Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมพาคุณท้าทายในทุกเส้นทางกับที่สุดแห่ง ยนตรกรรมเอสยูวี 7 ที่นั่ง “The new Mercedes-Benz GLE” เครื่องยนต์ดีเซล

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มเอสยูวี“Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic”ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอันไร้ขีดจำกัดในทุกเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรด ด้วยการขับเคลื่อนอย่างมีสไตล์จาก    ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0ลิตรโดยรถยนต์รุ่นนี้พร้อมเติมเต็มทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยหลากหลายฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาเป็นครั้งแรก ทั้งเบาะที่นั่งแถวที่ 3จำนวน 2ที่นั่ง   ระบบมัลติมีเดียแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience)ที่พัฒนามาจากนวัตกรรมAIและบริการ ‘Mercedes me connect’ซึ่งมีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการโดย “Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic” จำหน่ายในราคา6,060,000บาท ผู้ที่สนใจสามารถไปสัมผัส Mercedes-Benz GLE ได้ที่งาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์เฟสณ เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9    ระหว่างวันที่ 21 – 27 สิงหาคม และจะเคลื่อนคาราวานไปทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

   มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ริเริ่มทำการตลาดรถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมขึ้นเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ. 2540 ผ่านการเปิดตัวM-Class ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก ด้วยการทำให้ลูกค้ากว่าสองล้านคนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์สไตล์ออฟโรดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งสำหรับรถยนต์ GLE นั้น ได้รับการแนะนำออกสู่สาธารณะเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2558 โดยวางตำแหน่งเป็นเอสยูวีในตระกูล E-Classซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์ตระกูลเอสยูวีที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

   “ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์ในตระกูลเอสยูวีทั้งหมด 7 รุ่น ได้แก่ GLA, GLC, GLC Coupé, GLE, GLE Coupé, GLS และ G-Class ซึ่งทุกรุ่นได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จากการที่ลูกค้ามากกว่าห้าล้านคนทั่วโลกเลือกซื้อเพื่อเป็นเจ้าของ โดยรถยนต์กลุ่มเอสยูวีถือเป็นเสาหลักสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นอย่างมาก”
มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

   มร.บีเยิร์น กุซเทรารองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์     (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamicถือเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมจากตระกูลเอสยูวี ที่สะท้อนตัวตนในฐานะรถยนต์สไตล์ออฟโรดที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แต่ยังคงความหรูหราทันสมัยได้เป็นอย่างดี โดยรถยนต์รุ่นนี้โดดเด่นด้วยการเพิ่มเติมหลากหลายฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ใหม่เพื่อเอาใจแฟนดาวสามแฉกโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ระบบมัลติมีเดียแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience)สามารถเชื่อมโยงผู้ขับขี่เข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ผ่านระบบการสั่งการด้วยเสียงที่สามารถจดจำข้อมูล และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานต่างๆ ของผู้ขับขี่ เพื่อแจ้งเตือน หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้ง่ายและเหมาะสมที่สุด บริการ ‘Mercedes me connect’ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส และสุดท้ายกับเบาะนั่งแถวที่ 3สำหรับผู้โดยสาร 2คน ทำให้รถยนต์ The GLE สามารถบรรจุผู้โดยสารสูงสุดได้ถึง 7 ที่นั่ง พร้อมยังปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลายตามต้องการอีกด้วย”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic

ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ The new GLEเป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานที่ลงตัวของคุณสมบัติอัจฉริยะและสุนทรียะทางการออกแบบ เพื่อให้รถยนต์รุ่นใหม่นี้มีรูปลักษณ์ที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญด้านงานออกแบบเพื่อ
ขับเน้นเพียงองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของตัวรถเท่านั้น ทั้งการสรรสร้างผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเหนือกาลเวลา การใช้เทคโนโลยีงานออกแบบชั้นเลิศ และคุณภาพของงานประกอบ

   สัดส่วนของตัวรถจะเป็นแบบฐานล้อยาว มีระยะจากกันชนถึงดุมล้อสั้น และใช้ยางขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกสภาพถนน นักออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงยึดปรัชญาการออกแบบ Sensual purityโดยมีการปรับส่วนที่เป็นเหลี่ยมมุมต่างๆ ของตัวถังให้มีความโดดเด่นและสอดรับกับทั้งลักษณะตัวถังและแพลทฟอร์มของรถมากขึ้น

   ส่วนหน้าของรถยนต์ The GLEเปี่ยมไปด้วยพลังและความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าลาย 6 เหลี่ยมที่ยกตัวสูง แผ่นกันกระแทกชุบโครเมี่ยมที่ดูสอดรับกับฝากระโปรงหน้าที่มีช่องรับอากาศ powerdomesและชุดไฟหน้าอัจฉริยะแบบ MULTIBEAM LED ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมความดุดันให้กับรถได้ทั้งขณะเปิดหรือปิดไฟ รวมไปถึงไฟส่องทางใต้กระจกมองข้างเป็นรูปตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เมื่อมองจากด้านข้าง ผู้เป็นเจ้าของจะพบกับเสาซีที่มีลักษณะกว้างซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ทางการออกแบบของรถยนต์ตระกูลThe GLEที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาให้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ดึงดูดสายตาด้วย AMG Bodystylingรอบคัน ทั้งกันชนหน้า-กันชนหลัง-สเกิร์ตข้าง ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ Multi-spokeขนาด 21นิ้ว ซึ่งล้อทั้งสี่จะอยู่ในซุ้มล้อที่เป็นวงโค้งสวยงาม ด้านท้ายของรถมีลักษณะแผ่กว้างและดูทรงพลัง โดยมีจุดเริ่มต้นจากเสาซีทอดมาถึงไฟหลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงด้านหลังในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิมเพื่อสร้างลูกเล่นให้ไฟหลังดูมีลักษณะราบเรียบยิ่งขึ้น

