Developed by JoomVision.com

MOTOR NEWS

MOTOR NEWS : วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำยนตรกรรมพรีเมียมที่ครองใจคนไทย ทุบสถิติยอดขายรถยนต์ใหม่ปี 2561 มากถึง 1,292 คัน สูงสุดในรอบ 5 ปี

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ทุบสถิติยอดขายรถยนต์ใหม่ปี 2561  ที่ 1,292 คัน นับเป็นยอดขายสูงสุดในรอบ 5 ปี ด้วยยอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 13% คิดเป็นอัตราการเติบโต 32% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ที่มีปริมาณรวมในตลาดรถยนต์พรีเมียมที่ 30,797 คัน

   มร. คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทวอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ความสำเร็จของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในปีที่ผ่านมาว่า “วอลโว่ยังคงสร้างความแข็งแกร่ง และครองสถานะหนึ่งในแบรนด์ยนตรกรรมพรีเมียมที่มีการเติบโตเร็วที่สุด เห็นได้ชัดจากยอดจัดจำหน่ายและตอบรับของลูกค้าในเชิงบวกต่อการนำเสนอรูปแบบ คุณภาพ และความโดดเด่นของรถยนต์วอลโว่ และยังชื่นชมต่อความพยายามของเราในการผลักดันความสำคัญทั้งเรื่องความปลอดภัยและเทคโนโลยีในการขับขี่อย่างต่อเนื่อง โดยวอลโว่ XC60 พรีเมียมเอสยูวีขนาดกลาง ยังคงครองรุ่นที่มียอดจัดจำหน่ายสูงสุด ตามมาด้วยวอลโว่ XC90 ลักชัวรี่เอสยูวีขนาดใหญ่ และวอลโว่ S90 ยานยนต์ซีดานขนาดใหญ่ ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์วอลโว่ในไทยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ยอดขายของวอลโว่ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2561 วอลโว่มียอดขายรวมทั่วโลกที่ 642,253 คัน เพิ่มขึ้น 12.4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560

   ความสำเร็จของวอลโว่ไม่เพียงเห็นได้จากยอดจัดจำหน่ายเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงการทำงานหนักและความมุ่งมั่นของทุกคนในองค์กรและเครือข่ายผู้จำหน่ายของเรา โดยวอลโว่จะยังคงทุ่มเทสรรค์สร้างความสำเร็จต่อไปในปี 2562 ทั้งการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ รวมถึงการผลิตเอสยูวี New XC40 เป็นปีแรก”เพื่อตอบแทนความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย พร้อมเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าด้วยการขยายโปรแกรมบำรุงรักษาที่ครอบคลุมระยะเวลายาวนานยิ่งขึ้น

   ดูรายละเอียดรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของวอลโว่ที่เว็บไซต์www.volvocars.co.th

 

MOTOR NEWS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครองแชมป์ผู้นำตลาดรถหรู 18 ปีซ้อน ด้วยยอดขาย 15,785 คัน พร้อมเปิดตัวแรงรับต้นปี จัดหนัก 2 รุ่นใหม่ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53 อย่าง CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ และ E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า

 

 

 

 

 

   บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด แถลงผลประกอบการประจำปี 2561 ตอกย้ำ ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งตลาดรถหรูเมืองไทย18 ปีติดต่อกัน ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 15,785คัน เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ เน้นนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่มากกว่า 20รุ่นครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ ปูพรมด้วยกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปีเพื่อสร้าง       ความแข็งแกร่งให้กับรถยนต์ในแบรนด์หลักอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz)     เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG)  เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach)และแบรนด์เทคโนโลยี อีคิว (EQ)ล่าสุดประเดิมเปิดตัวรถยนต์สองรุ่นใหม่ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53อย่าง CLS53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศ และE 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้าเอาใจสาวกรถยนต์สายพันธุ์แกร่งพร้อมเสริมทัพด้วยบริการหลังการขาย เตรียมเปิด คลังอะไหล่แห่งใหม่ ที่ครบวงจรที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ และวางแผนแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มอีกสี่แห่งภายในสิ้นปี2562

   มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า       “ปี 2561 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจดจำของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ด้วยการครองตำแหน่งแบรนด์รถหรูระดับพรีเมี่ยมที่มียอดขายมากที่สุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน จากยอดจำหน่ายรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2,310,185คันและยังเป็นสถิติการเติบโตที่ต่อเนื่องยาวนานถึงแปดปี โดยมีรถยนต์ตระกูลเอสยูวีเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จจากยอดขาย 820,721 คัน นอกจากนี้รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยังสร้างยอดจำหน่ายสูงถึงหกหลัก ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รวมถึงจัดแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเพิ่มเติมรถยนต์ตระกูล 53 อีกทั้งรถยนต์ในกลุ่ม       คอมแพคคาร์ที่ได้ถูกจำหน่ายออกไปในจำนวนมากกว่า 609,000 คัน”

   “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุด ซึ่งในปีที่ผ่านมารถยนต์จำนวน 943,473 คันได้ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าโดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 7.8% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ        ปีก่อนในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น อินเดีย ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำลายสถิติด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์สูงถึง 15,785คัน เติบโตขึ้น 9%ซึ่งนับเป็นยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดรถหรูไว้ได้เป็นปีที่ 18ติดต่อกัน”

   “สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2562นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆผ่านรถยนต์รุ่นต่างๆให้กับผู้บริโภคภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์                เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค และอีคิวอย่างต่อเนื่องโดยบริษัทฯ วางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่มากกว่า 20 รุ่น พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการวางแผนสร้างระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การแนะนำรถยนต์ใหม่         การให้บริการหลังการขาย การขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และการเดินสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ด้านบริการลูกค้า บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ในการแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการไว้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีผู้จำหน่ายจังหวัดละหนึ่งแห่งเท่านั้น และในปีนี้เตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มอีกสี่แห่ง ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ซึ่งจะส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรวม 36 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้”มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาดบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“ปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าว มาจากการวางกลยุทธ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เปิดตัวรถยนต์รวม 16รุ่น ซึ่งแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีถือเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยอัตราการเติบโตจากปีก่อนหน้าแบบก้าวกระโดดถึง309% ซึ่งเป็นผลมาจากการรุกทำการตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การแนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทั้งรุ่นนำเข้า และรุ่นประกอบในประเทศรวมจำนวนห้ารุ่นการจัดกิจกรรม “Mercedes-AMG Driving Experience”ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้สื่อมวลชน และลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะรถยนต์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเปิดตัวผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ 12 แห่งทั่วประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านบริการหลังการขายให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว โดยในปีนี้จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูลเอเอ็มจีอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วย       สองรุ่นใหม่ในตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี53 อย่าง CLS53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศ และE 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีEQ Boost เพื่อเพิ่มพลังให้กับรถยนต์มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัว“AMG Brand Center”แห่งแรกในประเทศไทย โดยจะเป็นศูนย์ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่มีความทันสมัย และครบวงจรมากที่สุด และมีเพียง 11แห่งจากทั่วโลก”

