนนเกิดขึ้นผ่านยางรถยนต์แบบต่างขนาด ล้อคู่หน้าขนาด20นิ้ว ล้อมรอบด้วยยางสมรรถนะสูง255/35 และล้อคู่หลังขนาด21นิ้ว พร้อมยาง315/30 สามารถเลือก ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตให้ 911รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อall-wheeldriveคันนี้ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ลดระดับความสูงของช่วงล่างลงอีก10มิลลิเมตร หรือจะเป็นระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตที่มาพร้อมadjustable flaps รับประกันถึงเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ ที่แตกต่างอย่างชัดเจน

   ขุมพลังเครื่องยนต์บล็อกใหม่ของปอร์เช่911เทอร์โบ เอส(Porsche 911 Turbo S) มีพื้นฐานมาจาก911คาร์เรร่า (911Carrera)เจเนอเรชั่นล่าสุด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ charge air cooling systemเทอร์โบ ชาร์จเจอร์แบบVTGขนาดใหญ่ ติดตั้งแบบสมมาตร(symmetrical layout)ควบคุมการทำงานของเวสเกตต์ด้วยไฟฟ้า(electrically adjustable wastegate flaps)รวมทั้งหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบpiezo injectors ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสมรรถนะ การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของอัตราการตอบสนองพละกำลัง แรงบิด ค่าไอเสีย และการทำงานของเครื่องยนต์ใน รอบสูง

   เครื่องยนต์ 6 สูบนอนใหม่ ได้รับการประจุอากาศด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการปรับปรุงกระบวน การลำเลียงอากาศ และเปลี่ยนแปลงระบบ charge air cooling แบบยกชุด: เส้นทางเดินของไอดี ถูกออกแบบให้ไหล ผ่านเทอร์โบจากด้านหลัง ซึ่งติดตั้งอยู่ก่อนเสื้อกรองอากาศนอกจากนี้ในส่วนของปีกหลัง ยังทำหน้าที่รับอากาศผ่าน ท่ออีก 2 ตำแหน่ง รวมทั้งอากาศที่ไหลผ่านกระจังบนฝาท้ายอีกหนึ่งจุด นั่นหมายความว่าปอร์เช่911เทอร์โบ เอส ใหม่ (The new Porsche 911Turbo S) สามารถรับไอดีเข้าสู่เครื่องยนต์ได้ถึง  4 ช่องทาง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยหน้าตัดขนาด ใหญ่ขึ้นและลดแรงต้านอากาศให้น้อยลงส่งผลต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ดีเยี่ยม ระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่แบบสมมาตร (Two symmetrical turbochargers) พร้อมครีบแปรผันหรือvariable turbine geometry (VTG) ซึ่งได้รับการขยายขนาด ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม การหมุนของกังหันในฝั่งคอมเพรสเซอร์ และฝั่งเทอร์ไบน์มีทิศทางตรงข้ามกัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ของกังหันเทอร์ไบน์เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร รวมเป็น55 มิลลิเมตร ในส่วนของกังหันคอมเพรสเซอร์มีขนาด61 มิลลิเมตร ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 3มิลลิเมตรครีบอากาศของชุดเวสเกตต์ ได้รับการควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

   งานออกแบบที่ลงตัว สะท้อนสุนทรียภาพแห่งการขัยขี่ที่สมบูรณ์แบบ แข่งแกร่งดุดันด้วยความสปอร์ตเต็มพิกัด รองรับ การใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การประลองความเร็วในสนาม  สมรรถนะชั้นเลิศที่บ่งบอกถึงการพัฒนาใน เจเนอเรชั่นล่าสุด สังเกตได้อย่างชัดเจนด้วยอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงระดับความเร็วที่200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง8.9 วินาทีเท่านั้น ปอร์เช่911เทอร์โบ เอสใหม่ (The new Porsche 911 Turbo S)นี้ วิ่งได้เร็ว กว่ารุ่นเดิมถึง 1 วินาทีเต็มทั้งหมดข้างต้นเกิดขึ้นจากการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะPorsche Traction Management (PTM) all-wheel drive ชุดทรานสเฟอร์สามารถกระจายแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้แรงบิดสูงสุดกว่า500 นิวตันเมตร จะได้รับการถ่ายทอดไปสู่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าอย่างทันท่วงที ระบบควบคุมเสถียร ภาพการทรงตัวPorsche Active Suspension Management(PASM)เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ส่งมอบอารมณ์การขับขี่ สุดสปอร์ต ตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของตัวถังในแนวระนาบ การยึดเกาะ การควบคุม พวงมาลัย และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

   ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าใหม่ พร้อมช่องรับอากาศที่มีขนาดกว้างขึ้น เสริมบุคลิกโฉบเฉี่ยวดุดัน สไตล์Turbo-look ขนาบข้าง ด้วยไฟส่องสว่างคู่หน้าแบบLED matrix รมดำภายใน ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสปอยเลอร์ใต้กันชน หน้าปรับระดับอัตโนมัติด้วยระบบนิวแมติก และปีกหลังทรงสูงที่สามารถสร้างแรงกดเพิ่มขึ้นถึง15เปอร์เซ็นต์ พร้อมช่องรับ อากาศที่ช่วยขับเน้นบุคลิกความแข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปอร์เช่911เทอร์โบ เอส (Porsche 911Turbo S)ปิดท้ายอย่างสมบูรณ์ด้วยปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยมสีดำเงาhigh-gloss Black :ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีในรุ่นเทอร์โบ เท่านั้น

   การตกแต่งภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยชิ้นงานคุณภาพสูง และวัสดุที่เน้นอารมณ์สปอร์ต อุปกรณ์มาตรฐานหลากหลาย รายการ อาทิ หนังแท้ และคาร์บอนที่ผสมผสานกับโทนสีภายในLight Silverอย่างลงตัว เบาะนั่งแบบสปอร์ต ปรับระดับด้วยไฟฟ้า18ทิศทาง ตัดเย็บด้วยตะเข็บแบบย้อนยุคที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปอร์เช่911เทอร์โบ รุ่นแรก รหัสตัวถัง 930 (Porsche 911Turbo type 930) แผงหน้าปัทม์ลายกราฟิก ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่เป็นอีกหนึ่ง เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นเทอร์โบ หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงของระบบ Porsche Communication Management(PCM) ขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น10.9 นิ้ว ควบคุมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการวางตำแหน่งหน้าจออย่างเหมาะสม สามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยGT sports ชุดแต่งเสริมสมรรถนะSport Chrono package พร้อมแอปพลิเคชัน Porsche Track Precision และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางBOSE® Surround Sound system

   ปอร์เช่911เทอร์โบ เอส คูเป้ (911Turbo S Coupé) และ ปอร์เช่911เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911Turbo S Cabriolet)เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมรถยนต์ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

 

NEW CARS : เรนาสโซ มอเตอร์ รุกตลาดซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เปิดตัว “ลัมโบร์กินี ฮูราแคน อีโว เรียวีลไดร์ฟ” ดีไซน์ใหม่ ขับขี่สนุกขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เรนาสโซ มอเตอร์(ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย จัดงาน Sneak Preview Huracán EVO Rear-Wheel Drive (RWD) (ฮูราแคน อีโว เรียวีลไดร์ฟ) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ V10ของ Huracán EVO RWD คุณสามารถควบคุมทุกอย่างอยู่ในมือ ประสบการณ์การขับขี่ที่มีแต่คุณเท่านั้นที่สัมผัสได้

   ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจของ Huracán EVO RWD ถูกขับเคลื่อนด้วยพละกำลัง 610 แรงม้าและแรงบิด 560 นิวตันเมตรซึ่งถูกส่งตรงไปที่ล้อคู่หลังเพื่ออรรถรสสูงสุดแห่งการขับขี่ และด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,389กิโลกรัม Huracán EVO RWD มีอัตราเร่งจาก 0ถึง 100กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.3วินาที และยังสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดถึง 325กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะบนทางตรง Huracan EVO RWD ยังใส่ใจกับดีไซน์ใหม่เฉพาะตัวด้วยชุดแอโรไดนามิกใหม่ จึงเรียกว่าเป็นรถของผู้ที่รักในการขับขี่อย่างแท้จริง

   อภิชาติ ลีนุตพงษ์ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด เผยว่า “Huracán EVO RWD จะดึงดูดลูกค้าใหม่และผู้ที่มองหาความสนุกจากการขับรถ เรามั่นใจว่ารถคันนี้จะได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ของลัมโบร์กินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 1ปี ที่เรนาสโซ มอเตอร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย ทางบริษัทฯ ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินี จนนำมาสู่การเติบโตของแบรนด์ลัมโบร์กินีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแต่งตั้ง Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก การเปิดตัวรถลัมโบร์กินีรุ่นใหม่ๆ ในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เราตั้งเป้าว่าจะมีการเติบโตจากการเปิดตัว Rear-Wheel Drive RWD ในประเทศไทย”

   มัตเตโอ ออเทนซี่ ประธานกรรมการบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “รถคันนี้ตอกย้ำให้ผู้ขับขี่เข้าใจต้นกำเนิดงานวิศวกรรมของลัมโบร์กินี ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมรถ ด้วยประสบการณ์ที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส เร้าอารมณ์และสัญชาตญาณการขับขี่ Huracán EVO RWD หลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับเครื่องยนต์ ทักษะการขับขี่และกลไกของรถจะขับเคลื่อนพลังที่สมดุลไร้    ที่ติการตอบสนองทางกายภาพ และประสิทธิภาพชั้นเลิศ รถคันนี้จึงเป็นรุ่นที่ต้องจับตามอง ซึ่งเราคาดว่าจะเติบโตอย่างมีศักยภาพในตลาดที่กำลังแข่งขันกันสูงนี้"