   ดีไซน์ภายในเป็นการผสานเข้าด้วยกันของความหรูหราและสง่างามตามแบบฉบับของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และความโฉบเฉี่ยว ดุดัน แข็งแกร่งแบบเอสยูวี ฐานล้อของ Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamicมีความยาวถึง 2,995 มิลลิเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 80มิลลิเมตรจากรุ่นก่อนหน้า ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยโครเมียม ด้านบนของคอนโซลหน้า (dashboard)และด้านบนของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง ARTICOพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappaพร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Controlเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaโดยเบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ พร้อมมอบความสะดวกสบายระดับ      พรีเมี่ยมด้วยเบาะนั่งแถวที่สองที่สามารถปรับองศาการเอนของพนักพิงและพับเบาะได้ง่าย ด้วยระบบไฟฟ้าแบบ 1/3และ 2/3พร้อมทั้งยังสามารถปรับเพิ่มพื้นที่วางขาได้มากถึง 69-1,049มิลลิเมตร เพื่อสามารถเข้าไปถึงแถวที่สามได้สะดวก ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์นับเป็นแบรนด์แรกของโลกที่นำเสนอฟังก์ชันนี้ในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี นอกจากนี้ ความจุของห้องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมีสูงถึง 855ลิตร และเพิ่มได้สูงถึง 2,055ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สองและแถวที่สามลง รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ระบบความสะดวกและการสื่อสารกับครั้งแรกของระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience)ทั้งจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่พิเศษ12.3นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน โดยสามารถเปลี่ยนรูปแบบแสดงผลของหน้าจอเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการขับขี่ที่หลากหลาย ที่ใช้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วด้วยระบบสัมผัสสำหรับหน้าจอแสดงผลข้อมูลส่วนกลาง รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ เพียงพูดว่า ‘Hey Mercedes’ และตามด้วยคำสั่งเช่น ‘I’m cold’ ระบบจะทำการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมพร้อมทั้งจดจำ และเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคุณกับรถได้อย่างไร้ที่ติ โดยรถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display)ให้คุณเข้าถึงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน โดยระบบจะแสดงข้อมูลในระดับสายตาที่ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถปรับความเข้มของการแสดงผล ปรับตำแหน่งของการแสดงผล และปิดระบบได้หากไม่ต้องการใช้งาน รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple CarPlay™ & Android Auto)ช่อง USB Type Cบริเวณที่นั่งทุกแถว ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad ที่วางแก้วน้ำแบบควบคุมอุณหภูมิ และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี (ambient lighting)

   โดยในรถยนต์ GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamicยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ที่มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อันโดดเด่นมากมาย อาทิ

- Mercedes-Benz emergency call system บริการที่จะคอยช่วยเหลือคุณจากสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในขณะที่คุณได้รับอุบัติเหตุ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำการติดต่อไปยัง Emergency Customer Contact Center ศูนย์บริการฉุกเฉิน ที่จะช่วยประสานงานด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับความปลอดภัยสูงสุด

- ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Telediagnosticsด้วยบริการ Remote Retrieval of Vehicle Status ที่จะคอยรายงานสถานะของรถยนต์ไปยัง Mercedes me และด้วยบริการ Telediagnostics ที่จะคอยส่งข้อมูลและสถานะของรถยนต์ไปยังศูนย์บริการที่คุณเลือกเมื่อตรวจพบความเสียหายเพื่อให้คุณได้รับการซ่อมบำรุงที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุด

- ระบบแผนที่นำทาง Navigation Systemระบบนำทางพร้อม Live Traffic Information แบบออนไลน์อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถป้อนข้อมูลที่ต้องการได้ผ่านทัชแพด

- ระบบตั้งค่ารถยนต์ (Pre-installation for Vehicle Set-up)และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารด้วยโทรศัพท์มือถือ
(Remote Engine Start)ปลอดภัยไปอีกขั้นกับระบบ Remote Door Lock/Unlockที่ช่วยให้คุณสามารถล็อกรถได้จากทุกที่ทั่วโลก ให้คุณไร้ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณจะอยู่ในการควบคุมตลอดเวลาเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทางกับความสบายในแบบที่คุณควบคุมได้ด้วยระบบ Remote Engine Startช่วยให้คุณสตาร์ทพร้อมเปิดระบบปรับอากาศและออกเดินทางไปกับความเย็นสบาย ในแบบที่ คุณควบคุมได้เอง และในวันที่คุณต้องเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ คุณก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องตำแหน่งที่จอดรถอีกต่อไปด้วยระบบ Parked Vehicle Locatorที่ช่วยแสดงตำแหน่งของรถยนต์ภายในรัศมี 1.5กิโลเมตร เพื่อให้คุณค้นหารถยนต์ที่จอดไว้ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึง Vehicle Trackerระบบที่ติดตามตำแหน่งรถยนต์ผ่าน GPSและยังมีระบบ Geofencing ฟังก์ชันที่ช่วยจำกัดพื้นที่การขับขี่ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์    เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณจะปลอดภัยและอยู่ในการควบคุมของคุณ

ระบบความปลอดภัยของ The new GLEได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

- ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC)ซึ่งทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด

- ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist)ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร

- ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง (Active Lane Keeping Assist)ระบบที่ช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระบบนี้จะทำงานโดยการใช้สัญญาณเรดาร์ ในการตรวจจับช่องจราจรและรถยนต์ที่อยู่ในช่องจราจรอื่น หากระบบตรวจพบความเสี่ยงที่จะชนกับรถยนต์คันอื่น ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้

   รวมถึงระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind assist)โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program)ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control)ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system)กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง Electronic Traction System 4ETS สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน 4ล้อ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย

   Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamicราคา 6,060,000 บาท

 

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The new Mercedes-Benz A-Class เจเนอเรชันที่ 4 ก้าวแรกสู่โลกแห่งพรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์

  

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด เปิดตัว “The new Mercedes-Benz A-Class”    เจเนอเรชันที่ 4 ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับยังก์เจเนอเรชัน ที่จะเข้ามาเติมเต็ม พอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ (Compact Car) ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบนำเสนอในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับรูปลักษณ์  ที่ดูสปอร์ต และโฉบเฉี่ยวมากขึ้นด้วยดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่  มีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้นจากเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.3ลิตร ที่มีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้าซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย เอ็มบียูเอ็กซ์(MBUX) หรือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยูสเซอร์ เอ็กซ์พเรียนซ์(Mercedes-Benz User Experience) ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งใน The new A-Class เป็นรุ่นแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คคาร์Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สำหรับผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์  เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ หรือในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์เฟสที่จะเคลื่อนคาราวานไปทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2562 นี้

   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัดกล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ครั้งแรกจากการเปิดตัว Mercedes-Benz    A-Class ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปีพ.ศ. 2540 นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการพัฒนาสมรรถนะในด้านต่างๆ รวมถึงการปรับรูปแบบดีไซน์มาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการตอบรับที่ดีจากสาวกดาวสามแฉกจากทั่วโลก ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”

   “โดยในปีที่ผ่านมารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ถูกจำหน่ายทั่วโลกทุกๆสี่คันจะเป็นรถยนต์  คอมแพ็คคาร์หนึ่งคัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในตลาดพรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์ คือ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์      ของรถยนต์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในรถยนต์ ตลอดจนความสามารถในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมในด้านสมรรถนะที่ดีเยี่ยม และมอบความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้อย่างเหนือระดับ”