   “ในด้านความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้สูงขึ้น มีการจับมือกับสามเครือโรงแรมชั้นนำขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทำให้ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 200 แห่ง อีกทั้งจัดงาน    “Mercedes-Benz EQ Tech Day”เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตภายใต้แบรนด์อีคิว และยังได้นำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบอีคิวเอ (EQA)เข้ามาจัดแสดงให้สื่อมวลชน และผู้บริโภคได้ชมกันอย่างใกล้ชิด โดยในปีนี้บริษัทฯ เตรียมนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิวตลอดทั้งปีทั้ง EQ Power  รถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดEQ Power+ที่เป็นส่วนหนึ่งในรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และกลุ่มรถยนต์แต่งและ EQสำหรับรถยนต์Battery Electric Vehicles หรือ BEVพร้อมวางแผนขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 80แห่ง โดยจะเลือกสถานที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ามาใช้บริการ”

   “ในด้านกิจกรรมการตลาดเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ ในปี 2562 บริษัทฯ ได้สานต่อกลยุทธ์ Best Customer Experienceเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ผ่านการทำกิจกรรม    ไลฟ์สไตล์ภายใต้โกลบอลแพลทฟอร์ม “ชีส์เมอร์เซเดส”(She’s Mercedes)อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งในปีที่ผ่านมากิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า และผู้ที่ชื่นชอบ      แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกทั้งมีการสื่อสารบนช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 812,285คน และ 121,214คนตามลำดับ”มร.ฟรังค์กล่าวเพิ่มเติม

   นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหารฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “ ‘การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า’คือหัวใจในการบริการของเรา       บริษัทฯ จึงได้วางกลยุทธ์ในการให้บริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า โดยการนำเสนอแคมเปญบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ   เมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิสพลัส โปรแกรมการบำรุงรักษาและการรับประกันสำหรับลูกค้า        เมอร์เซเดส-เบนซ์, อะไหล่ REMAN แท้ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturing จากโรงงานผู้ผลิตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง Mercedes-Benz Engine Oil ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรวมถึงการสนับสนุนนักเรียนอาชีวะภายใต้โครงการเยอรมัน-ไทยเพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคี (GTDEE)ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมดสี่แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก และวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก บ้านโป่ง โดยในปีที่ผ่านมามีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าวและเข้าทำงานที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว จำนวน 30 คน และในปี 2562 นี้มีนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมกับบริษัทและเซ็นสัญญาเข้าทำงานกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหลังจบหลักสูตรในปี2563 แล้วอีกจำนวน 52 คน ทั้งนี้บริษัทฯ กำลังขยาย            ศูนย์ฝึกอบรมให้สามารถเพิ่มศักยภาพการฝึกอบรม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี2562 นี้”

   “ในปี 2562บริษัทฯ วางแผนที่จะยกระดับการให้บริการในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งบริการด้านการบำรุงรักษา และการขยายพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยเตรียมเปิดตัว ‘คลังอะไหล่แห่งใหม่’(Parts Distribution Center) บนถนนบางนา-ตราด กม. 19 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งคลังอะไหล่แห่งนี้จะมีระบบการจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำหน้าที่วิเคราะห์และจัดเก็บอะไหล่ ให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายอะไหล่รถยนต์ให้ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น และในส่วนความพร้อมเพื่อสร้างเครือข่ายที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ทั่วประเทศนั้น ปัจจุบัน              เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการจำนวน 32 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 17 แห่ง และต่างจังหวัด 15 แห่ง และเตรียมแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับแบรนด์รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มอีกสี่แห่ง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครสองแห่ง และต่างจังหวัดอีกสองแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็น 36 แห่ง และในปีนี้ยังมีแผนขยายศูนย์บริการสีและตัวถังที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์อีก 4 แห่งรวมเป็น 15 แห่งทั่วประเทศ  เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีตระกูล53คือผลลัพธ์ของการผสมผสานเครื่องยนต์แบบแถวเรียง6สูบ ขนาด 3.0ลิตรที่ให้กำลัง320กิโลวัตต์ (435แรงม้า)กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต และอัตราการใช้พลังงานที่เยี่ยมยอด รถยนต์ตระกูลนี้มีระบบอีคิวบูสท์(EQ Boost)รวมถึงสามารถสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถที่ใช้แรงดันไฟฟ้า48 โวลต์ได้ ระบบอีคิวบูสท์เป็นระบบ   มอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ อีกทั้งยังเป็นระบบที่เป็นตัวกลางช่วยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ด้วย

Mercedes-AMG CLS53 4MATIC+รุ่นประกอบในประเทศ

   ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบแผงบังคับลมคู่สีเงินชุบโครเมี่ยม วัสดุเก็บขอบด้านข้างแบบพิเศษ กระโปรงหลังรูปแบบใหม่ล่าสุดที่สอดรับกับปลายท่อไอเสียทรงกลมทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วยสีดำพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDwith ULTRA RANGE Highbeamที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้า LEDมาตรฐาน(ที่มีหลอดไฟ LED84หลอดต่อข้าง)เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง ระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้ายและสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร รวมถึงหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ดีไซน์ภายในติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะให้หรูหรา หลากหลาย และเข้ากับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่12.3นิ้วทำงานร่วมกับ MB Audio 20 พร้อม Touchpadและ Controller ที่

   ผู้ขับขี่จะสามารถปรับแต่งการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3รูปแบบได้แก่ “Classic”“Sport”และ “Progressive” อีกทั้งยังสามารถเลือกแสดงข้อมูลต่างๆ ได้เพิ่มเติมตามต้องการอีกด้วย โดย

   ผู้ขับขี่ยังจะสามารถควบคุมรถด้วยพวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64สีและระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound system

   ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่มีมาอย่างมากมายเพื่อช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบ PRE-SAFE®Plus และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) นอกจากนี้ เทคโนโลยีเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmissionที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้เป็นระบบเกียร์ที่ตอบสนองดีขึ้นเมื่อผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ ระบบขับเคลื่อน4 ล้อพร้อมเทคโนโลยีAMG Performance4MATIC+แบบแปรผันได้สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลมAMG RIDE CONTROL+ Suspensionที่ทำงานโดยอัตโนมัตินั้นยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกรื่นรมย์มากยิ่งกว่าที่เคย

   E 53 4MATIC+ Coupéคือรถยนต์คูเป้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนผ่านการออกแบบที่เปี่ยมพลัง สวยงาม และน่าดึงดูดใจ สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับได้ในทุกย่านความเร็ว

   ดีไซน์ภายนอกได้รับการออกแบบให้สะท้อนสมรรถนะที่เหนือกว่า ผ่านรูปลักษณ์แบบคูเป้และลายเส้นด้านข้างที่ดูทรงพลัง ฝากระโปรงและช่องพาวเวอร์โดม พร้อมตกแต่งกระจกมองข้างและขอบบานกระจกด้วยสีดำที่ช่วยเสริมความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้นท่อไอเสียแบบAMG Sport exhaust system ปลายท่อไอเสียคู่แบบ 2round twin tailpipe lookสปอยเลอร์ด้านหลังบน     ฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler lipปลายสปอยเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเสริมคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วย       สีดำพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี         ไฟเบอร์ออฟติกรวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ดีไซน์ภายในมาพร้อมกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุ Metal-weaveและ Black pianoเบาะที่นั่งหุ้มของเอเอ็มจีและตราสัญลักษณ์เอเอ็มจีด้วย ARTICO leatherตัดสลับ DINAMICA Microfibreเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พวงมาลัยแบบAMG Performance steering wheel หุ้มหนัง nappaตกแต่งด้วย DINAMICA Microfibreที่เป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยไฟฟ้า แบบปรับน้ำหนักตามระดับความเร็ว เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า รวมถึงเพลิดเพลินกับระบบมัลติมีเดีย อย่าง       หน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpitระบบ MB Audio 20พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3นิ้วฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ pple CarPlay™และ Android Auto ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สายระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound systemรวมถึงระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ       64สี

   ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วยระบบปรับรูปแบบการขับขี่แบบ  AMG DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ให้สอดคล้องกับความต้องการได้ ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียวระบบกุญแจKEYLESS-GO พร้อมเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติไม่ต้องใช้มือ(HAND-FREE ACCESS)ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ   2-Zones ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist)ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System)ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist)ระบบนำทาง (navigation system)ระบบขับเคลื่อน4 ล้อพร้อมเทคโนโลยีAMG Performance4MATIC+รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลมAMG RIDE CONTROL+ Suspension

 

MOTOR NEWS : เปิดศักราชใหม่ปีหมูทองยอดขายมาสด้าพุ่งอีก 16% มอบข้อเสนอแทนใจ MAZDA SEASON OF LOVE

 

 

 

 

 

   มาสด้าสุดปลื้มหลังยอดขายรถทุกรุ่นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เปิดศักราชใหม่ต้อนรับปีหมูทองยอดขายก็พุ่งทำสถิติใหม่ทันที เดือนแรกทะยานสูงถึง 16% ด้วยตัวเลขยอดขายสูงสุด 5,247 คัน ผลพวงต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วที่มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการบริการหลังการขาย แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าที่ยังคงร้อนแรงแบบฉุดไม่อยู่ โดยเฉพาะมาสด้า2 ทำยอดขายสูงถึง 3,991 คัน เติบโต 64% ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก

   เปิดศักราชใหม่เดือนแรกตลาดรถยนต์เมืองไทยก็เริ่มคึกคักทันที รถยนต์มาสด้ายังคงได้รับกระแสความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้องเล็กสุดอย่างมาสด้า2 ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดด้วยยอดขายจำนวน 3,991คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 64% ตามมาด้วยรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร ที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จำนวน 547 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 จำนวน 299 คัน รถยนต์นั่งมาสด้า3 จำนวน 237 คัน รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ CX-3 จำนวน 170 และรถสปอร์ต MX-5 จำนวน 3 คัน ส่งผลให้ยอดขายรถมาสด้าทั้งหมดในเดือนมกราคมปิดตัวเลขอย่างสวยสดงดงามอยู่ที่ 5,247คัน เติบโตสูงถึง 16% ถือเป็นความสำเร็จในด้านการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้จำหน่าย รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การเติบโตของยอดขายในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี และเราจะยังคงทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ผู้จำหน่ายของเราสามารถตอบสนองการบริการที่ดีที่สุดไปยังลูกค้าของเรา โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม ซึ่งเป็น 2 เดือนสุดท้ายในการที่จะปิดปีงบประมาณ เดิมที่เราวางเป้าไว้คือ 65,000 คัน แต่ตอนนี้มียอดขายไปแล้ว 59,136 คัน คาดว่าจะทะลุเกินเป้าหมายที่วางไว้

   นอกจากนี้มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษแทนใจในช่วงซีซั่นแห่งความรัก ต้อนรับวาเลนไทน์ ภายใต้แคมเปญ MAZDA SEASON OF LOVE”ระหว่างวันที่ 9 – 17 กุมภาพันธ์ นี้ เพียง 9 วัน เท่านั้น เพื่อตอกย้ำเดือนแห่งความรัก และสร้างความต่อเนื่องของเรื่องราวความรักชายหญิงที่มาพบรักกันที่โชว์รูมมาสด้า ด้วยข้อเสนอพิเศษ ออกรถ CX-5 วันนี้ รับดอกเบี้ย 0% และประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insuranceจองรถมาสด้า3, CX-3หรือ CX-5 รับฟรี Apple CarPlay มูลค่า 4,500 บาท จำนวนจำกัดเพียง 800 คัน เท่านั้น

   ทั้งนี้สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่มาสด้ากำลังดำเนินการเพื่อรองรับกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ การเร่งขยายเครือข่ายและการปรับโชว์รูมรูปลักษณ์ใหม่ให้ครบ 100% ในปีนี้ รวมทั้งกระบวนการทำงานของผู้จำหน่ายให้สามารถรองรับจำนวนลูกค้าต่อวันให้ได้มากขึ้น รวมไปถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้ด้วย

   โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ www.mazda.co.thและMazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 

MOTOR NEWS : ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 (Porsche Cayman GT4) รถแข่งสายพันธุ์แรลลี่ วิ่งทดสอบท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง

 

 

 

 

 

 

   บริษัทผู้ผลิตยนตกรรมสปอร์ตชั้น จากZuffenhausenมีแผนที่จะหวนคืนสู่แวดวงการแข่งขัน แรลลี่อีกครั้ง และด้วยสาเหตุดังกล่าว แผนกมอเตอร์สปอร์ตซึ่งตั้งอยู่ในโรงงานWeissach กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนารถ แข่งสมรรถนะสูง ปอร์เช่718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 CaymanGT4 Clubsport) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมประลองความเร็วในรายการ แข่งขันตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของFIA R-GT ทั้งนี้รถแข่งคันดังกล่าวมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์พร้อมลงสู้ศึกในฤดูกาล2020 เป็นต้นไป ปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุนส่งเสริม ให้เกิดการตัดสินใจครั้งนี้คือผลลัพธ์ที่ดีจากการเปิดตัวรถต้นแบบการแข่งขันแรลลีอย่างเคย์แมนจีที4 (Cayman GT4 Rallye Concept Car) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการแข่งขันแรลลี่รายการ2018 ADAC Rallye Deutschlandในขณะนั้น Romain Dumas(ฝรั่งเศส) รับหน้าที่ขับรถต้นแบบอวดโฉมสู่สายตาสาธารณชนในฐานะของรถแข่งคันหนึ่งการวิ่งทดสอบครั้งแรก ของยนตรกรรมสปอร์ตต้นแบบสายเลือดแรลลี่เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะ และน้ำแข็งในกิจกรรมฤดูหนาวซึ่งจัดขึ้นโดยปอร์เช่ ก่อนการแข่งขันGP Ice Race ในZell am See (ประเทศออสเตรีย, 19/20 มกราคม) ยอดนักขับมากฝีมือผู้รับหน้าที่ในการ ควบคุมพวงมาลัยของรถต้นแบบคันล่าสุด คือRichard Lietz ผู้ซึ่งกำลังรั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนสะสมของการแข่งขัน รถยนต์ทางเรียบFIA World Endurance Championship (FIA WEC, รุ่น GTE-Pro)