   Huracán EVO RWD สืบทอดดีไซน์อันทรงพลังของเครื่องยนต์ V10NAลัมโบร์กินี พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ทั้งหน้าและหลัง แตกต่างจาก Huracán EVO 4WD อย่างชัดเจน โดย Huracán EVO RWD มีการติดตั้งลิ้นกันชนหน้าที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะเพื่อความสมบูรณ์แบบและครีบแนวตั้งภายในช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านหน้า กันชนหลังสีดำไฮกลอสติดตั้งเข้ากับดิฟฟิวเซอร์เฉพาะสำหรับ Huracán EVO RWD และยังขับขี่ได้ง่าย สนุก และปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี P-TCS ระบบ traction control แบบใหม่ที่มีเฉพาะใน Huracan EVO RWD ซึ่งในโหมด Strada ระบบ P-TCS จะลดการไถลของล้อหลัง โดยตัวรถจะมีความยึดเกาะสูงสุดเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสภาพถนนเปียกลื่น แม้กระทั่งบนพื้นผิวที่มีหิมะ และในโหมด sport ระบบ P-TCS ยกระดับความสนุกในการขับขี่โดยการส่งแรงไปล้อหลังในขณะกดคันเร่ง ช่วยให้รถสามารถดริฟได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงด้วยความปลอดภัยสูงสุด หากรถมีการเปลี่ยนแปลงองศาด้านท้ายของตัวรถอย่างรวดเร็ว ตัวระบบจะจำกัดการกระจายแรงบิดที่ส่งไปล้อหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมและเข้าโค้งอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับในโหมด Corsa ระบบ P-TCS ช่วยปรับแรงที่ส่งไปล้อหลังเพื่อป้องกันล้อหลังสลิปตอนกำลังเร่งออกจากโค้ง เพื่อประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูงสุดในการเข้าโค้งทั้งนี้ ระบบ P-TCS ช่วยให้การกระจายแรงบิดทำงานนุ่มนวลมากขึ้น 30%เมื่อเทียบกับ HuracánRWD รุ่นก่อน และ ช่วยให้รถออกจากโค้งได้เร็วขึ้น 20%รวมถึงช่วยให้รถสไลด์ง่ายขึ้น 30%

   โครงสร้างตัวถังแบบไฮบริดน้ำหนักเบาของ Huracán EVO RWD ผสมผสานด้วยวัสดุอลูมิเนียมและคาร์บอน จึงทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 1,389กิโลกรัม และแรงม้าต่อน้ำหนักต่ำถึง 2.28กก./แรงม้า การกระจายน้ำหนักด้านหน้าที่ 40และหลังที่ 60ช่วยให้การยึดเกาะด้านท้ายทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบพวงมาลัยแปรผัน Lamborghini Dynamic Steering (LDS) ถูกออกแบบและปรับตั้งเพื่อให้เหมาะสมกับ Huracán EVO RWD โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้การตอบสนองที่เป็นธรรมชาติและแม่นยำที่สุด ระบบส่งกำลังผ่านเกียร์คลัตช์คู่ 7สปีดช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความกระชับและยังมาพร้อมระบบ launch control เพื่ออัตราเร่งสูงสุดเมื่อออกตัวจากหยุดนิ่ง ล้อขนาด 19นิ้ว Kari มาพร้อมกับยาง Pirelli P Zero ถูกติดตั้งคู่กับระบบเบรกพร้อมรูและครีบระบายความร้อนโดยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Huracán EVO RWD  ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มออพชั่นขนาดล้อได้เป็นขนาด 20” และระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิค ด้านภายในห้องโดยสารติดตั้งจอทัชสกรีน HMI ขนาด 8.4นิ้ว  ซึ่งควบคุมทุกฟังก์ชั่นของตัวรถ รวมถึงการจัดการระบบเชื่อมต่อทั้งโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต และ Apple CarPlayตัวรถทั้งภายในและภายนอกสามารถสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของรถด้วยโปรแกรม Ad Personam อาทิ สีตัวรถและลวดลายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวสีใหม่อย่าง จิอัลโลเบเลนุส (สีเหลือง) กับชุดเบาะหนัง และสีวัสดุลวดลายภายในของอัลคันทาร่า ที่จับคู่เข้ากันกับสีตัวถังอย่างลงตัว เพื่อเสริมบุคลิกของรถอย่างชัดเจน