   “ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นในการสานต่อความสำเร็จของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ The new Mercedes-Benz A-Class เจเนอเรชันที่ 4 ในรุ่น        Mercedes-BenzA 200 AMG Dynamicเจาะกลุ่มเป้าหมายยังก์เจเนอเรชัน เติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ปัจจุบันบริษัทฯ นำเสนอใน5 รุ่นย่อยได้แก่ CLA 200 Urban,  CLA 250 AMG Dynamic (Night Edition), CLA 250 AMG Dynamic (WhiteArt Edition), GLA 200 Urban และGLA 250AMG Dynamic โดย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamicมาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจทั้งดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลเอ-คลาสอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูปราดเปรียว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุด เครื่องยนต์ที่ทันสมัยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และมีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ชื่นชอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และให้ความสำคัญกับการสร้างบาลานซ์ให้กับการใช้ชีวิต”

   มร. โรลันด์กล่าวเสริมว่า “นอกจากนี้รถยนต์ A-Class4ประตูนี้ ยังมาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดอย่าง MBUXหรือ Mercedes-Benz User Experience ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย และสามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ โดยรถยนต์รุ่นนี้       ถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ระบบ MBUX จะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงการบริการอื่นๆของเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งยังมีความสามารถใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นการจากทำงานร่วมกันของสองระบบนี้อีกมากมาย เช่น การสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับการสั่งการด้วยภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural speech recognition)ทำให้ระบบเข้าใจภาษาอังกฤษในหลายสำเนียงได้ เพียงแค่พูด   คำว่า ‘Hey, Mercedes’เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมาธิกับการขับรถได้   มากขึ้นระหว่างการสั่งการระบบ เป็นต้น”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic

   Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับดีไซน์แบบใหม่ (new design body language) เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332ซีซี   แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน แรงบิดสูงสุด250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620รอบ/นาทีมีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง119-124กรัม/กม. และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2ลิตร/100 กม. อีกด้วย

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamicนั้น สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่บริษัทฯ ยึดถือมาตลอด โดยจะเน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และน่าดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกแบบ AMG ที่โดดเด่นด้วยการตัดทอนเส้นสาย และช่องว่างให้มีน้อยที่สุด ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ด้านหน้าของตัวรถดูมีความล้ำสมัยสอดรับกับช่วงกระโปรงหน้าที่ลาดตัวต่ำและทอดตัวยาวมี    ฝากระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ที่ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอนและ  ตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง ด้านกว้างของตัวรถถูกออกแบบมาให้ดูทรงพลังและเร้าอารมณ์สอดรับกับเส้นสายด้านข้างที่ทอดตัวอยู่บริเวณช่วงล่างของตัวถัง ช่วยให้ตัวรถดูกว้างส่วนกระจกมองข้างนั้นอยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารพอดี นอกจากนั้นยังมีล้อขนาด 18 นิ้วแบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มีความ    เพรียวบาง และกรอบเคลือบโครเมี่ยมที่ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

   ดีไซน์ภายในภายในห้องโดยสารได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตแบบ AMG และกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด โดยจะมีพื้นที่ว่างบริเวณช่วงไหล่ ข้อศอก  และเหนือศีรษะมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสาร   ตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420ลิตรช่องกระโปรงหลัง    มีขนาดกว้าง 950มิลลิเมตร และมีระยะเส้นทแยงมุมจากตัวล็อกถึงขอบล่างของกระจกหลัง    ถึง 462มิลลิเมตร ช่วยให้ใส่หรือนำสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ออกได้อย่างสะดวก พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นนี้ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่   เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ทั้งหมด โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับ   จะมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำ อีกทั้งเบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40รูปลักษณ์ของแผงหน้าปัดมีความล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้า ผ่านคอนโซลกลางอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreenขนาด 10.25นิ้วต่อกัน 2หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วนคือแผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ    เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำหน้าจอระบบสัมผัสมาใช้ในรถยนต์คอมแพ็คคาร์ โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของครื่องปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยใช้กังหัน (turbine) เป็นต้นแบบ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ช่วยขับเน้นลักษณะสปอร์ตอีกอย่างหนึ่งของรถยนต์รุ่นนี้นอกจากนั้นส่วนล่างของคอนโซลกลางยังได้รับ  การออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปีกที่ดูแบนราบและไร้รอยต่อจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งของ  ห้องโดยสาร โดยมีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64สี มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ถึง 5เท่า ที่ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถผสมสีสันต่างๆ เพิ่มเป็นสีพิเศษ  ได้อีก 10สีสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครอีกด้วย

   เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยMercedes-Benz A 200 AMG Dynamic เป็นรถยนต์   รุ่นที่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นก่อนหน้ามากมาย เช่น ระบบช่วยหยุดรถ (Active Brake Assist) ที่ได้รับพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดยสามารถ ลดความเสียหายหรือป้องกันการพุ่งชนกับรถยนต์ข้างหน้าที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า กำลังชะลอ  หรือแม้แต่รถที่จอดอยู่ข้างหน้าได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถเฉี่ยวชนกับผู้ที่ข้ามถนนหรือผู้ใช้จักรยานได้เช่นกันอีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในตระกูลคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Parking package with reversing camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้  คือบริการ Mercedes me connectที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience เป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่  มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call systemในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชน เซ็นเซอร์ ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที

·         Vehicle Monitoringเจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของMercedes me connectได้

·         Vehicle Set-upผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่      อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นฯให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้

·         Maintenance Managementระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ

·         Remote Engine Startฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น   โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น

·         Online Bookingฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

   สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2จุด    คือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์)และ Touchpad ที่อยู่    ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการ   ของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้าง   ความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

·         Navigationระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่   ที่แสดงผลแบบสามมิติ (3D) ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR   ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย

·         Personal profilesที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์

·         Linguatronicระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (natural speech recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”

  • Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา2,490,000 บาท
 

NEW CARS : โตโยต้า เปิดตัว Toyota Majesty “Live Beyond the Class”

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร. ทาคุโอะ อิชิกาวะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว Toyota Majesty ใหม่ เมื่อวันที่ 16สิงหาคม 2562ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม   ไบเทค บางนา

ครั้งแรกกับ Toyota Majesty…Live Beyond the Class

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถตู้ระดับพรีเมียม รุ่นใหม่ล่าสุด Toyota Majesty” สะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบที่เหนือระดับ ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์อันโดดเด่น หรูหรา และเป็นเอกลักษณ์ ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้า ด้วยที่นั่งแบบ Captain seat พร้อมระบบบริหารหลังไฟฟ้าและการออกแบบเครื่องยนต์วางหน้า (Semi-Bonnet) ให้ความเงียบภายในห้องโดยสาร ควบคู่ไปกับระบบช่วงล่างแบบใหม่ ช่วยซับแรงสั่นสะเทือน ให้ความนุ่มสบาย เพลิดเพลินในทุกการเดินทาง ยิ่งไปกว่านั้นยังให้ความมั่นใจสูงสุดกับ มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกของรถโตโยต้าอย่าง Toyota Safety Sense ที่ครบครันไปด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุและสามารถรองรับน้ำมันดีเซล B20ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานที่เหนือกว่า ในทุกระดับ ด้วยความสมบูรณ์แบบที่ลงตัวในทุกมิติ

