Developed by JoomVision.com

NEW CARS

NEW CARS : มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมินิ เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก พร้อมเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14 น. เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชด้วยนิยามใหม่ของการขับขี่สไตล์มินิ กับการเปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ ซึ่งได้เผยโฉมในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ผสานดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาไม่ซ้ำใคร และคุณภาพระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันภายใต้เอกลักษณ์ความเป็นมินิได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินินี้ นับเป็นก้าวสำคัญแห่งการปฏิวัติการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด แต่ยังคงความสนุกเร้าใจสไตล์โกคาร์ทในตำนาน พร้อมรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ บุกเบิกไลฟ์สไตล์แบบใหม่แห่งการขับขี่ในตัวเมืองด้วยพลังงานสะอาดแก่แฟน ๆ ชาวไทย โดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ จะเปิดให้ลูกค้าพรีออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14น. เป็นต้นไปทางเว็บไซต์ www.mini.co.thในจำนวนจำกัดเพียง 25 คันเท่านั้น

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกที่ได้เปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากมินิที่บุกเบิกยนตรกรรมไฟฟ้าสำหรับการขับขี่ในตัวเมืองด้วยสไตล์ใหม่ที่มีความเฉพาะตัว โดยเมื่อ 60 ปีก่อน เราได้นำเสนอนิยามใหม่ของการใช้พื้นที่ในตัวรถอย่างสร้างสรรค์ เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพคเป็นครั้งแรก ในวันนี้ ประสบการณ์ขับขี่จากมินิจะก้าวสู่อนาคตที่ทั้งยั่งยืนกว่า และยังคงไว้ซึ่งความน่าหลงใหลของการโลดแล่นบนท้องถนน เราจึงตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่แฟน ๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสปรากฎการณ์ครั้งใหม่จากมินิที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษ ทั้งยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ที่แฟน ๆ ต่างคาดหวังจากมินิได้เช่นเคย”

ขุมพลังไฟฟ้าในสไตล์มินิ

   มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตูแต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

   มอเตอร์ไฟฟ้าในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของมินิ
คูเปอร์ เอสอีจึงทำให้มีความคล่องตัว ควบคุมได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้นแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังมีประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้นจากตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

   ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอีเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอีทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

   สมรรถนะสุดสปอร์ตของมินิ คูเปอร์ เอสอี ไม่เพียงโดดเด่นด้วยการตอบสนองที่เฉียบพลันบนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังแตกต่างด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานโดยแทบจะไร้เสียง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ สร้างความสุนทรีย์ขณะขับขี่ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ

   คุณสมบัติด้านความปลอดภัยของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ยังเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน ในส่วนของวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะอยู่ภายใต้กันชนและโครงสร้างมอเตอร์ที่เสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงจะติดตั้งอยู่ภายในแผ่นรองฐานใต้ท้องรถทีออกแบบมาเพื่อป้องกันชิ้นส่วนแบตเตอรี่โดยเฉพาะ

ขับสนุกเร้าใจได้ด้วยพลังงานไฟฟ้า

   เอกลักษณ์ความเร้าใจในสไตล์โกคาร์ทที่เป็นตำนานของมินิได้ก้าวสู่มิติใหม่แห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มาพร้อมการควบคุมที่ปราดเปรียวและแม่นยำด้วยเทคโนโลยีช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาและตั้งค่ามาเพื่อมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ โดยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าของมินิ คูเปอร์ เอส อย่างน้อย 30 มิลลิเมตร ยกระดับประสิทธิภาพในการกระจายน้ำหนักและการเข้าโค้งให้เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน

   รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรกนี้ รองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่โดยการจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่นระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เป็นต้น

   อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการขับขี่แบบ
one-pedal feelingโดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ผู้ขับสามารถเลือกปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แบบ one-pedal feelingหรือเลือกลดระดับการนำพลังงานจากเบรกกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้รถชะลอตัวนุ่มนวลยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินได้ไม่ต่างจากมินิรุ่นอื่น ๆ

ชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้อย่างสะดวกง่ายดาย

   พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง(อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) จากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallboxและจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

   แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallboxที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-chargingจะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที

   นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallboxที่สามารถติดตั้งได้ทั้งในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ChargeNow ซึ่งนับเป็นเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

โดดเด่นสะดุดตาด้วยเอกลักษณ์มินิทั้งภายนอกและภายใน

   มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ มอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟด้วยดีเอ็นเอมินิพันธุ์แท้ ภายในมาพร้อมเบาะผ้าสีดำCarbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า รองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอปพลิเคชั่น MINI Connected ในการตั้งเวลาออกเดินทางเพื่อเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าได้ตามต้องการ

   แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ โดยจะเปลี่ยนสีไฟตามสถานะการชาร์จ ได้แก่ สีส้มขณะเริ่มชาร์จ สีเหลืองขณะกำลังชาร์จ และสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม โดยหากมีความผิดปกติใด ๆ ในระหว่างการชาร์จ จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยไฟสีแดง สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือก
ต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

   สัดส่วนต่าง ๆ ของตัวรถยังคงความคล่องตัวในสไตล์มินิ มาในโครงสร้าง 3 ส่วนเช่นมินิรุ่นอื่น ๆ ประกอบไปด้วยโครงสร้างตัวถัง หน้าต่างรอบด้านและหลังคารถ และการออกแบบให้ล้ออยู่ใกล้กับกันชน ซึ่งรวมถึงความกว้างของฐานล้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสื่อถึงดีเอ็นเอความเป็นมินิพันธุ์แท้ที่ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด เส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจนสะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฎบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้าง
ความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

   ดีไซน์กระจังหน้าที่ปรากฎเฉพาะในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใต้ท้องรถที่มีแผ่นปิดเกือบรอบคัน และกระโปรงท้ายรถในรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนมีส่วนช่วยลดแรงต้านของอากาศ ซึ่งเมื่อปราศจากท่อไอเสีย อากาศจึงสามารถไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังท้ายรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Coronaพร้อมยางรันแฟลต ที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

   ลูกค้าที่สนใจสามารถพรีออเดอร์มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ได้ทาง www.mini.co.thตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.14 น. เป็นต้นไป ที่ราคาจำหน่าย 2,290,000 ล้านบาท รวมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard ครอบคลุมการบำรุงรักษานาน 3 ปี / 60,000 กิโลเมตรและการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

 

NEW CARS : “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” อัพออพชั่น แต่ไม่อัพราคา

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเสริมทัพรับต้นปี 2020  ส่ง  “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์” สัมผัสที่ใช่... ของการใช้ชีวิต(ISUZUMU-X THE NEW ONYX…THE ABSOLUTE SENSATION)  ตอบสนองความต้องการผู้ใช้รถรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทรนด์รถแต่งพิเศษ ด้วยชุดแต่งใหม่!  เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น  ขับความสปอร์ตหรูให้เข้มเต็มขั้น   ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น  มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  ซึ่งยังคงราคาเดิมคือเริ่มต้นเพียง 1,364,000 บาท

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์จำกัด เผยว่า “จากผลตอบรับที่ดียิ่งของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” เราพบว่าปัจจุบันลูกค้ามีความชื่นชอบรถรุ่นพิเศษที่มาพร้อมชุดแต่งครบครัน ในปีนี้อีซูซุจึงเปิดตัวรถอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นใหม่!          “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ เดอะ นิว ออนิคซ์” (ISUZU MU-X THE NEW ONYX)  ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สัมผัสที่ใช่...ของการใช้ชีวิต” (THE ABSOLUTE SENSATION) เพื่อให้เป็นรถที่เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ มาพร้อมชุดแต่งใหม่รอบคัน THE ABSOLUTE ONYX EDITION เสริมความสปอร์ตหรูให้เข้มทุกเต็มขั้นยิ่งขึ้นในทุกส่วน  อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายอีกระดับด้วยใหม่!  เบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเบาะทั่วไป และชุดตกแต่งภายในห้องโดยสารใหม่! เสริมความหรูหราและโดดเด่น  โดยคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการขับขี่ ความประหยัดน้ำมัน และระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับอีซูซุ ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ที่ใช่กับขุมพลังเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เอกสิทธิ์แห่งเทคโนโลยีดีเซลจากอีซูซุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในรถระดับเดียวกัน”

   “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์”   รถอเนกประสงค์ระดับหรูโฉมใหม่ที่พร้อมจะแสดงตัวตนของผู้ขับขี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่เคย เท่ หรูหรา สะดวกสบายเหนือระดับ ตอบรับทุกสัมผัสแห่งการขับขี่ที่ใช่...สำหรับคุณ

   เหนือกว่าความรู้สึกใหม่ คือความรู้สึกที่ใช่...ในทุกมุมมอง  ใหม่!ชุดแต่ง      THE ABSOLUTE ONYX EDITIONใหม่รอบคัน ขับความสปอร์ตหรูเข้มให้เต็มขั้นในทุกมุมมอง  อาทิ ชุดแต่งกันชนหน้า-หลัง ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต เท่ล้ำ สะกดทุกสายตา ใหม่! กระจังหน้า ชุดแต่งประตูท้าย และโคมไฟหน้าสี Black Chrome คมเข้ม เต็มอารมณ์หรู Fender Lip สี Matte Black โฉบเฉี่ยว ล้ำสไตล์  ไฟท้ายรมดำแบบ LEDสปอร์ต เข้ม  กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ  ล้ออัลลอย Flash Black Design ขนาด 18นิ้ว และ Roof Rail สไตล์สปอร์ต เป็นต้น 

   สัมผัสที่ใช่...กับความสะดวกสบายสไตล์หรูห้องโดยสารกว้างขวางโอ่อ่า ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์อย่างเหนือชั้น  สบายยิ่งขึ้นกับใหม่!  เบาะนั่ง Cool Max เทคโนโลยีใหม่ ผลิตจากวัสดุพิเศษลดการสะสมความร้อนได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเบาะทั่วไป  ใหม่! ชุดตกแต่ง Piano Black บริเวณคอนโซลกลาง และคอนโซลเกียร์ เสริมความหรูหราและโดดเด่นเหนือระดับ  แต่งเติมบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีมิติด้วย  Ambient Light บริเวณแผงข้างประตู  เติมเต็มความสุนทรีย์ให้เต็มอิ่มในทุกสัมผัสกับระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ พร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tunerเป็นต้น

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่น ตอบโจทย์ความท้าทายในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ นุ่มนวล ยึดเกาะถนนและทรงตัวเป็นเลิศส่งมอบความอุ่นใจทุกช่วงเวลาที่อยู่บนถนน   ด้วยระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบ  ครบครันสำหรับทุกรูปแบบการขับขี่  ให้พร้อมโลดแล่นอย่างไร้ขีดจำกัด กับขีดสุดแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 1.9  และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ขับเคลื่อน2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติแบบ 6สปีด  ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม  มีให้เลือก 4 สี ราคาจำหน่ายเท่าเดิมตั้งแต่1,364,000 – 1,421,000 บาท

   ขอเชิญสัมผัส “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ รุ่นใหม่! เดอะ นิว ออนิคซ์”  ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11กุมภาพันธ์ ศกนี้ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.comหรือ LINE: @isuzuthai 

 

NEW CARS : วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ เปิดตัวยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “The All-New Volvo S60” สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน พลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไว

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการรถยนต์ระดับพรีเมียมของเมืองไทย เปิดตัว The All-New Volvo S60”สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Your Signature Drive

   วอลโว่ไม่เคยหยุดพัฒนาประสบการณ์การขับขี่แนวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี “The All-New Volvo S60” คือสุดยอดยานยนต์แห่งยุค สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ The All-New Volvo S60ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย

   มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว The All-New Volvo S60 สมาชิกใหม่ในตระกูลรถซีดานของเรา ถือเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏในเมืองไทยมาก่อน เรายังได้ทำการศึกษาเป็นอย่างดีในการกำหนดราคาและข้อเสนอทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับมูลค่าสูงสุดจากรถยนต์รุ่นใหม่ของเรา ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเราด้วยยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 63% ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราดูแลการเดินทางของท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราได้ส่งมอบรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่แก่ลูกค้าในเมืองไทยเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 22 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่น  The All-New Volvo V60 ซึ่งเปิดตัวไปแล้วในปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม มียอดจองล่วงหน้าก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”

   “และเราเชื่อมั่นว่าในปี 2563 นี้ก็จะไม่แตกต่างกัน เราตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตที่มากขึ้นในปีนี้และ The All-New Volvo S60ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนสร้างการเติบโตของเรา และเรายังมีกำหนดเปิดตัวยานยนต์ตระกูลเอสยูวีรุ่นใหม่อีกหลาย

   รุ่นในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์รายใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เรายังคงยึดมั่นสัญญาในการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และ

   ถือว่าลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงานของเราทุกขั้นตอน โดยความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด”

   “เนื่องจาก The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนธุรกิจของเรา เราจึงพัฒนาข้อเสนอทางการเงินที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเพื่อผู้บริโภค”

   “The All-New Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีความยาวและหน้ากว้างที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน ทั้งยังขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์รุ่น  T8 TWIN ENGINE PLUG-IN HYBRID  407 แรงม้า ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลังสามารถพาคุณพุ่งทะยานจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที รถยนต์รุ่นนี้ยังมอบมูลค่าสูงสุดด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียน ถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่โฉบเฉี่ยวที่สุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมา และในค่ำคืนนี้ เราภูมิใจนำเสนอ S60 ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาทสำหรับรุ่น Momentum และรุ่น R-DESIGN ในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้านบาท”และเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย ด้วยการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 19,xxx บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

   “หวังว่าทุกท่านจะตื่นตาตื่นใจกับรถยนต์รุ่นใหม่เช่นเดียวกับเรา และถึงเวลาเเล้วที่ท่านจะได้เลือกสรรยานยนต์วอลโว่เพื่อตัวท่านเอง” มร.คริส เวลส์ กล่าวสรุป

   The All-New Volvo S60 สปอร์ตซีดานเกรดพรีเมียมจากสวีเดนภายใต้สโลแกน Your Signature Drive สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม ที่มอบสุดยอดแห่งความสมดุล ด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและการเชื่อมต่อออนไลน์อย่างครบถ้วน ถูกออกแบบมาเพื่อนักขับผู้ต้องการความแตกต่างสื่อถึงตัวตนที่มาดมั่น พร้อมโครงสร้างตัวรถอันเปี่ยมพลัง และเสริมความหรูหราในแบบฉบับสแกนดิเนเวียน การออกแบบห้องโดยสารภายในจึงเน้นความเรียบง่าย หากประณีตในทุกรายละเอียดด้วยงานฝีมือขั้นสูง ติดตั้งเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและนวัตกรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง The All-New Volvo S60 พร้อมเปิดตัวรุ่นรถด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น R-Design  เพื่อลุคที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวแบบสปอร์ต และ รุ่น Momentumเพื่อความหรูหราภูมิฐานที่เหนือระดับ

โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น

   ด้วยรายละเอียดสไตล์สแกนดิเนเวียน ช่วยเสริมเอกลักษณ์ที่แตกต่างและทำให้ The All-New Volvo S60 มอบภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งบนท้องถนน นำเสนอ 4 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, Fusion Red Metallic และสีใหม่ล่าสุด “Pebble Grey Metallic”นำเสนอลุคแบบสปอร์ตที่สวยงามด้วยล้อดีไซน์ 5 – Triple Spoke แบบ Diamond Cutขนาด 8 x 19 นิ้ว สีดำด้าน สำหรับรุ่น R-Designและล้อดีไซน์ 5 – Y Spokeแบบ Diamond Cutขนาด 7.5 x 18 นิ้ว สีดำ สำหรับรุ่น Momentum