   สาวกกระทิงดุสามารถร่วมสัมผัสความหรูหรา โฉบเฉี่ยว ดุดัน ของ Huracán EVO Rear-Wheel Drive ได้ที่  “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก โดยมีราคา  เริ่มต้นที่ 19.8ล้านบาท

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ ได้ที่:

Lamborghini Bangkok’s Official Website: www.bangkok.lamborghini/

Lamborghini Bangkok’s instagram : www.instagram.com/lamborghinibangkok/

 

NEW CARS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยโฉม มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ‘อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ’

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิมอเตอร์ส(ประเทศไทย) จ ํากัดเผยโฉม มิตซูบิชิเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่เสริมทัพรถครอสโอเวอร์ยอดนิยมมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ในประเทศไทย

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ มาพร้อมแนวคิด “อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ”โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว เหนือระดับสไตล์รถเอสยูวีในเมืองใหญ่ ครบครันด้วยความอเนกประสงค์และการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเหนือชั้น มอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียมเพื่อผู้โดยสารทุกคน สัมผัส มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ พิเศษสำหรับช่วงแนะนำด้วยราคาจำหน่าย 899,000 บาท จนถึง 30 มิถุนายน 2563นี้

   “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ คืออีกหนึ่งตัวอย่างของยนตรกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความเชี่ยวชาญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการพัฒนารถอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก มุ่งตอบสนองความต้องการและรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนยกระดับไปอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จใหม่ ๆ ในชีวิตของลูกค้าเหล่านี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ คือรถยนต์รุ่นที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส และจะยกระดับความสำเร็จของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในประเทศไทยและตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมต่อยอดการเติบโตด้านยอดจำหน่ายอย่างแข็งแกร่งให้กับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เปิดตัวในประเทศไทยด้วยการบุกเบิกเซ็กเมนท์ครอสโอเวอร์ใหม่เมื่อปี 2561 และได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังช่วยสนับสนุนยอดจำหน่ายโดยรวมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2562ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ประสบความสำเร็จด้วยยอดจำหน่าย 16,196คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18ของยอดจำหน่ายทั้งหมดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วยความสำเร็จดังกล่าว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ จึงได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถสานต่อความแข็งแกร่งด้านยอดจำหน่ายให้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องด้วยคุณสมบัติของตัวรถที่ครบครันยิ่งขึ้น

ดีไซน์แกร่งเหนือระดับเพื่อไลฟ์สไตล์ทันสมัย

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยรูปลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ DYNAMIC SHIELDเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เปี่ยมด้วยความทันสมัยและโดดเด่นด้วยเส้นสายเลขาคณิตบนกันชนหน้าและกระจังหน้า

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าLEDดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก LED ขนาดใหญ่ที่ให้ภาพลักษณ์เข้มบึกบึนพร้อมความล้ำสมัย โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยด้านหน้าที่กว้างขึ้น 50 มม. แผงตกแต่งข้างประตูและซุ้มล้อสีดำรับกับล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ฝ่าอุปสรรคได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. สูงกว่า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน 20 มม. ช่วงล่างปรับแต่งใหม่เพื่อการขับขี่ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ติดตั้งราวหลังคาที่เพิ่มความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายตามสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวี เสริมบุคลิกแกร่งโฉบเฉี่ยวด้วยประตูท้ายดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยวัสดุเปียโนแบล็ค เสาอากาศครีบฉลาม และกันชนหลังพร้อมแผงกระแทกขนาดใหญ่ขึ้น รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีส้มSUNRISE ORANGEและ สีเทา GRAPHITE GRAY เพิ่มเติมจาก สีดำJET BLACK MICAสีเงิน STERLING SILVERและสีขาว QUARTZ WHITE PEARLซึ่งมีให้เลือกใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน

ภายในอเนกประสงค์และตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ยังคงถ่ายทอดแนวคิด ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีตพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมอบผิวสัมผัสนุ่มสบาย พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินและสีดำเปียโนแบล็ค แดชบอร์ดและเบาะนั่งหรูอีกระดับด้วยดีไซน์ทูโทนสีดำและน้ำตาล ขณะที่พวงมาลัย หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังช่วยสร้างบรรยากาศและเติมเต็มความพรีเมียมให้กับห้องโดยสาร

   ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน เบาะแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 และเบาะแถวที่ 3 สามารถพับแยกแบบ 50:50 สามารถปรับเบาะทั้ง 2 แถวให้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับการจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ รถอเนกประสงค์ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในเวอร์ชั่นเอสยูวีใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์แบบแนวราบ (HORIZONTAL AXIS) อันเป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จัดเรียงแผงควบคุมทั้งหมดช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงอารมณ์การขับเคลื่อนของตัวรถ พร้อมกับช่วยเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าและมอบความปลอดโปร่งยิ่งขึ้นแก่ห้องโดยสาร