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า “ทุกท่านคงสงสัยว่า “Toyota Majesty คืออะไร”ซึ่งฟังดูไม่คุ้นเคยในเวลานี้ รถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่เข้ามาแทน Toyota Ventury แต่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นเหตุผลที่เราตั้งชื่อใหม่ว่า "Toyota Majesty"

   ในประเทศไทยมีแนวโน้มความต้องการรถตู้ระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าในกลุ่มนี้กำลังมองหารถส่วนตัวเพื่อใช้ชีวิตประจำวันทั้งในแง่การใช้งานเป็นรถประจำตำแหน่ง ตลอดจนเป็นยานพาหนะสำหรับครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งลูกค้าบางส่วนในกลุ่มนี้เลือกใช้ โตโยต้า อัลฟาร์ด ในวันนี้ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับอีกหนึ่งทางเลือก “Toyota Majesty” ในฐานะที่เป็นรถตู้ระดับพรีเมียมและเป็นยานพาหนะที่ใช้ได้ในทุกรูปแบบ ผมอยากให้ทุกท่านได้ทดลองสัมผัสรถคันนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกท่านเข้าใจว่าทำไมเราจึงตั้งชื่อใหม่ว่า Majesty”

   มร. ทาคุโอะ อิชิกาวะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “การพัฒนารถรุ่นนี้เกิดจากการที่เราค้นพบว่าความต้องการใช้รถตู้แบบพรีเมียมมีมากขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เราจึงได้พัฒนารถตู้ใหม่นี้ภายใต้แนวคิด “Luxury Mover” โดยมีเป้าหมายในการสร้างรถที่ให้ทั้งความสะดวกสบายและความหรูหราตลอดการเดินทาง ซึ่งประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับมีดังนี้

     1. การออกแบบที่หรูหรา- Toyota Majesty ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์ ความทันสมัย และความเหนือระดับ

    2. ความสะดวกสบายในการโดยสาร– ที่ออกแบบมาให้ตรงตามความคาดหวังของรถระดับพรีเมียม พร้อมกับที่นั่งแบบ Captain seats และแบบ Big seats ที่จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้การออกแบบให้เครื่องยนต์วางหน้า พร้อมโครงสร้างแบบวงแหวนและช่วงล่างด้านหลังใหม่แบบ 4ลิงค์คอยล์สปริง ยังช่วยสร้างความเงียบภายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยเครื่องยนต์ 2.8 GD ที่รองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20และเกียร์อัตโนมัติ 6สปีด ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างง่ายดาย

     3. ระบบความปลอดภัยล่าสุด– ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้น อาทิ ถุงลมเสริมความปลอดภัย 9ตำแหน่ง ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ กล้องมองรอบคันและในรุ่น Grande ยังมาพร้อมกับระบบ Toyota Safety Sense ที่ประกอบไปด้วย ระบบความปลอดภัยก่อนการชนระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน ระบบควบคุมพร้อมปรับลดความเร็วอัตโนมัติ และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ

     4. อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน– อุปกรณ์อำนวยความสะดวกขั้นสูงสุด อาทิ ประตูสไลต์ เปิด-ปิด อัตโนมัติ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ ช่องต่อ USB 7ตำแหน่ง ม่านบังแดด และไฟอ่านหนังสือ ให้เกิดความผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

     5. คุณภาพ ความทนทานและความน่าเชื่อถือ– ลูกค้าสามารถเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และแบรนด์โตโยต้าที่พร้อมไปด้วยคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าตลอดมา

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์กล่าวว่า “ในรอบ 10ปีที่ผ่านมา ยอดขายรถตู้ระดับพรีเมียม หรือ luxury van นั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้ามองหารถขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการรถตู้ระดับพรีเมียม คือ

     1. กลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ ที่ต้องการใช้รถสำหรับตนเองและครอบครัว โดยมีปัจจัยในการเลือกซื้อรถ คือ ความกว้างขวาง ความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

     2. กลุ่มนักธุรกิจและผู้บริหาร ที่ต้องการรถเพื่อดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจหรือรถประจำตำแหน่ง โดยลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการรถที่มีภาพลักษณ์หรูหราและความสะดวกสบายเป็นเลิศ

     เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า Toyota Majesty จึงได้รับการออกแบบและพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความหรูหรา พรีเมียม และเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน เมื่อเปรียบเทียบกับอัลฟาร์ด เช่น ที่นั่งแบบ Captain seat นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมายที่จะทำให้การเดินทางของทุกท่านสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และภายใต้แนวคิดการพัฒนาแบบ “Ever-Better Car” ทำให้ Toyota Majesty มาพร้อมกับระบบ Toyota Safety Sense ที่ถือเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุดในตลาด พร้อมด้วยถุงลมเสริมความปลอดภัย 9ตำแหน่ง ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ พร้อมกล้องมองรอบคัน ให้ความอุ่นใจกับลูกค้าได้ตลอดการเดินทาง ด้วยคุณสมบัติของ Toyota Majesty ที่โดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ ความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่า เราจึงใช้สโลแกนในการสื่อสารว่า “Live Beyond The Class” โดยมีเป้าหมายการขายกว่า 300คัน ต่อ เดือน”

     นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวปิดท้ายว่า “สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อสำรองวันทดลองขับได้ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์โตโยต้า (Toyota Driving Experience Park) ที่ถนนบางนา - ตราด กม. 3หรือติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทุกช่องทางการสื่อสารของโตโยต้าและผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ”

สัมผัสที่สุดแห่งการใช้ชีวิตด้วยยนตรกรรมที่เหนือระดับกับ Toyota Majesty ใหม่ มีให้เลือก 2สี

     - สีขาวมุก – White Pearl

     - สีดำ – Black Mica

พร้อมเป็นเจ้าของได้ 3รุ่น

     - Grande 2,199,000บาท

     - Premium 1,899,000บาท

     - Standard 1,709,000บาท

*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

**สีขาวมุก ราคาเพิ่ม 15,000บาท

ร่วมสัมผัส Toyota Majesty ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th/

 

NEW CARS : SUZUKI เปิดตัว ALL NEW CARRY เจนเนอเรชั่นที่ 2 ภายใต้แนวคิด CARRY YOUR DREAM เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน ดึง “ฮาซัน” พ่อค้าออนไลน์ชื่อดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ เจาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเปิดตัวรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม ALL NEW SUZUKI CARRY อย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ (Big Motor Sale Thailand 2019) ภายใต้แนวคิด “CARRY YOUR DREAM” หรือ“เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน”โดยครั้งนี้ถือเป็นการปรับโฉมครั้งที่ 2 ตั้งแต่มีการเริ่มผลิตรถรุ่นนี้มาในปี พ.ศ.2519 และมีการขายไปใน 145 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมียอดขายสะสมกว่า 1,970,000 คัน

   นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญของซูซูกิในการดำเนินธุรกิจให้ก้าวหน้าและเติบโตในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากความมุ่งมั่นในการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานแล้ว การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องก็คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซูซูกิ มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดไปแล้วถึง 3 รุ่น นั่นคือ Suzuki ERTIGA รถยนต์อเนกประสงค์ 3 แถว 7ที่นั่ง Suzuki JIMNYรถยนต์สไตล์ออฟโรดที่โดดเด่น ทั้งในเรื่องของดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่แบบ Authentic 4WD และ Suzuki CIAZ GL Plus ภายใต้คอนเซปท์ More To Discover พลัสให้ครบทั้งฟังก์ชั่นและดีไซน์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนท์ที่แตกต่างกัน

   ล่าสุดเพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีให้แก่ผู้บริโภค จึงขอแนะนำรถยนต์เซ็กเมนท์ที่สำคัญอีกหนึ่งรุ่นออกสู่ตลาด นั่นคือ  ALL NEW SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม ที่ถูกพัฒนาให้ก้าวเหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยรูปโฉมภายนอกใหม่ ซึ่งมาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรองรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจในยุคดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “CARRY YOUR DREAM เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน”

   Suzuki CARRY ถูกเปิดตัวขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ด้วยความอเนกประสงค์และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อมได้อย่างครบครัน ส่งผลให้ปัจจุบันในประเทศไทย Suzuki CARRY ครองตลาด โดยมียอดขายรวมถึงปัจจุบันกว่า 50,000 คัน

   ด้านนายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นเวลากว่า 13 ปี ที่ Suzuki CARRY ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มเซ็กเมนท์เดียวกัน เป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีถึงคุณภาพของรถยนต์รุ่นนี้

   การเปิดตัว ALL NEW SUZUKI CARRY โฉมใหม่ในครั้งนี้เพื่อต้องการที่จะตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เซกเมนต์ดังกล่าว โดยตั้งเป้าเจาะกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เน้นเจาะไปยังกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงกลุ่มรถ Food Truck ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 คัน

   สำหรับครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ ในการเปิดตัวรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อมALL NEW SUZUKI CARRYโฉมใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด “CARRY YOUR DREAM เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน”พร้อมด้วยการคว้าตัวพ่อค้าเจ้าของธุรกิจอาหารทะเลแห้งออนไลน์ชื่อดัง “ฮาซัน” หรือ คุณอนุรักษ์ สรรฤทัยมาเป็นพรีเซนเตอร์ในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจที่มีความฝัน และดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จ โดยคุณ “ฮาซัน” จะมาถ่ายทอดทุกความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพผ่านALL NEW SUZUKI CARRY เพื่อสื่อสารความตั้งใจของซูซูกิที่ต้องการให้รถคันนี้เป็นมากกว่ารถขนสินค้าหรือสัมภาระ แต่ซูซูกิต้องการที่จะเป็นเสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ พร้อมเดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

   ALL NEW SUZUKI CARRY มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ เน้นเส้นตรง และเหลี่ยมมุม แสดงถึงความทันสมัย กระจังหน้า และโคมไฟมีการปรับเปลี่ยน ได้ความรู้สึกแข็งแกร่งทนทาน มิติตัวรถขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม.กระบะบรรทุกแบบเรียบผลิตจากแผ่นเหล็กเสริมกัลวาไนซ์ที่มีคุณสมบัติป้องกันสนิมและการสึกกร่อน อีกทั้งเพิ่มความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้านทำให้ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม

   ระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์เบนซินใหม่K15Bประหยัดน้ำมันมากขึ้นขับขี่มั่นใจด้วยระบบเบรก ABS ให้ความปลอดภัยทุกครั้งที่แตะเบรก รวมถึงติดตั้งระบบ Engine Drag Controlทำหน้าที่รักษาความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลกัน ช่วยป้องกันรถไม่เกิดการลื่นไถล เพื่อให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ในสถานการณ์เมื่อขับขี่บนพื้นเปียกหรือพื้นถนนลื่นวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.4 เมตรเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ เหมาะกับใช้งานในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขจำกัดได้เป็นอย่างดี

   ภายในห้องโดยสารโทนสีเทาดำออกแบบใหม่ขนาดใหญ่ขึ้น พัฒนาให้ขับขี่สบายมากยิ่งขึ้น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงครบ พร้อมเพิ่มพื้นที่และช่องเก็บของ รองรับได้ 2 ที่นั่ง เบาะที่นั่งคนขับสามารถปรับสไลด์ได้ และพวงมาลัยไฟฟ้าช่วยลดแรงที่ใช้ในการหมุนพวงมาลัย และปรับระดับความหนักของพวงมาลัยได้ตามความเร็วรถให้เหมาะสมกับการบังคับพวงมาลัยไม่หนักหรือเบาเกินไป โดย ALL NEW SUZUKI CARRY มีสีจำหน่ายเป็นสีขาวซึ่งทุกท่านสามารถร่วมเยี่ยมชมรถยนต์ Suzukiทุกรุ่น พร้อมสั่งจอง และรับสิทธิพิเศษมากมายได้ภายในงาน Big Motor Sale Thailand 2019 ระหว่างวันที่ 16-25 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา หรือที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศกว่า 121 แห่ง

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

https://www.suzuki.co.th

https://www.suzuki.co.th/th/carry

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

https://www.facebook.com/SuzukiCarryThailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center

โทรศัพท์พื้นฐาน โทร 1800-600-900  

โทรศัพท์เคลื่อนที่             โทร 1401-600-900

 

NEW CARS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ ‘เป็นตัวเองไปให้สุด’

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเผยโฉม มิตซูบิชิ มิราจลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ รถซิตี้คาร์ชั้นนำรุ่นพิเศษใหม่ล่าสุด มาพร้อมดีไซน์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในรูปแบบ “เป็นตัวเองไปให้สุด”ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่พร้อมดึงดูดทุกสายตา ได้แก่ กระจกมองข้างสีดำ ปรับและพับไฟฟ้าพร้อมพร้อมไฟเลี้ยว LED เสาประตูสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ดีไซน์ภายนอกยังโดดเด่นทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยแผงครอบตกแต่งบริเวณกันชนหลังและปลายท่อไอเสียโครเมียม

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่พัฒนาจากรุ่นย่อยยอดนิยม GLXCVT โดยได้ยกระดับความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น ด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว พร้อมการยกระดับระบบกันสะเทือนช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง

   “มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ พัฒนาให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยต่างๆ เพื่อมอบความมั่นใจและ  ความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่มีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ รุ่นสีแดง (Red Metallic) กับหลังคาสีดำ และรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) กับหลังคาสีดำ

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นผู้นำของเซ็กเมนท์รถซิตี้คาร์ ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ อาทิ พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมเดินด้าย   สีแดง ตกแต่งด้วยวัสดุเปียโนแบล็คและโครเมียม และหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดง อีกทั้งเบาะผ้าแบบสปอร์ตสีดำ-แดง พร้อมเดินด้ายสีแดง