   สิ่งที่แตกต่างของรถต้นแบบ นั่นคือรถแข่งแรลลี่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นในอนาคต จะไม่ได้พัฒนาบนพื้นฐานของปอร์เช่ เคย์แมนจีที4 คลับสปอร์ต (Porsche Cayman GT4 Clubsport)ที่ถูกผลิตขึ้นก่อนปี2018, แต่รถคันนี้จะมีพื้นฐาน มาจากปอร์เช่718 เคย์แมนจีที4 คลับสปอร์ต รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงต้นเดือนมกราคมเป็นรถแข่งที่สามารถตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าที่ ชื่นชอบกีฬาความเร็วได้อย่าง สมบูรณ์ ออกแบบพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันรุ่นGT4 รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมclubsport และtrackdayมาพร้อมด้วยสมรรถนะชั้นยอดจากขุมพลังเครื่องยนต์  6 สูบนอน ขนาดความจุ3.8ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด425แรงม้า(313กิโลวัตต์)แนวคิดในการออกแบบพัฒนา ปอร์เช่718เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต รุ่นล่าสุด (The new PorscheCayman GT4 Clubsport)ไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และศักยภาพในการทำความเร็วต่อ รอบสนามให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการเลือกใช้วัสดุในการผลิตที่แข็งแรงทนทานรวมทั้งเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมอีกด้วยปอร์เช่718เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718Cayman GT4 Clubsport) คือรถแข่งจาก สายการผลิตคัน แรกที่ได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังที่ผลิตขึ้นจากวัสดุnatural-fibre composite

   การปรากฎตัวของรถต้นแบบการแข่งขันแรลลี ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 (Porsche Cayman GT4 Rallye Concept Car) ในการแข่งขัน2018 Rallye Deutschland สามารถสร้างเสียงตอบรับที่ดีจากบรรดาผู้ชื่นชอบกีฬาแรลลี่ ทีมแข่ง นักขับ และทีมงานผู้จัดการแข่งขัน เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนารถแข่งสมรรถนะสูงคันใหม่ ล่าสุด ข้อได้เปรียบที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานอันยอดเยี่ยมของรถจากสายการผลิตปกติ ส่งผลไปถึงการประหยัดงบประมาณ ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างสรรค์รถแข่งให้สามารถผ่านหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของรุ่นR-GTได้อย่างง่ายดาย

ปอร์เช่กับการแข่งขันแรลลี่: ประวัติศาสตร์มากด้วยเกียรติยศ

   ปอร์เช่มีประวัติความเป็นมายาวนานและเต็มไปด้วยความสำเร็จมากมายในแวดวงของการแข่งขันกีฬาแรลลี่ ไม่ว่าจะเป็น ชัยชนะแบบ overall จากรายการสุดหฤโหดDakar Rally เมื่อปี1986 ด้วยรถแข่งปอร์เช่959 (Porsche 959) และนี่คือประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกเป็นครั้งแรก ตามติดมาด้วยผลงานของรถแข่งปอร์เช่953 (Porsche 953)ซึ่งมีพื้นฐาน จากเวอร์ชันขับเคลื่อน 4 ล้อfour-wheel-drive ของรุ่น911 แน่นอนว่านี่คือการคว้าชัยชนะในรายการDakar Rallyมาได้อีกครั้ง มาถึงช่วงปลายยุค 60ต่อเนื่องไปยังช่วงต้นยุค70Vic Elford และBjörn Waldegard เป็นคู่หูนักแข่งที่สามารถเอาชนะในMonte Carlo Rallyหนึ่งในรายการแข่งขันแรลลี่รายการใหญ่ชื่อก้องโลกด้วยรถปอร์เช่911 หลังจากนั้นอีกหลายปี เหล่านักแข่งรถผู้แสวงหาความเป็นหนึ่งล้วนมอบความเชื่อมั่นไว้วางใจในสมรรถนะ ของปอร์เช่911 (Porsche 911)ในหลาก หลายเวอร์ชันความแรง ทั้งในการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ ยิ่งไปกว่านั้น นักแข่งรถสังกัดทีมโรงงานปอร์เช่Timo Bernhard และRomain Dumasก็ได้ผันตัวเองเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ กีฬาแรลลี่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการส่วนตัว

ข้อกำหนดการแข่งขันFIA R-GT class

   หลักเกณฑ์ข้อกำหนดในการแข่งขันรุ่นR-GT ได้รับการประกาศใช้โดยสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือFIA อันเป็น หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมกฎระเบียบการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตในระดับโลก สำหรับฤดูกาล2011 จุดมุ่งหมาย ของหลักการคือการเปิดโอกาสให้ทีมแข่งอิสระที่บริหารงานโดยบุคคลทั่วไป และนักขับระดับเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมการ แข่งขันแรลลี่ในรายการสำคัญต่างๆ ภายใต้งบประมาณการทำทีมที่เหมาะสม ต่อเนื่องมาถึงฤดูกาล2014 ข้อกำหนด ดังกล่าวได้รับการปรับแก้ไขเพิ่มเติม เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถจัดกิจกรรมทดสอบในสนามแข่งทั่วทุกมุมโลก ได้ด้วยรถแข่งที่ผ่านหลักเกณฑ์ของR-GT-homologatedเนื้อหาดังกล่าวยังรวมถึงรายการ สำคัญอย่างMonte Carlo Rally และที่สุดของตำนานทางฝุ่นอย่างการแข่งขันWRC รายการMediterranean island of Corsica

 

MOTOR NEWS : อีซูซุพร้อมร่วมมือภาครัฐ เผยรถบรรทุกอีซูซุมากกว่า 400 รุ่นปรับใช้ B20 ได้เน้นย้ำเตรียมรถก่อนใช้อย่างถูกต้องเพื่อคงสมรรถนะการใช้งานที่ดี

 

 

 

 

 

 

 

   นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเปิดเผยว่า “อีซูซุพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่กับโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในภาคคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำน้ำมันปาล์มที่มีราคาตกต่ำ มาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม พร้อมสนับสนุนการลดค่าใช้จ่ายภาคขนส่งจากส่วนต่างราคาน้ำมัน โดยรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่อีซูซุสามารถรองรับการใช้น้ำมัน B20 ได้มากกว่า 400 รุ่นแต่ต้องเตรียมความพร้อมรถแต่ละรุ่น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนและเพิ่มความถี่ในการบำรุงรักษา โดยลูกค้าอีซูซุสามารถติดต่อและนำรถเข้าศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศเพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้งานในภายหลัง”

   การส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20นับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะมีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติจากผลผลิตในประเทศจึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งของผู้ประกอบการ เนื่องจาก B20 มีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซล สำหรับเจ้าของรถบรรทุกอีซูซุที่ต้องการสนับสนุนการใช้น้ำมัน B20สามารถเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับรุ่นรถเพื่อรับคำแนะนำและเตรียมความพร้อมของรถก่อนการใช้ได้ที่ศูนย์บริการอีซูซุมาตรฐานที่มีมากกว่า 300แห่งทั่วประเทศได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

MOTOR NEWS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เติบโตต่อเนื่อง หลังผลดำเนินงานทะลุเป้าหมายในปี 2561