   เสียงรบกวนในห้องโดยสารลดลงด้วยการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงพิเศษช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทางด้วยสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ติดตั้งสำหรับผู้โดยสารทุกแถว

   รถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นใหม่นี้ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ มาตรวัดการขับขี่แบบ HIGH CONTRAST พวงมาลัยพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับวางสายโทรศัพท์และระบบล็อกความเร็ว กุญแจอัจฉริยะ KOSและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ การเชื่อมต่อบลูทูธ เครื่องเสียง 2DINรองรับดีวีดี ซีดี และเอ็มพี3 พร้อมจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว

คุณสมบัติด้านการขับขี่และความปลอดภัย

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 105แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ตระกูล 4A9 โดยมีการปรับปรุงความเงียบในการทำงานและความประหยัดเชื้อเพลิง เครื่องยนต์รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4สปีด พร้อมกับมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งการเดินทางผ่านการจราจรในเมืองและบนถนนทางไกล

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยทั้งการปกป้องและการป้องกันเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมุ่งสู่จุดหมายได้อย่างไร้ความกังวล ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC)ระบบป้องการลื่นไถล(TCL)ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก(ABS)ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD)ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

   บริการหลังการขายคุณภาพสูงและราคาไม่แพงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในปัจจุบัน และ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” ให้แก่ลูกค้า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ และลูกค้ารถมิตซูบิชิทุกรุ่น ด้วยคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้ที่ตอบโจทย์ การบริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรม การดูแลและเข้าใจในสินค้าและการบริการเพื่อมอบความ
พึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเข้าถึงบริการและเครือข่ายได้อย่างสะดวกสบาย

   มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ พัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นยกระดับข้ามข้อจำกัดด้านการออกแบบและเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าขับเคลื่อนสู่ทุกความสำเร็จในชีวิต

มิซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ราคาพิเศษ ช่วงแนะนำ 899,000บาท

16มี.ค. 63 - 30มิ.ย. 63

 
 

NEW CARS : ‘ซูซูกิ’ตอกย้ำทุกความสำเร็จ แนะนำ NEW SUZUKI ERTIGA รถครอบครัวอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ใหม่ล่าสุด อัพเกรดความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น เพิ่มสีใหม่ Burgundy Red ราคาเริ่มต้น 659,000 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า SUZUKI ERTIGAรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นับตั้งแต่ถูกแนะนำออกสู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการในปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนต้องมีการเพิ่มโควต้าการนำเข้ามาจำหน่ายเพื่อรองรับต่อความต้องการของลูกค้าที่มีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ต้องการเติมเต็มความสมบูณณ์แบบให้กับครอบครัว ผ่านรถยนต์อเนกประสงค์คุณภาพดีที่มีการดีไซน์อย่างเหนือชั้น ด้วยคอนเซ็ปต์ Unlock Your Life ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต  จากความสำเร็จของ SUZUKI ERTIGAในปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าหมายที่วางไว้จำนวนกว่า 3,500 คัน ล่าสุดจึงเดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ผ่านปรัชญาของแบรนด์ Suzuki…Way of Life! ด้วยการพัฒนายานยนต์ให้มีคุณภาพให้เหนือกว่าไปอีกขั้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเตรียมแนะนำ New Suzuki ERTIGAรถครอบครัวอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่ได้รับการปรับปรุงให้รองรับและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

 

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาดบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  New Suzuki ERTIGA ภายใต้แนวคิด“จุดประกายอีกขั้นของชีวิต” หรือ“SPARK IT UP”ยังคงเน้นการออกแบบตัวรถ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) พร้อมด้วยเส้นสายดีไซน์โฉบเฉี่ยวโดดเด่นด้านข้างตัวรถ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวเร้าใจ ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ ไฟตัดหมอกทรงกลม เสริมความสปอร์ตด้วยไฟท้าย LED และล้ออลูมิเนียมอัลลอยทูโทนลายใหม่ขนาด 15นิ้วเติมเต็มอารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ภายในยังคงเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง มอบความรู้สึกหรูหราและเหนือกว่า ด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาด 3แถว 7ที่นั่ง ที่กว้างขวาง โปร่งสบายใช้งานได้จริงทุกพื้นที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน โดยยังมีจุดอำนวยความสะดวกต่างๆ ในรถมากมาย เช่น ช่องเก็บอุปกรณ์และพื้นที่สำหรับวางแก้วน้ำหลายตำแหน่ง พวงมาลัย D-shapeออกแบบมาเป็นพิเศษเพิ่มพื้นที่วางขามากขึ้น เติมเต็มสู่ความสะดวกสบายมากยิ่งกว่าเดิม ด้วยระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ดีไซน์เรียบหรู พร้อมระบบไล่ฝ้าบริเวณกระจกบังลมด้านหลัง ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น มาพร้อมด้วยจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ขนาดใหญ่สะใจ 10นิ้ว สะดวกในการใช้งานและง่ายต่อการควบคุมมากขึ้นพร้อมกับระบบรองรับการเชื่อมต่อ Bluetoothรองรับระบบ Apple Carplay และ Android Auto พร้อมการสั่งงานด้วยเสียงจาก Siri หรือ Google Assistantและยังรองรับการดึงภาพจากโทรศัพท์มือถือขึ้นจอภาพผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMIสุดทันสมัย พร้อมด้วยกล้องมองภาพขณะถอยหลัง ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ช่องเชื่อมต่อ USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V ถึง 2ตำแหน่ง  สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Startสัมผัสกับความเย็นสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง พร้อมช่องวางเครื่องดื่มที่สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นของเครื่องดื่มได้นานยิ่งขึ้น