   โดดเด่นด้านความสะดวกสบาย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ ที่มาพร้อมกับสวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียงและปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย รองรับระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRIและระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)หน้าจอสัมผัสรองรับ DVD และ MP3มาตรวัดการขับขี่แบบ Semi-High Contrastพร้อมจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์ ตลอดจนที่พักแขนบริเวณเบาะคนขับ

   ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยดีที่สุดในเซ็กเมนท์เดียวกัน มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ใหม่ จึงพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยทั้ง ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)

   มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นใหม่ ราคา 520,000 บาทสำหรับรุ่นสีแดง(Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 527,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ

 

NEW CARS : เชฟโรเลต โคโลราโด เทรล บอส พร้อมปลุกทุกโสตสัมผัสความท้าทายแล้ววันนี้

 

 

 

 

 

 

   ชฟโรเลตโคโลราโดเทรลบอส(Colorado Trail Boss) รถกระบะรุ่นย่อยใหม่สไตล์อเมริกันสายพันธุ์แท้4 ประตูพร้อมปลุกจิตวิญญาณความเร้าใจให้ดังกระหึ่มแล้ววันนี้ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ

เชฟโรเลตโคโลราโดเทรลบอสกระบะพันธุ์แกร่งที่เปลี่ยนทุกอุปสรรคเป็นความท้าทายด้วยสุดยอดขุมพลังความแรงที่จะพาคุณทะยานไปได้ไกลผสานรูปลักษณ์โดดเด่นสไตล์อเมริกันตอบสนองการขับขี่อย่างเหนือชั้นพร้อมเปลี่ยนวันธรรมดาสู่ช่วงเวลาแห่งความเร้าใจ

   ฉีกกฎสายลุยแบบเดิมๆโคโลราโดเทรลบอสมาพร้อมเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ดีเซลวีจีที เทอร์โบ2.5 ลิตร180 แรงม้า4 สูบควบคู่เกียร์อัตโนมัติแบบ6 สปีดพร้อมเทอร์โบแปรผันเต็มพละกำลังเร่งแรงสู่ทุกจุดหมายอย่างเหนือชั้นเพิ่มดีกรีความเท่กับรูปโฉมที่รังสรรค์ใหม่เพื่อฉีกกฎกระบะสายลุยที่เคยสัมผัสให้คุณพุ่งทะยานออกไปพบเส้นทางใหม่ๆได้อย่างเร้าใจด้วยชุดแต่ง  สปอร์ตบาร์ดีไซน์พิเศษแข็งแกร่งดุดันซุ้มล้อสีดำล้ออัลลอยสปอร์ตพร้อมยาง18 นิ้วสะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าและตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ

   ให้คุณออกไปใช้ชีวิตแบบจัดเต็มกับความสมบูรณ์แบบที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นโคโลราโดเทรลบอสมาพร้อมChevrolet MyLink ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิงอัจฉริยะสะดวกสบายด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ซึ่งควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้าผ่อนแรงเที่ยงตรงแม่นยำให้ทุกวงเลี้ยวอยู่ในทุกการควบคุม

   ลุยแรงอย่างมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็มอาทิระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะรถลงทางลาดชันป้องกันไม่ให้รถไถลลื่นอย่างรวดเร็วระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ     (ESC – Electronic Stability Control) และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ(ARP – Anti Rolling Protection) ไม่ว่าเส้นทางจะโหดแค่ไหนก็ไม่เกรงกลัว

   สัมผัสความท้าทายในราคาที่คุณจับต้องได้เชฟโรเลตโคโลราโดเทรลบอสราคาเริ่มต้นเพียง859,000 บาทพร้อมข้อเสนอพิเศษซูเปอร์ดีลดาวน์0% ดอกเบี้ยเริ่มต้นพิเศษ2.8% ผ่อนนาน    48 เดือน* เมื่อจองและรับรถระหว่าง 1 สิงหาคม 2562 ถึง 31 สิงหาคม 2562 ลูกค้าสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chevrolet.co.thหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734 และ ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ

*ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

NEW CARS : ฟอร์ด ประเทศไทย ตอบโจทย์เกษตรกร ส่งฟอร์ด เรนเจอร์ 4 รุ่นย่อย สู้งานหนัก แกร่งทุกงานเกษตร

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด ประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถกระบะ นำเสนอรถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ 4 รุ่นย่อย รองรับการใช้งานทุกรูปแบบของเกษตรกร ด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้งานเหนือชั้น พร้อมลุยทุกงานสมบุกสมบันและภารกิจอันท้าทาย

   ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น XL มีให้เลือกทั้งแบบกระบะตอนเดียวและกระบะแบบมีแค็บ ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นนี้สามารถรองรับทุกการใช้งานหนัก ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกผลผลิตทางการเกษตร ด้วยกระบะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการบรรทุกได้เต็มประสิทธิภาพมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตรพร้อม VG Turbo Intercooler กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร ติดตั้งพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าและอุปกรณ์ความปลอดภัยในการขับขี่ ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBDระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายอีกมากมาย มอบทั้งความคุ้มค่าคุ้มราคาและสมรรถนะที่เหนือกว่าให้แก่รถกระบะพันธุ์แกร่ง ให้พร้อมรับมือทุกงานหนักในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านขนส่ง งานเกษตรกรรมทั่วประเทศ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีรายละเอียดแต่ละรุ่น ดังนี้

   ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะที่แข็งแกร่งเหมาะกับงานเกษตรทั่วไป ด้วยพละกำลังและความทนทานของเครื่องยนต์ พื้นที่กระบะท้ายกว้างถึง 1.8 ตารางเมตร ตอบโจทย์งานเกษตรที่ต้องการบรรทุกผลิตผลจำนวนมากด้วยราคาเพียง 559,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL 4x4เกียร์ธรรมดา 6 สปีดรถกระบะพันธุ์แกร่ง ได้รับการพัฒนาให้พร้อมรับมือกับงานสุดหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการลากจูง การบรรทุก หรือขับตะลุยเส้นทางออฟโรด ด้วยเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป พร้อมแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถเฉพาะรุ่น 4x4เหมาะกับงานเกษตรที่เน้นใช้ยานพาหนะในการขนส่งผลิตผลในปริมาณมาก และวิ่งบนพื้นที่สมบุกสมบัน ในราคา 649,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL 2.2L 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดกระบะพันธุ์แกร่งสมรรถนะดีเด่น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาด อย่างหน้าต่างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบเปิด-ปิดแบบสัมผัสเดียวด้านคนขับ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรเพื่อตอบโจทย์ทุกความท้าทายทั้งการทำงานที่อาศัยความคล่องตัว และในชีวิตประจำวัน  ในราคา 599,000บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ XL 2.2L 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดกระบะรุ่นใหม่ที่เหนือชั้นไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาดและฟีเจอร์ความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBDระบบป้องกันการหนีบที่ด้านคนขับ และจุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก ISOFIXตอบโจทย์งานเกษตรที่ต้องใช้ความรวดเร็ว แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังในการทำงาน และยังสามารถนำไปใช้เป็นรถสำหรับครอบครัวในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ทั้งหมดมาในราคาสุดคุ้มเพียง 689,000 บาท