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2561 ประสบความสำเร็จเหนือกว่าเป้าหมายและการคาดการณ์ โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรม ด้วยยอดจำหน่ายในประเทศรวม 84,560 คัน หรือ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.3 เมื่อเทียบกับปี 2560 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์มีการขยายตัวร้อยละ 19.5 ด้วยจำนวน 1,041,739คัน ส่วนแบ่งการตลาดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เติบโตขึ้นไปที่ร้อยละ 8.1

   มิตซูบิชิ ไทรทันมีสัดส่วนการจำหน่ายที่ร้อยละ 47 (39,984 คัน) จากยอดจำหน่ายทั้งหมดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขณะที่รถยนต์ซิตี้คาร์ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ มีสัดส่วนการจำหน่ายร้อยละ 31 (26,085 คัน) มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีสัดส่วนการจำหน่ายร้อยละ 15 (12,982 คัน) อีกทั้งยังครองอันดับ 1 ในผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ในประเทศไทยของ เจ.ดี. พาวเวอร์ ประจำปี 2561 (IQS) และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท อิดิชั่น ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองราว 2,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน นับตั้งแต่เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 จนสิ้นสุดเดือนมกราคม 2562

   สำหรับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ซึ่งประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่าย 5,509 คัน คิดเป็นร้อยละ 7 ของยอดขายทั้งหมดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

   “ความสำเร็จของเราในปี 2561 เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือการนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมอุปกรณ์ครบครันที่สุด เทคโนโลยีก้าวล้ำหน้า สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม มีความปลอดภัยและขับสนุกรวมถึงการออกแบบที่ล้ำสมัยให้แก่ลูกค้าของเรา” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวภายในงานแถลงผลการดำเนินงาน

   “กระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของเราเริ่มต้นจากบุคลากรของเรา โดยใน ปี 2561 ที่ผ่านมา เราได้เริ่มดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเสริมทักษะและยกระดับประสิทธิภาพของบุคลากร ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า นอกจากนี้เรายังได้ดำเนินกิจกรรมการตลาดหลากหลายรูปแบบซึ่งทำให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” มร. ชกกิ กล่าว

   มร. ชกกิกล่าวเสริมว่าปัจจัยสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมาจากการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าด้วยการปรับปรุงหลายส่วนงานอย่างเป็นรูปธรรม อาทิโชว์รูมดีไซน์ใหม่ รวมถึงความสำเร็จในการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาทักษะด้านการบริการและการปฏิบัติงานของผู้จำหน่าย

   ปัจจัยหนุนผลประกอบการที่สำคัญยังรวมถึงการเปิดตัวรถยนต์ 9 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่,มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่,มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่,มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่,มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่,มิตซูบิชิ มิราจ และ แอททราจ ลิมิเต็ด เอดิชั่น,มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท เมกะแค็บ และมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น

   อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมความสำเร็จคือ Advanced ‘Dynamic Shield’ เอกลักษณ์ด้านการออกแบบของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ถูกถ่ายทอดไว้ในรถรุ่นใหม่ล่าสุด ผสานความปลอดภัยเข้ากับดีไซน์ของรถได้อย่างลงตัว รถรุ่นใหม่ล่าสุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จึงมีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของ Advanced ‘Dynamic Shield’ การออกแบบที่เน้นเส้นสายโฉบเฉี่ยวคมชัด นำมาซึ่งดีไซน์รถที่สวยงามและสะท้อนความแข็งแกร่งพร้อมปกป้องและมอบความปลอดภัย

   ขณะที่สโลแกน “ เราดูแล คุณแค่ขับ”ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ก็ได้กลายเป็นที่ยอมรับและครองใจเจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิ สโลแกนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อการพัฒนาด้านความพึงพอใจลูกค้า นำเสนอการบริการอันเป็นเลิศครอบคลุม 5มิติ ได้แก่

-   Genuine Service:พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24ชั่วโมง

-   Genuine Parts: มั่นใจได้ในอะไหล่แท้ราคามาตรฐานที่ช่วยยืดอายุการใช้งานรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น และมีการบริหารจัดการอะไหล่เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการรอ

-   Genuine Technicians:บริการโดยทีมงานผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมและฝึกฝนโดยตรงจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)

-   Genuine Performance:มุ่งมั่นให้บริการ เพื่อคงคุณภาพรถยนต์ให้คงสมรรถนะได้อย่างยาวนาน

-   Genuine Network & Accessibility:สะดวกยิ่งขึ้นด้วย M-Driveแอพพลิเคชั่นบน
สมาร์ทโฟน เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการจากเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

   “เราดูแล คุณแค่ขับ”คือหนึ่งในความมุ่งมั่นเพื่อยกระดับความพึงพอใจลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการจัดอันดับด้านการบริการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 2 ของดัชนีความพึงพอใจด้านบริการงานขาย (CSI)และอันดับที่ 4ของดัชนีความพึงพอใจด้านการบริการงานขาย (SSI)จากผลการศึกษาโดย เจ.ดี. พาวเวอร์ ประเทศไทย ประจำปี 2561

   สำหรับด้านการส่งออกมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยรถยนต์สำเร็จรูป (BU) และรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD) มียอดส่งออกรวมทั้งหมด 347,000 คันซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ ทั้งนี้การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป (BU) ไปยังโรงงานประกอบรถยนต์ในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย และบราซิล อยู่ที่อัตราคงที่ ขณะที่ยอดการส่งออกรถยนต์ชิ้นส่วนประกอบ (KD) เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 37

   และสำหรับด้านการผลิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญที่ร้อยละ 11.2เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้วยยอดการผลิตทั้งหมด 444,000 คัน

   สำหรับปี 2562 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยจะได้แรงขับเคลื่อนจากยอดจำหน่ายของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และ มิตซูบิชิเอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 7 รุ่น

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยยังมุ่งเน้นปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3ด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม การให้ความสำคัญกับลูกค้าและปรับปรุงเครือข่ายผู้จำหน่าย และการเพิ่มทักษะของบุคลากร เพื่อการสร้างความพึงใจสูงสุดแก่ลูกค้าผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั้ง 223แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะดำเนินการปรับโฉมใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2564

   แม้ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2562 ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตแบบทรงตัว อย่างไรก็ตาม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังแสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่อศักยภาพและอนาคตของประเทศไทย  ซึ่งเป็นศูนย์การดำเนินงานที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น ด้วยกำลังการผลิตที่สูงถึงเกือบร้อยละ 30 ของกำลังการผลิตในระดับโลกทั้งหมดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกทั้งยังได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในระดับโลก

   ด้านการดำเนินงานในระยะกลาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตั้งเป้าหมายด้านส่วนแบ่งทางการตลาดไว้สูงกว่าร้อยละ 10ด้วยการนำเสนอยานยนต์คุณภาพ การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและความพึงพอใจลูกค้า ตลอดจนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยบริษัทฯ คาดหวังว่าจะได้รับอนุมัติการส่งเสริมการผลิตครอบคลุมรถไฟฟ้าประเภทพลังงานแบตเตอรี่ (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)ในเร็วๆ นี้