 

 

   New Suzuki ERTIGAยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5ลิตร  ให้กำลังสูงสุดถึง 105/6,000(แรงม้า/รอบต่อนาที) มาพร้อมแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัยช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วยโครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ พร้อมระบบ NVH ให้การขับขี่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือน พร้อมลดเสียงรบกวนตลอดเส้นทาง   มั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล ระบบ ESP ที่ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ  รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน  และมีจุดยึดเบาะนั่งนิรภัย ISOFIX และ Top tether สำหรับเด็กอีกด้วย

 

 

   นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในปีที่ผ่านมากลุ่มรถครอบครัวอเนกประสงค์ได้รับความนิยมและมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สามารถรักษาระดับยอดขายไว้ได้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สำหรับ New Suzuki ERTIGAที่ทางบริษัทฯ กำลังจะแนะนำไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศยังคงไว้ซึ่งความคุ้มค่าและครบครันอย่างสูงสุด ด้วยแนวทางที่ต้องการนำเสนอสินค้าคุณภาพดีให้แก่ลูกค้าทุกท่าน New Suzuki ERTIGAยังเป็นรถครอบครัวอเนกประสงค์ที่มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุมคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และในขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อน เดินทางไปใช้ชีวิตพร้อมกัน แบ่งปันความสุขและประสบการณ์เพื่อปลดล็อคอีกด้านของชีวิตไปพร้อมกัน  ด้วยดีไซน์ทันสมัย เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ อย่างเหนือชั้นกว่าใคร  New Suzuki ERTIGAที่มีให้เลือกทั้งหมด 5สี ด้วยการแนะนำสีใหม่ล่าสุด Burgundy Redพร้อมด้วยสี Radiant Red, Magma Gray, Snow White และ Cool Black โดยมี  2รุ่น คือ GL (AT) ราคา 659,000 บาทและ GX (AT) ราคา 725,000บาท(สีขาว เพิ่ม 5,000 บาท) พร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

https://www.suzuki.co.th

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

 

NEW CARS : The All-New Lexus LM A New Space for Luxury ที่สุดแห่งยนตรกรรมหรูระดับผู้นำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำที่สุดแห่งยนตรกรรมหรูระดับผู้นำ ลักซ์ชัวรี่แวนรุ่นใหม่ล่าสุดของเลกซัส "The All-New Lexus LM…A New Space for Luxury” เปิดตัวเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563

   The All-New Lexus LM ที่สุดแห่งเกียรติยศของยนตรกรรมหรูรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนา ภายใต้แนวคิดจาก3 องค์ประกอบหลักคือ 1) การออกแบบด้านนวัตกรรมล้ำสมัย(Lexus Innovation) 2) ความประณีตของชิ้นงาน (Craftsmanship) และ 3) วัฒนธรรมการต้อนรับและดูแลเอาใจใส่แบบ Omotenashi ของญี่ปุ่นทำให้ Lexus LM เป็นลักซ์ชัวรี่แวนที่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นยานยนต์ที่มีการออกแบบได้อย่างโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าแบบ “Spindle Grille”และไฟท้ายที่ลากยาวตลอดความกว้างของรถ สะท้อนเอกลักษณ์ของเลกซัสได้เป็นอย่างดีพร้อมมอบความเป็นส่วนตัวอันมีค่าทุกวินาทีขณะเดินทาง ด้วยภายในห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างประณีต พิถีพิถัน ดูหรูหรา แสดงออกถึงความละเอียดอ่อนและเอาใจใส่ เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์และฟังก์ชันการใช้งานที่ก้าวล้ำ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเบาะนั่งซึ่งได้นำวัสดุโฟมยูรีเทนมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก มอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทางไม่ว่าจะเป็นการเจรจาทางธุรกิจหรือพักผ่อนแบบส่วนตัว Lexus LM ถือเป็นนิยามใหม่ของยนตรกรรมที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตระดับผู้นำอย่างแท้จริง