   ฟอร์ดตระหนักถึงความท้าทายในการทำงานของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการรถที่สามารถบรรทุกของหนักเพื่อเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและผลิตผล รวมทั้ง ยังต้องรองรับการขับขี่แบบสมบุกสมบันจากการทำงานในพื้นที่การเกษตรซึ่งมีเส้นทางและพื้นผิวถนนที่หลากหลาย  ทำให้ต้องการรถที่มีเครื่องยนต์ทรงพลัง สามารถยึดเกาะถนนได้ดี มีอุปกรณ์ปกป้องความปลอดภัยสูงสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ จึงถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ทำเกษตรกรรมระดับอุตสาหกรรมใหญ่ ที่ไม่เพียงต้องการรถที่สมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ยังต้องการความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย ด้วยการผสมผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่งต่อการทำงานทุกรูปแบบทุกพื้นที่การเกษตร พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เหนือชั้น และมาตรฐานความแกร่งสมบุกสมบันของกระบะนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’

   “ฟอร์ดเล็งเห็นถึงความสำคัญของการประกอบอาชีพเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ทำการเกษตรระดับอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน และมีความแกร่งทนทานมากพอที่จะทำให้งานเกษตรกรรมสำเร็จลุล่วงไปได้ ฟอร์ดจึงนำเสนอ ฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง 4 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร และตอกย้ำนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยที่แกร่งไม่แพ้กัน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว

   รถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ 4 รุ่นย่อย ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L XL4x2 และ 4x4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL 2.2L 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดและฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ XL 2.2L 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีดพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว ณ โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS : เอ็มจี เปิดตัว NEW MG EXTENDER กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะรุ่นแรกของเอ็มจี “NEW MG EXTENDER  กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้า โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamicซึ่งโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และมิติตัวถังขนาดใหญ่ สมรรถนะที่เหนือกว่า การควบคุมที่สมบูรณ์แบบ ระบบความปลอดภัยครบครันและระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ  i-SMARTรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกของโลกในรถกระบะ โดยจะเปิดตัวต่อสาธารณชน   อย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ หรือ “Big Motor Sale 2019” ในระหว่างวันที่ 16-25 สิงหาคม ณ ไบเทค บางนา และที่โชว์รูมเอ็มจี ทั่วประเทศ

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า   “ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ที่ผ่านมา เราทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง   โดยเน้นกลุ่มรถยนต์นั่งเป็นหลัก ด้วยการชูจุดเด่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์เอ็มจี ทั้งในด้านการออกแบบ สมรรถนะของเครื่องยนต์ ระบบบังคับควบคุม ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย สำหรับการเปิดตัวรถกระบะ NEW MG EXTENDERในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่ง  ความท้าทายใหม่สำหรับเรา และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการดำเนินธุรกิจของเอ็มจีในประเทศไทยในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนไทยอย่างแท้จริง”

   “เราตั้งเป้าให้ NEW MG EXTENDER เป็นรถที่สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าที่กำลังมองหารถสำหรับการใช้งานและใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดยจะทำตลาดในกลุ่มรถกระบะแบบตอนครึ่ง หรือ Giant Cab และแบบ 2 ตอน หรือ Double Cab ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ด้วยขนาดมิติตัวถังขนาดใหญ่จึงช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุกและภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย สมรรถนะที่โดดเด่นจากเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรล     เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 161แรงม้า ซึ่งให้ทั้งการประหยัดน้ำมันและประหยัดค่าบำรุงรักษา  นอกจากนี้ ยังให้ความสะดวกสบายและมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMARTซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับรถยนต์เอ็มจี”

   “สำหรับ NEW MG EXTENDER มี 9 รุ่นย่อยครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ระบบส่งกำลังแบบธรรมดาและแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ (2WD)และแบบ 4 ล้อ (4WD)ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานได้อย่างลงตัว” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

NEW MG EXTENDER กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง

   NEW MG EXTENDER แตกต่างด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี พร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่โดยมีทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) ที่มีความยาวกระบะท้ายถึง 1,900 มิลลิเมตร ซึ่งยาวที่สุดในรถระดับเดียวกันจึงช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุกได้มากยิ่งขึ้น และแบบ 4 ประตู (Double Cab)พร้อมช่วงล่างแบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone)ด้านหลังแหนบแบบซ้อนแผ่น (LeafSpring Suspension) ทำงานควบคู่กับช่วงล่างแบบ  BRIT Dynamic ซึ่งให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ในความเร็วต่ำ และให้ความมั่นคงในการขับขี่ที่ความเร็วสูง เพิ่มความปลอดภัยและมั่นใจในการใช้งาน ในขณะที่ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ (Projector) พร้อม Daytime Running Lights บันไดข้าง และกล้องมองหลังพร้อมเซนเซอร์ขณะถอย ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่ในรุ่น Giant Cab แบบยกสูง

   ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และเก็บเสียงดีเยี่ยมด้วยการออกแบบฉนวนกันเสียง 9 จุด การออกแบบภายในสร้างความรู้สึกแข็งแกร่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอกโดยใช้โทนสีเข้มและเพิ่มความเรียบหรูด้วยวัสดุ ให้สัมผัสนุ่ม (SOFT TOUCH) พร้อมแผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก     ครบครัน อาทิ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว กุญแจระบบ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ โดยในรุ่น Double Cabยังมาพร้อมเบาะปรับไฟฟ้าคู่หน้า เบาะหลังพับได้ และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

สมรรถนะเยี่ยม และขับเคลื่อนได้เต็มประสิทธิภาพ

   NEW MG EXTENDERขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 2.0ลิตร เทอร์โบ แปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ และแบบธรรมดา 6 จังหวะ ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER เพื่อตอบสนองทุกการใช้งานโดยในรุ่น Double Cabจะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2ล้อ (2WD) และขับเคลื่อน 4ล้อ (4WD)ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนน 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L

  

ครั้งแรกของโลกกับสมาร์ทปิคอัพ ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART

   NEW MG EXTENDERมาพร้อมระบบปฏิบัติการ i–SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี   ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสั่งการ หรือ SMART Commandผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่สามารถสั่งการให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ หน้าต่างฝั่งคนขับ ตลอดจนวิทยุภายในรถ รวมทั้งค้นหาจุดสนใจ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application การเชื่อมต่อ หรือ SMART Connectที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Musicค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ดังได้บนหน้าจอในรถ และการตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ รวมถึงระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ

ระบบความปลอดภัยครบครัน

   NEW MG EXTENDERมาพร้อมโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame)แบบ Ultra-high Strength Bodyด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steelในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steelที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ พร้อมรับทุกสภาพการใช้งาน และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย

o   ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System)

o   ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)

o   ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)

o   ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)

o   ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)

o   ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

o   ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)

o   ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System)

o   ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)

o   ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ   รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วย 9 รุ่นย่อย พร้อมขายทั่วประเทศ 16 สิงหาคมนี้ 

   สำหรับ NEW MG EXTENDERจะเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน Big Motor Sale 2019 ระหว่างวันที่ 16 ถึง 25 สิงหาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา และที่โชว์รูมรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 110 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการบริการ          หลังการขาย “Passion Service” ที่เพิ่มความสะดวกมากขึ้นด้วยการบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องภายใน 1 ชั่วโมง การจัดส่งอะไหล่ภายใน 1 วันทำการ และบริการรถสำรองระหว่างซ่อม ยิ่งไปกว่านั้น NEW MG EXTENDERยังมีค่าบำรุงรักษาทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน คือ ระยะทาง 100,000 กิโลเมตร ไม่เกิน 20,000 บาท

   NEW MG EXTENDER มีให้เลือกทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ (2WD)และแบบ 4 ล้อ (4WD)ครอบคลุมทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด  พร้อม 5สีให้เลือก คือ สีขาว Artic WHITE สีดำ BLACKKnight สีเงิน SILVER Metallic สีแดง Scarlet RED และ    สีเทา Metal Ash GREY โดยมีทั้งหมด 9 รุ่นย่อยดังนี้

NEW MG EXTENDER รุ่น GIANT CAB (กระบะตอนครึ่ง)

  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 C 6MT
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 D 6MT
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6MT
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6AT
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND X 6MT

NEW MG EXTENDER รุ่น DOUBLE CAB (4 ประตู)

  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6MT
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6AT
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND X 6AT
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT

   ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

 

NEW CARS : โตโยต้า แนะนำ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ SIENTA “รุ่นปรับปรุงใหม่” เต็มที่ในทุกความคุ้มค่า เติมเต็มชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ SIENTA รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ รุ่นปรับปรุงใหม่ ครบครันไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่เหนือใคร รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง ประเภท Compact Multi-Purpose Vehicle ตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายได้มากกว่าใคร โดยได้รับการปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ดีไซน์ภายนอกได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดูพรีเมียม โดดเด่นสะดุดตา พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic ภายในห้องโดยสารดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย กว้างขวางตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

   ด้วยการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังเพื่อบรรทุกสัมภาระได้หลายรูปแบบ สะดวกสบายกว่าใครด้วยประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และกล้องบันทึกภาพหน้าและหลังรถ ประกอบกับสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ตลอดจนระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกที่สมบูรณ์แบบ

SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่...ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่เหนือใคร

ภายนอก...โดดเด่นสะดุดตา

  • กระจังหน้า และกันชนด้านหน้าดีไซน์ใหม่ สปอร์ต พรีเมียม
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED...ส่องสว่างเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่

ภายใน...โฉบเฉี่ยว ทันสมัย กว้างขวางสะดวกสบายในทุกรูปแบบการใช้งาน

  • เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายส้ม...ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต ทันสมัย (ในรุ่น 1.5V)
  • แผงข้างประตู...ดีไซน์ใหม่ เรียบหรู ดูดี
  • จอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว...ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link เชื่อมต่อแอปพลิเคชันนำทาง และฟังเพลงออนไลน์ชั้นนำ สัมผัสความบันเทิงเต็มรูปแบบตลอดการเดินทาง
  • ระบบสตาร์ท (Push Start) และระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)…สตาร์ทเครื่องยนต์เพียงปลายนิ้วสัมผัส และควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตูอย่างง่ายดาย

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก...สะดวกสบายตลอดการเดินทาง

  • ที่พักแขน 3 ตำแหน่ง...ใหม่ ให้ความสบาย ในทุกตำแหน่งที่นั่ง
  • ประตูข้างซ้าย-ขวา สไลด์อัตโนมัติ...สะดวกสบาย และง่ายต่อการใช้งาน ด้วยการสั่งงานจากสวิตช์บริเวณคนขับ และรีโมทคอนโทรล พร้อมระบบช่วยปิดประตูแบบไฟฟ้า (Easy Closer)
  • จอ LED ขนาด 8 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง
  • ระบบหมุนเวียนอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง
  • เบาะที่นั่งปรับเปลี่ยนได้ พร้อมพับแบบแบนราบ (Dive-in)...เพิ่มพื้นที่เต็มพิกัด ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลาย
  • เบาะพับง่ายแค่เพียงสัมผัส (1-Touch Tumble)...สะดวกสบาย ปรับเปลี่ยนง่ายได้ดั่งใจ
  • ที่วางของ และช่องเก็บของสำหรับผู้โดยสารทุกแถว...จัดแบ่งเป็นสัดส่วนเพื่อการจัดเก็บที่ง่ายขึ้น

ระบบความปลอดภัย... เหนือใครด้วยมาตรฐานระดับโลกที่สมบูรณ์แบบ

  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา...ใหม่ เห็นพื้นที่แม้ในมุมอับสายตาผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน จับภาพขณะเคลื่อนไหวจริง ให้ความมั่นใจขั้นสูงสุด (ในรุ่น 1.5V)
  • กล้องบันทึกภาพหน้า หลังรถ...ใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ในทุกการเดินทาง
  • กล้องมองหลังพร้อมสัญญาณเตือนกะระยะท้ายรถ...ถอยจอดได้ง่ายดาย
  • ระบบ Drive Start Control… ป้องกันการออกตัวแบบผิดวิธี มั่นใจทุกครั้งที่ออกเดินทาง
  • ระบบ ABS, EBD, BA, VSC และ HAC… ปลอดภัยเต็มมาตรฐานระดับสากล

เลือกเป็นเจ้าของ SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ 2 รุ่น 4 สี [รวม 1 สีใหม่]

สีใหม่ Citrus Mica Metallic

และ 3 สีเดิม Super White II / Silver Metallic / Attitude Black Mica

- 1.5 V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 875,000 บาท**

- 1.5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 765,000 บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

   เชิญสัมผัสพร้อมทดลองขับ “SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่” ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ และศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 
 

Page 1 of 5

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : เชฟโรเลต เริ่มสายการผลิต แคปติวา รุ่นใหม่ ภายใต้หลักการ สร้างคุณภาพในกระบวนการผลิต มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า                  เชฟโรเลต แคปติวา รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกจำหน่ายในประเทศไทยในเร็วๆ... Read more...
MOTOR NEWS : อีซูซุมอบเงินสนับสนุน 4 องค์กรสาธารณประโยชน์                    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุโดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red