   มร. ชกกิกล่าวปิดท้ายด้วยการเชิญชวนให้ลูกค้าทั่วประเทศได้มาสัมผัสกับรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง “ไม่มีอะไรจะสร้างความประทับใจได้ดีไปกว่าการที่ลูกค้าได้มาสัมผัสกับรถยนต์และการบริการจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ด้วยตัวเอง ด้วยความครบครันทั้งด้านดีไซน์และเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและสมรรถนะที่เป็นเลิศ ท่านจะเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงได้รับรางวัลต่างๆ รวมไปถึงการจัดอันดับให้เป็นผู้นำทั้งด้านการบริการลูกค้าและงานขาย รวมถึงด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์” มร. ชกกิ สรุป

 

MOTOR NEWS : โปรกอล์ฟหญิงระดับโลกร่วมดวลวงสวิง ในศึก ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019’ 21-24 กุมภาพันธ์ ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส ชิงเงินรางวัลกว่า 53 ล้านบาท และรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO รุ่น TURBO RS

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับไอเอ็มจี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมการแข่งขันกอล์ฟสตรี ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ระหว่างวันที่ 21 - 24 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส  จ.ชลบุรี  ชิงเงินรางวัลกว่า 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 53 ล้านบาท พร้อมด้วยรางวัลพิเศษรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO รุ่น TURBO RS  มูลค่า  1,219,000 บาท โดยมีนักกอล์ฟระดับโลกรวม 70 คน เข้าร่วมดวลวงสวิงทั้งนักกอล์ฟหญิงท็อป 10 ของโลก อาทิ “อี มินจี” จากออสเตรเลีย, “พัค ซอง-ฮยอน” จากเกาหลีใต้, “บรู๊ค เฮนเดอร์สัน” จากแคนาดา, “นาสะ ฮาตาโอกะ” จากญี่ปุ่น  รวมทั้งแชมป์เก่า “เจสซิกา คอร์ดา” จากสหรัฐอเมริกา ร่วมด้วยนักกอล์ฟขวัญใจชาวไทย อาทิ มือวางอันดับ 1 ของโลก “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล, “โปรโม” โมรียา จุฑานุกาล, “โปรแหวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ และ “โปรจูเนียร์" ธิฎาภา สุวัณณะปุระ โดยเตรียมจัดกิจกรรมมากมาย ไว้ต้อนรับแฟนกอล์ฟผู้เข้าชมงาน มุ่งสร้างชื่อเสียงประเทศไทย ในฐานะ “World-Class Golf Destination”

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นปีที่ 13 ที่ฮอนด้าเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก สำหรับในปี 2019 เป็นอีกปีที่มีความพิเศษ โดยเราได้รับการตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันจากเหล่านักกอล์ฟหญิงระดับโลก อาทิ อี มินจี เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ 4 รายการ  จากออสเตรเลีย, พัค ซอง-ฮยอน อดีตมือ 1 ของโลกและเจ้าของแชมป์เมเจอร์ 2 รายการจากเกาหลีใต้, บรู๊ค เฮนเดอร์สัน เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ 7 รายการ รวมทั้งเมเจอร์ รายการวีเมนส์พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ จากแคนาดา รวมถึงแชมป์เก่า เจสซิกา คอร์ดา จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งบินมาร่วมการแข่งขัน ให้แฟนกอล์ฟชาวไทยได้สัมผัสการดวลวงสวิงอย่างใกล้ชิด ในส่วนของโปรกอล์ฟชาวไทยนอกจาก ‘โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล’ มืออันดับ 1 ของโลก ยังร่วมด้วย ‘โปรโม’ โมรียา จุฑานุกาล, ‘โปรแหวน-พรอนงค์ เพชรล้ำ’ และ ‘โปรจูเนียร์-ธิฎาภา สุวัณณะปุระ’ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลงานโดดเด่นและน่าจับตามอง เชื่อว่าจะทำให้การแข่งขันในปีนี้ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีความเข้มข้น และแฟนๆนักกอล์ฟจะได้ร่วมเชียร์อย่างสนุกสนานแน่นอน นอกจากเงินรางวัลรวม 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 53 ล้านบาท ฮอนด้ายังได้เตรียมรางวัลพิเศษสำหรับนักกอล์ฟที่สามารถทำโฮลอินวันในหลุมที่ 16 ได้เป็นคนแรก ซึ่งได้แก่ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO รุ่น TURBO RS  มูลค่า  1,219,000 บาท ”

   การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ครั้งนี้ มีนักกอล์ฟสตรีเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 70 คน ประกอบด้วย นักกอล์ฟหญิงอาชีพจากการจัดอันดับของแอลพีจีเอทัวร์ หรือ 2019 LPGA Priority List ซึ่งเป็นการจัดอันดับตามเงินรางวัล รวม 57 คน อาทิ “อี มินจี” จากออสเตรเลีย, “นาสะ ฮาตาโอกะ” จากญี่ปุ่น, “พัค ซอง-ฮยอน” “ยู โซยอน” และ “คิม เซยอง” จากเกาหลีใต้, “บรู๊ค เฮนเดอร์สัน” จากแคนาดา ผู้ชนะจากการแข่งขันรายการ  2019  Diamond Resorts Tournament of Champions  1 คน ซึ่งได้แก่ “จี อึน ฮี” จากเกาหลีใต้,  ผู้ชนะจากการแข่งขันรายการ 2019 ISPS Handa Vic Open 1 คน และผู้ชนะจากการแข่งขันรายการ 2019 ISPS Handa Women’s Australian Open  1 คน ซึ่งทั้ง 2 รายการจะจัดการแข่งขันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และนักกอล์ฟหญิงรับเชิญจากผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน 9 คน โดยในจำนวนนี้ มีนักกอล์ฟรับเชิญชาวไทย 3 คน ได้แก่ “น้องจีน-อาฒยา ฐิติกุล”, “โปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ” และ “โปรสายป่าน-ปัณณรัตน์ ธนพลบุญรัศมิ์” และนักกอล์ฟชาวไทยอีก 1 คน ที่ชนะจากการแข่งขันรายการ Honda LPGA Thailand 2019 National Qualifiers ซึ่งได้แก่ “โปรกิฟท์-เบญญาภา นิภัทร์โสภณ” 

   สำหรับการแข่งขันในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานฝันอันยิ่งใหญ่” (Dream Big) เพื่อเป็นเวทีในการสร้างแรงบันดาลใจและความรักในกีฬากอล์ฟให้แก่นักกอล์ฟ บุคคลทั่วไป รวมทั้งเยาวชนที่สนใจการเล่นกอล์ฟ รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่สนใจกีฬากอล์ฟ ได้พัฒนาและฝึกฝนฝีมือในการก้าวตามความฝันสู่การเป็นนักกอล์ฟอาชีพ นอกจากการจัดการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆที่มีความหลากหลาย อาทิ กิจกรรม Junior Golf Clinic จัดขึ้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาทักษะรวมถึงแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนที่สนใจในกีฬากอล์ฟ อายุ 8-15 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีทั้ง “โปรเมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ” และ “ฮินะ อาราคากิ” จากญี่ปุ่นมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์แก่น้องๆ กิจกรรมสัมมนา Golf Leaders Conference จัดขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรและผู้ปฏิบัติงานในวงการกอล์ฟ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนากีฬากอล์ฟในประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมี “พอลล่า ครีมเมอร์” แชมป์     ยูเอสวีเม่นโอเพ่นจากสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นนักกอล์ฟหญิงหมายเลข 2 ของโลก จากการจัดอันดับของ Rolex Rankings มาร่วมเป็นวิทยากร รวมถึงกิจกรรม Charity Night ที่จัดต่อเนื่องทุกปี เพื่อประมูลของรักของหวงนักกอล์ฟ เพื่อนำเงินบริจาคมอบให้กับศิริราชมูลนิธิ กิจกรรมเพื่อสังคมในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ จ.ชลบุรี อีกด้วย  และกิจกรรม Photo Call จัดขึ้นในระหว่างทัวร์นาเมนต์ เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยการเชิญนักกอล์ฟสวมชุดไทย ซึ่งถือเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปทั่วโลก

   นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ไว้รองรับสำหรับผู้เข้าชมการแข่งขันทั้งครอบครัว อาทิ กิจกรรม Beat the Pro ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก โดยเป็นกิจกรรมที่แฟนกอล์ฟจะได้ร่วมประลองการไดรฟ์กอล์ฟอย่างใกล้ชิดกับโปรกอล์ฟ นอกจากนี้ยังมี Kids Zone โซนกิจกรรมสำหรับเด็กๆ รวมถึง Chill Zone โซนบูธอาหารและเครื่องดื่มจากผู้สนับสนุนต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสร้างความประทับใจให้แก่นักกีฬาและแฟนกอล์ฟทุกท่าน พร้อมตอกย้ำชื่อเสียงของประเทศในฐานะ World-Class Golf Destination อย่างแน่นอน

   ด้าน “โปรสายป่าน-ปัณณรัตน์ ธนพลบุญรัศมิ์” นักกอล์ฟหญิงไทยที่จะร่วมลงแข่งฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019  ในฐานะนักกอล์ฟรับเชิญ กล่าวว่า “การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของนักกอล์ฟหญิงชาวไทยทุกคนที่จะได้สั่งสมประสบการณ์ในการแข่งขันกับมืออาชีพระดับโลก และมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงศักยภาพ รวมถึงจุดด้อยของตัวเอง เพื่อนำไปพัฒนาฝีมือและทักษะการเล่นต่อไปในอนาคต อยากขอเชิญชวนแฟนๆ ชาวไทยทุกคน มาร่วมเชียร์และให้กำลังใจนักกีฬากอล์ฟไทยทุกคนที่จะลงแข่งขัน ซึ่งทุกเสียงเชียร์จากชาวไทยจะเป็นกำลังใจ ให้นักกอล์ฟทุกคนทำผลงานได้อย่างเต็มที่” 

   การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ดำเนินการจัดการแข่งขันโดย ไอเอ็มจี โดยมีบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน อาทิ การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและเครือเบทาโกร ร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก สยามไดกิ้นเซลส์, อีวีเอ แอร์เวย์ส คอร์ปอเรชั่น และ สยามยีเอสเซลส์ ซึ่งจะถ่ายทอดสดไปทั่วโลกและทางช่อง 9 MCOT HD โดย อสมท.เป็นผู้เผยแพร่ภาพการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

วันและเวลาออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD (ช่อง 30)
วันพฤหัสบดี – วันศุกร์    : 11.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 15.00น.
วันเสาร์            : 13.00 – 15.30 น.
วันอาทิตย์        : 13.00 – 16.00 น.

   สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถซื้อบัตรชมการแข่งขัน ผ่านทางเว็บไซต์www.hondalpgathailand.com โดยเลือกได้ทั้งบัตรเข้าชมทั่วไปและบัตรวีไอพีซึ่งเริ่มจำหน่ายเป็นปีแรก  สำหรับบัตรวีไอพี ผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการห้องรับรองบริเวณคลับเฮ้าส์ ณ สยาม คันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส  จ.ชลบุรี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2019 ได้ที่ www.hondalpgathailand.com และ www.facebook.com/lpgaThailand

 
 

MOTOR NEWS : เราจะเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต และการขับขี่ในปีใหม่นี้ ยูตากะ ซานาดะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส นิสสัน มอเตอร์ ภูมิภาคเอเชีย และโอเชียเนีย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทนิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด

 

 

 

 

 

 

   ในช่วงปีใหม่หลายๆ คนพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตทั้งเรื่องงาน และส่วนตัวให้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สังคมดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวผมเองในฐานะรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส นิสสัน มอเตอร์ ภูมิภาคเอเชีย และโอเชีเนีย ทำให้ความสนใจพิเศษของผมมุ่งเน้นไปในเรื่องการส่งเสริมความปลอดภัย นวัตกรรมใหม่ และการเปลี่ยนแปลงอุตหกรรมยายนต์สู่ยุคพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ผมจึงมีความปรารถนาในปีใหม่นี้ที่จะให้ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์หันมาเลือกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

   อาจจะฟังดูเป็นเรื่องของตัวแทนผู้ผลิตยานยนต์ แต่เมื่อมองถึงอนาคตข้างหน้าวิถีชีวิตของคนเอเชียในสังคมเมืองใหญ่ การก้าวสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเป็นเรื่องที่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า: แนวทางสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเมืองในเอเชีย

   การพัฒนาของประเทศในเอเชียเป็นไปอย่างก้าวกระโดด มากกว่าส่วนอื่นๆของโลก หลายๆ เมืองในภูมิภาคนี้ยังคงมีการเติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดของภูมิภาคนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเป็นเมือง ในปี 2561 ผู้ที่อยู่อาศัยในเมือง ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง และสาธารณูปโภค รวมถึงการจราจร และปัญหาสภาพอากาศ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และโรคภัยต่างๆ มากมาย มีหลักฐานบ่งชี้ว่าคนเดินเท้าที่สัญจรร่วมบนท้องถนนจะได้รับมลพิษที่มีอนุภาคความละเอียดสูงกว่า ผู้คนในยุโรปและอเมริกาสูงถึง 1.6 เท่า โดยผลการวิจัยยังพบว่าประมาณร้อยละ 88 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางในเอเชีย มาจากมลพิษทางอากาศตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO)

   เมื่อมีรถยนต์บนถนนมากขึ้น มลพิษทางเสียงก็เป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นของคนเมือง องค์การอนามัยโลกระบุว่าการได้รับระดับสียงโดยเฉลี่ยในระยะยาว ที่มีระดับสูงกว่า 53 เดซิเบล (dB) คล้ายกับเสียงจากถนนที่เต้มไปด้วยการจราจรสามารถทำให้เกิดภาวะ ความดันโลหิตสูงโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย – ยกตัวอย่างเช่นในกรุงเทพฯ ที่มีระดับเสียงที่บันทึกไว้โดยปกติทุกวันถึง 73 เดซิเบล (dB).