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด    กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ที่ได้เปิดตัว The All-NewLexus LMซึ่งถือเป็นรถลักซ์ชัวรี่แวนระดับหรู รุ่นแรกจาก Lexus โดย Lexus LM คือผลงานที่แสดงออกถึงความประณีตและความพิถีพิถันในการออกแบบ ผสานกับนวัตกรรมความสะดวกสบายและเทคโนโลยีระดับสูง ถูกรังสรรค์ภายใต้แนวคิด “Mobile Private Lounge”ที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายของผู้โดยสาร ผสมผสานความสง่างาม และความสร้างสรรค์ มาพร้อมกับสมรรถนะการขับขี่ระดับมาตรฐานของรถยนต์ระดับหรู”

   นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “The All-New Lexus LM รุ่นใหม่ล่าสุดได้ถูกออกแบบเพื่อยกยกระดับนิยามแห่งความหรูหราแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านแนวคิดในการสื่อสาร คือ “ANew Space for Luxury” ซึ่ง Lexus LM นั้น มี4 จุดขายหลัก คือ

1)      “การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์” (Signature Styling):โดดเด่น ด้วยกระจังหน้า Spindle Grilleขนาดใหญ่ที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส มาพร้อมกับไฟหน้า LED แบบ 3-eye           ดูคมเข้ม ไฟท้าย LEDลากยาวตลอดความกว้างของรถเสริมให้ตัวรถดูกว้างและมั่นคง และไฟเลี้ยวแบบ Sequential Turning Lampsช่วยแสดงให้เห็นทิศทางการเลี้ยวได้อย่างชัดเจน

2)      "ความสะดวกสบายที่เหนือกว่าและความบันเทิงระดับพรีเมียม”(Exceptional Ride Comfort and Entertainment):หัวใจสำคัญของการพัฒนา The All-New Lexus LMคือมุ่งมั่นที่จะยกระดับความสะดวกสบายที่เหนือกว่าไปให้ถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยมุุมมองใหม่และแนวคิดที่แตกต่างทำให้ Lexus LM เป็นลักซ์ชัวรี่แวนสำหรับผู้นำที่ครบครันทั้งความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมเบาะนั่งโฟมยูรีเทน AdaptiPedic โดย Woodbridgeมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ Lexus LM ยังมาพร้อมกับสุดยอดเครื่องเสียงจาก Mark Levinson กับหน้าจอขนาดใหญ่บน Partitionพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่ครบครัน มอบประสบการณ์ทั้งความหรูหรา ส่วนตัว และความสุนทรีย์สูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาบนรถคันนี้ คือช่วงเวลาคุุณภาพระดับผู้นำ

3)      “ความประณีตและความพิถีพิถัน” (Takumi Craftsmanship):ความประณีตพิถีพิถันถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Lexusนั้นแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการเย็บ ฝีเข็มต่างๆ ที่เกิดจากช่างชำนาญการของเลกซัสที่เรียกว่า Takumi ซึ่งช่างเหล่านี้ใช้เวลาฝึกฝนนานกว่า 60,000 ชั่วโมง และตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับ Lexus LM คือการนำลายไม้แบบใหม่ที่เรียกว่า Gin Sui Boku มาใช้เป็นครั้งแรก โดยลายไม้นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหมึกวาดสีเงิน สะท้อนความประณีตและช่วยเสริมให้ห้องโดยสารมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น

4)      เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus SafetySystemPlus: ทีมวิศวกร Lexus LM ได้ศึกษาเรื่องความปลอดภัยในทุกด้านอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดีที่สุด โดยเราคำนึงถึงทั้งผู้โดยสารเพื่อนร่วมทาง และคนเดินถนน  เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจตลอดการเดินทาง

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่า “ผมได้ทำการขับทดสอบ Lexus LM หลายครั้ง ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ที่มาพร้อมกับช่วงล่างและการตอบสนองได้ดั่งใจ ยิ่งไปกว่านั้นภายในห้องโดยสารของรถคันนี้ได้ออกแบบอย่างประณีตและพิถีพิถันเสมือนนั่งอยู่ในห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ที่มอบความสะดวกสบายขั้นสูงสุด  สัมผัสได้ถึงความเงียบ และความกว้างขวางเหนือระดับที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน”

   TheAll-New Lexus LM 300hมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตรไฮบริดที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมอีกทั้งประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านสามารถเลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมหรู ได้ทั้งรุ่น 7 ที่นั่งและ 4 ที่นั่ง นอกจากนั้น Lexus LM มาพร้อมกับสีภายนอกและสีภายใน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สีภายนอก:  2 สี

• Black                                               • White Pearl Crystal Shine

สีภายใน:  2 สี

• Black                                               • White

วัสดุแผงข้างประตู:

• Gin Sui Boku

ราคา

ŽLexus LM300h Executive 4-seater                   6,500,000 บาท

ŽLexus LM300h Executive7-seater                   5,500,000 บาท

พิเศษสุด!!เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

·       รับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟ รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษตลอดทั้งปี

·       รับประกันคุณภาพรถยนต์เลกซัสและระบบไฮบริด 4ปี ไม่จำกัดระยะทาง  พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดของรถยนต์เลกซัสทุกรุ่น 10ปี ไม่จำกัดระยะทาง  สำหรับลูกค้าที่อยู่ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล สามารถรับบริการรับ-ส่งรถถึงบ้านลูกค้า เพื่อนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการทั้ง 3 แห่ง

·       อุ่นใจทั่วไทยกับบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15แห่งทั่วประเทศ

พบกับ The All-New LexusLM300h

ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

- บริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด (พระราม 9)                          โทรศัพท์  0 2716 8999

58ถ.ริมคลองแสนแสบ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม. 2)  โทรศัพท์  0 2521 1111

14/459 ม.4 ถ.รามอินทรา กม.2 อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพฯ 10220

- บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สาขา สุขุมวิท (ซอย18)             โทรศัพท์  0 2260 8123

1/1ถ.สุขุมวิท18คลองเตย กรุงเทพฯ 10110

อุ่นใจกับบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15แห่ง

- บริษัท โตโยต้า เชียงใหม่ จำกัด                                      โทรศัพท์  053 277 888

62/1 ถ.มหิดล ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

- บริษัท โตโยต้า ล้านนา จำกัด                                          โทรศัพท์  053 408 999

62 ถ.โชตนา ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300

- บริษัท โตโยต้านครพิงค์เชียงใหม่ จำกัด                             โทรศัพท์  053999888

130/555 ม.9 ถ.เชียงใหม่-ฮอด ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100

- บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด                 โทรศัพท์  043 008 888

548 ม.12 ถ.มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

 -บริษัท โตโยต้าแก่นนคร จำกัด                                       โทรศัพท์  043 333 444

359/888 ม.17 ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

- บริษัท โตโยต้า อมตะ จำกัด                                           โทรศัพท์  043 240 333

88/8 ม.7 ถ.มะลิวัลย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

- บริษัท โตโยต้าดีเยี่ยม จำกัด                                           โทรศัพท์  092 474 9999

99 ถ.ชยางกูร ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000

- บริษัท โตโยต้าเขาใหญ่ จำกัด                                          โทรศัพท์  044 311 312

293 ถ.มิตรภาพ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130

- บริษัท โตโยต้าไทยเย็น จำกัด                                          โทรศัพท์  044 756 333

699 ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000

- บริษัท โตโยต้า อินเตอร์ยนต์ชลบุรี (1999) จำกัด                 โทรศัพท์  038 798 833

24/99 ม.6 ถ.บายพาส ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000

- บริษัท โตโยต้า เจริญยนต์ชลบุรี จำกัด                              โทรศัพท์  038 255 663

102/34 ม. 1 ถ.สุขุมวิท ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250

- บริษัท โตโยต้า จี เอ็น ดี ชลบุรี จำกัด                                โทรศัพท์  038 719 999

18/4 ม.4 ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150

- บริษัท โตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด             โทรศัพท์  077 284 900

68/45 ม.2 ถ.ศรีวิชัย ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000

- บริษัท โตโยต้าเพิร์ล ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด                      โทรศัพท์  076 302 222

61/11 ม.2 ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83200

- บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด สาขาหาดใหญ่                         โทรศัพท์  074 222 222

456 ถ.เพชรเกษม ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ...

 www.lexus.co.th

www.facebook.com/LexusThailand

 

 
 

More Articles...

Page 1 of 10

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : โตโยต้า แนะนำ “KINTO ONE Limited รุ่น ATIV” บริการออนไลน์เช่ารถระยะสั้น ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวในทุกการเดินทาง              บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง... Read more...
MOTOR NEWS : ร้อนนี้มั่นใจ เดินทางปลอดภัยกับเชฟโรเลต ลูกค้าเชฟโรเลตรับการตรวจเช็ครถฟรี 30 รายการ    เชฟโรเลต ประเทศไทยจัดแคมเปญ  “Chevrolet Summer Drive 2020”ร้อนนี้มั่นใจ เดินทางปลอดภัยกับเชฟโรเลต เพื่อเป็นการสนองนโยบาย... Read more...
MOTOR NEWS : ปอร์เช่ เอเอเอสฯ จัดมาตรการรักษาความสะอาดและสุขอนามัย รับมือและป้องกัน COVID-19 เพื่อความมั่นใจแก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ                        บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS)ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red