   รถยนต์ไฟฟ้า ถูกนำเสนอเพื่อเป็นทางออกในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ในเอเชีย และโอเชียเนีย ข้อมูลจาก Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานทั่วโลก กล่าวว่า “รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางทั่วไปสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้ถึง 67% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ตามกระบวนการวัดประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงโดยรวม หรือ well-to-wheel (ปัจจัยที่เริ่มตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า และการขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้า)”

   จากผลการสำรวจนี้ ผมมีความภาคภูมิใจที่นิสสัน เป็นส่วนหนึ่งของผู้บุกเบิกในยานยนต์ไฟฟ้าของเอเชีย และโอเชียเนีย นิสสันได้ดำเนินการไปสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในเอเชียและโอเชียเนียในปี2561 ผ่านกิจกรรมที่มุ่งแสดงความเป็นผู้นำทางความคิด ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ ใหม่ ในตลาดระดับของภูมิภาค 7 แห่ง อาทิ ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และ ไทย ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2010 นิสสัน ลีฟ ได้เดินทางโดยไม่มีการปล่อยมลพิษมากกว่า 5 พันล้านกิโลเมตร

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ กำลังวางตลาดใน 7 ประเทศในเอเชียและโอเชียเนีย สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ เพื่อความยั่งยืนที่มากขึ้นในอนาคต และ ”การใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้ส” ของเอเซีย

การก้าวไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นอย่างหลากหลาย

   นอกจากงานของนิสสันในด้านนี้แล้ว ในปีที่ผ่านมายังเป็นบทพิสูจน์อีกปีหนึ่ง ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความท้าทายในอนาคตของเอเชียได้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนด้านพลังงานที่ยั่งยืน ทุกรัฐบาลทั่วเอเชียให้การสนับสนุนโดยออกนโยบายสาธารณะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เช่นนโยบายส่งเสริมการผลิตรถโดยสารประจำทางที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในพม่าและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มรูปแบบสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในเกาหลี

   นอกจากนี้ ชุมชน และภาคเอกชนอื่นๆ ในภูมิภาค ยังแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ หรือ Honor the King’s Legacy” ซึ่งเป็นการสร้างชุมชนให้มีทักษะ ในการรีไซเคิลขยะให้เป็นศิลปะเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนขึ้น หรือ บริษัทจัดส่งพัสดุ เช่น ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ (DHL eCommerce) เริ่มทดสอบรถยนต์ไฟฟ้าในมาเลเซียและเวียดนามเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในงานด้านโลจิสติกส์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593หรือ ค.ศ. 2050

   ในขณะที่กระแสการเปลี่ยนแปลงจากภาคประชาชน และเอกชน เห็นได้อย่างชัด เช่น นโยบายส่งเริมการลงทุนโดยภาครัฐ ภาคเอกชนเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ เช่น นิสสันที่ให้ความสำคัญในการลงทุนสำหรับรถยนต์พลังานไฟฟ้าซึ่งจะช่วยผลักดันในอุตสหกรรมยานยนต์ไปสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

2562 ปีแห่งความคิดที่ยั่งยืน

   ในปีใหม่นี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการปรับเปลี่ยนความคิดในการดำเนินชีวิตเพื่อความยั่งยืน และอนาคตที่ดีกว่าเดิม นักวิจัยหลายคนให้ความเห็นว่าพฤติกรรมจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการปฎิบัติอย่างต่อเนื่องโดยไม่พะวงอยู่แต่กับความคิด เช่น ฝึกฝนตนเองให้มองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนน หรือคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อขึ้นรถจนเป็นนิสัย

   เพียงเปลี่ยนแนวคิดใหม่ในปีนี้ ก็เป็นการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนแล้ว  และข่าวดีกว่านี้ก็คือ สังคมก็ได้มอบทางเลือกใหม่เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการลดใช้พลังงาน และเพิ่มการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การส่งเสริมให้คนให้มาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การใช้แอปพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะ การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าต่างๆ สิ่งเหล่านี้ร่วมเป็นส่วนช่วยให้เราก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน

   ยังมีงานวิจัยที่ค้นพบว่า คนเราใช้เวลาเพียง 21 – 66 วัน ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อในสังคมที่เราอยู่ปราศจากมลพิษ เราจะใช้เวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้น เช่น ฝึกให้ตัวเองปิดไฟทุกครั้งเมื่อออกจากห้อง เป็นต้น

   ในเอเชีย จำเป็นมากที่เราจะต้องนำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนมาใช้ ผมอยากขอให้เราทุกคนลองพิจารณาว่า เราต้องการสังคมแบบไหนสำหรับอนาคตของพวกเราและสำหรับคนรุ่นหลัง ที่ที่เราสามารถเพลิดเพลินกับอากาศบริสุทธิ์ และวิถีชีวิตที่สงบและมีความผ่อนคลายในเขตเมือง ณ ตอนนี้เป็นเวลาในการปรับทางเลือกในกิจกรรมแต่ละวันของเรา รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างกรอบความคิดใหม่ๆ ที่ที่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นทางที่ได้รับการยอมรับและได้รับการชื่นชอบสำหรับการเดินทางต่างๆ

 

MOTOR NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ปรับเปลี่ยนการแบ่งเขตการขายในหลายภูมิภาคทั่วโลก

    หัวใจหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ภายใต้แนวคิดStrategy Number ONE > NEXTมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด โดยให้ความสำคัญกับการรังสรรค์นวัตกรรมล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับโลก ด้วยเหตุนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการแบ่งเขตการขายในหลายตลาดทั่วโลก เพื่อก้าวสู่มิติใหม่แห่งความสำเร็จในอนาคต

   การดำเนินงานด้านการขายและการตลาดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) ยุโรปตะวันออก (ไม่รวมประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา จะได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้รวมอยู่ภายใต้เขตการขายเดียว โดยมี มร. เฮนดริค วอน คุนไฮม์ รับผิดชอบดูแลการบริหารงานและผลักดันโอกาสเพื่อการเติบโตยิ่งขึ้นในประเทศต่าง ๆ ภายใต้เขตการขายใหม่นี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป โดยก่อนหน้านี้ มร. วอน คุนไฮม์ ได้รับผิดชอบดูแลด้านการขายและการตลาดในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา

   มร. พีเตอร์ โนตา หนึ่งในคณะกรรมบริหาร BMW AG ฝ่ายขายและแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ให้ความเห็นต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้ว่า “สิ่งที่ทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีเหมือนกันคือศักยภาพในการเติบโตที่สูง การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้งภูมิภาค และเมื่อเราร่วมมือกันกับพันธมิตรทางธุรกิจในภูมิภาค ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนวัตกรรมและยนตรกรรมใหม่ๆ ของเราในอนาคต มร. เฮนดริคสั่งสมประสบการณ์ด้านการบริหารการขายและมีความเชี่ยวชาญจากการดำรงตำแหน่งต่างๆ ในฝ่ายบริหารของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มาแล้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก ด้วยความรู้เชิงลึกที่มี ไม่ว่าจะเป็นด้านการเปลี่ยนแปลงของตลาด ความต้องการของลูกค้า และความสามารถของทีมงานในภูมิภาคนี้ เชื่อมั่นว่าเขาจะช่วยขับเคลื่อนบริษัทต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น”

 
 

More Articles...

Page 25 of 29

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ฮุนไดสนับสนุนโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์                  บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดร่วมมือกับ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์... Read more...
NEW CARS : เลกซัส RX ใหม่ Unbounded Pleasure สุนทรียภาพที่ไร้ขีดจำกัด                 นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย มร.เคนจิ... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home MOTOR NEWS
Orange Green Red