สวยงามด้วยรายละเอียดเฉพาะตัว

   ส่วนกระจังหน้า ออกแบบอย่างสะดุดตา ติดตั้งตราวอลโว่อันภาคภูมิ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่องสื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็นซิกเน-เจอร์ของวอลโว่ มอบภาพลักษณ์ของนักขับผู้มาดมั่นไม่ว่าจะขับขี่เวลากลางวันหรือกลางคืน

ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

   งานออกแบบแนวสแกนดิเนเวียนให้ความสำคัญกับความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน ซึ่งการออกแบบห้องโดยสารของ The All-New Volvo S60 สะท้อนถึงหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและหรูหราตลอดการเดินทางของคุณ โดยรุ่นR-Designตกแต่งเบาะด้วยหนัง R-Design Fine Nappa Perforated Leather Upholsteryในเฉดสี Charcoalและรุ่น Momentumตกแต่งหนังแท้ในเฉดสี Charcoalและ Maroon Brown

งานฝีมือขั้นสูงยุคใหม่

   ห้องโดยสารรุ่น R-Designนำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบสแกนดิเนเวียน มือจับประตูรถตกแต่งด้วยอลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่สอดประสานกลมกลืน เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Décor Inlaysไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-designใน The All-New Volvo S60ล้วนแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของยานยนต์แนวสปอร์ตอันประณีตอย่างแท้จริง

เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก

   ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกเพื่อการปกป้องคุณและผู้โดยสาร อันเป็นผลงานจากการคิดค้นนวัตกรรมมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ยังถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน และระบบ High-Pressure Cleaningเพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุดและช่วยให้การขับขี่ราบรื่นตลอดเส้นทางในรุ่น R-Design

การแสดงผลแบบ Head-Up Display

   ระบบ Head-Up Displayจะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับพอดี ทั้งอัตราความเร็ว การทำงานต่าง ๆ ช่วยลดความถี่ในการละสายตาจากถนนของผู้ขับ ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็นบนระดับการมองเห็นของผู้ขับโดยตรง จึงไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

ระบบกล้อง 360 องศาและกล้องช่วยจอด

   ระบบช่วยในการจอดรถพร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและบนกันชนหลัง ร่วมกับกล้องอื่น ๆ ทั้งที่ติดตั้งเข้ากับป้าย Volvo IronMarkด้านล่างกระจกหูช้าง และที่ประตูท้าย เพื่อการวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งสัญญาณเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบSensus Screenในทันที ระบบกล้องช่วยจอดยังช่วยในการถอยรถโดยมีเส้นนำทางและภาพแสดงพื้นที่ เพื่อช่วยให้คุณทราบระยะห่างระหว่างยานพาหนะและวัตถุรอบข้างได้ดีขึ้น

ระบบช่วยจอดโดยอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

   ระบบช่วยจอดอัตโนมัติช่วยให้คุณถอยรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม (ทั้งสองด้านของตัวรถ) และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนคุณเพียงควบคุมการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์

ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น

   ด้วยเบาะที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงมอบความสบายแม้ในการเดินทางที่ยาวนาน รวมถึงการกำหนดความสูงของเบาะนั่งระดับต่ำยังทำให้คุณสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบนพื้นถนนอย่างชัดเจน สำหรับเบาะด้านหลังของผู้โดยสารมาพร้อมระบบ4-Way Power Lumbar Supportเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณหลัง ผสานกับ Power Fold Rear Headrestและการปรับระยะหมอนรองได้ตามต้องการ

   นอกจากนี้ ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive และ การเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลังปลดล็อคด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ (Power-Operated Handsfree Tailgate Unlocking) เพื่อให้ชีวิตคุณง่ายดายยิ่งขึ้น

ระบบพลังงานที่ยั่งยืน

   The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybridที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ

เทคโนโลยีที่ใช้งานได้อย่างราบรื่น

   นวัตกรรมสุดล้ำ อาทิ ระบบนำทาง และAppleCarPlay & Android Auto Supportทำงานร่วมกับระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ “Harman Kardon” เพื่อให้คุณเชื่อมต่อออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

   The All-New Volvo S60จึงเป็นรถซีดานที่มอบความหรูหราที่สุดในคลาส ด้วยสมรรถนะการขับขี่อันน่าทึ่ง ห้องโดยสารที่สะดวกสบายอย่างเหนือชั้น และฟังก์ชั่นการทำงานสุดไฮเทคมากมาย นำเสนอสมดุลแห่งประสิทธิภาพและความสะดวกสบายบนมาตรฐานแห่งความหรูหราในหนึ่งเดียว และรอคอยให้นักขับมาสัมผัสกับความเป็นเลิศด้วยตนเอง

   The All-New Volvo S60 คือสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทคที่มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบนำคุณสู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ผสานงานดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียนเข้ากับ

   เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ขั้นสูงและแนวทางการออกแบบที่คงความเป็นหนึ่ง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทยด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือระดับ

หมายเหตุ:  รถที่เตรียมและนำมาจัดแสดงในงานเปิดตัว Volvo S60ใหม่ครั้งนี้ ใช้สำหรับในการเปิดตัวรถใหม่เท่านั้น เนื่องจากเครื่องเสียงรถยนต์ มิได้ตรงกับรุ่นรถที่จะนำเข้ามาขายจริง

Harman Kardon คือเครื่องเสียงที่ติดตั้งรถยนต์ New Volvo S60 (R-Design)

กิจกรรมไฮไลต์ในงานเปิดตัว The All-New Volvo S60สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม

   งานเปิดตัว The All-New Volvo S60 ครั้งนี้จะมอบความสนุกสนานและยิ่งใหญ่ตระการตาด้วยการแสดงจาก ชิน -

ชินวุฒ อินทรคูสินศิลปิน นักแต่งเพลง และนักแสดงหนุ่มชื่อดัง ร่วมกับนางแบบสาวสุดฮอต จากเดอะเฟซ ไทยแลนด์ คุณเจสซี่ ชูว์เทอร์

   เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาสุดพิเศษกับสุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน ในวันเสาร์ที่ 1 และ วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ณ จีเอ็มเอ็มไลฟ์เฮาส์ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์!

 

NEW CARS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ส่งรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น ลุยสร้างความคึกคักให้ตลาดรถยนต์รับปี 2020 จัดเต็มด้วยรถในกลุ่ม Dream Car ของทุกคนทั้ง “C 200 Coupé AMG Dynamic” “E 200 Coupé AMG Dynamic” และ “E 300 Cabriolet AMG Dynamic” พร้อมวางจำหน่ายและให้ทดลองขับได้

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัดต้อนรับปี2020ด้วยความคึกคัก ส่งรถยนต์ใหม่ในกลุ่ม Dream Car3รุ่น 3สไตล์ลุยตลาด ได้แก่ “C 200 Coupé AMG Dynamic”ยนตรกรรมที่พร้อมจะปลุกความสปอร์ตในตัวคุณด้วยรูปทรง Coupéสองประตู     ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมเครื่องยนต์เบนซินใหม่ที่ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม “E 200 Coupé AMG Dynamic”ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้หรูล้ำสมัยที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวขึ้น ในสมรรถนะในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ทว่าบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง และ “E 300 Cabriolet AMG Dynamic” ยนตรกรรมสปอร์ตหรูเปิดประทุนพร้อมขุมพลังอันดุดันภายใต้รูปลักษณ์       อันโดดเด่นพร้อมเผยผลประกอบการรวมทั่วโลกด้วยยอดขายทั้งปีที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง     เป็นปีที่ 9และเป็นยอดขายที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทในช่วงเวลาที่สุดท้าทาย   ของอุตสาหกรรมรถยนต์ กับยอดขายรวม 2,339,562คันหรือเติบโตขึ้น 1.3%จากปีที่แล้ว     ย้ำความแข็งแกร่งของการเป็นแบรนด์รถยนต์หรูอันดับ 1ของโลก

   มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด     กล่าวว่า “ปี 2562ที่ผ่านมานับเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเราสามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9โดยเราส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด 2,339,562คัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ สำหรับยอดขายใน 1ปี นับเป็นการเติบโตขึ้น 1.3%เมื่อเทียบกับปีที่แล้วทั้งที่อุตสากรรมรถยนต์อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เรายังสร้างสถิติใหม่ด้วยการทำยอดขายผ่านหลัก 600,000คันทั่วโลก  สำหรับการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในไตรมาสสุดท้ายของปีนับจากเดือนตุลาคม    ถึงธันวาคม 2562ด้วยยอดขายรวม 614,319คันหรือเพิ่มขึ้น 3.2%ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1ในตลาดรถยนต์หรูได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4ทั้งนี้   การทำยอดขายเติบโตขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9ของเรานับว่าเป็นการย้ำให้เห็นความต้องการ   ของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีต่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าตลาดรถยนต์จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงใด และนั่นคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงคุณค่าและความแข็งแกร่งของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในใจผู้บริโภคทั่วโลก”

   “และเพื่อเป็นการสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ไทยในปี2563กันตั้งแต่ต้นปี    เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงพร้อมแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่พร้อมกัน 3รุ่น ได้แก่ C 200 CoupéAMG Dynamic, E 200 Coupé AMG Dynamicและ E 300 Cabriolet AMG Dynamic    ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้ง 3รุ่นถือว่าเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Dream Carที่แฟนๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องการจับจองเป็นเจ้าของ โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมเอกลักษณ์ของงานออกแบบ   ที่โดดเด่น ประณีต และพิถีพิถันทั้งภายนอกและภายใน อัดแน่นด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์   รุ่นใหม่ที่ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุด   จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ทุกคนต้องประทับใจซึ่งรอให้คุณไปพิสูจน์ได้แล้ววันนี้    ที่โชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ”มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ C 200 Coupé AMG Dynamicคือยนตรกรรมที่พร้อมจะปลุกความสปอร์ตในตัวคุณ ด้วยรูปทรง Coupé สองประตูที่เป็นเอกลักษณ์ กับขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,991ซีซีที่ให้กำลังสูงสุด 204แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด300นิวตันเมตร   ที่ 1,600-4,000รอบต่อนาที และมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9จังหวะแบบ 9G-TRONIC  อันทรงพลังที่ช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันลงได้ถึง 6.5%พร้อมมอบประสบการณ์     การขับขี่ที่นุ่มนวล และยังสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้  ในเวลาเพียง 7.2วินาที

   รูปลักษณ์ภายนอกดูเฉียบคมในทุกรายละเอียดด้วยการตกแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling ลงตัวด้วยไฟหน้าที่มาพร้อมเทคโนโลยี MULTIBEAM LEDที่ควบคุมด้วยหลอดไฟแบบ LEDจำนวน 84หลอดที่สามารถปรับระดับความสว่างอย่างเป็นอิสระจากกัน โดยทำงานร่วมกับระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System)ปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขับขี่และรูปแบบของถนน ระบบALS – Active Light Systemปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย  ระบบ Cornering Lightเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และระบบ Adaptive Highbeam Assist Plusที่ช่วย ปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ที่วิ่งอยู่ในเลนตรงข้าม ยิ่งไปกว่านั้น MULTIBEAM LEDยังตรวจจับทางโค้ง    และมุมอับสายตาได้ในระยะทางที่ไกลมากกว่าเดิมอย่างทั่วถึง และปรับให้แสงมีความสว่างเต็มพื้นที่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย ULTRA RANGE Highbeamโดยระบบจะปรับความยาวของลำาแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650เมตร โดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่วิ่งสวนทางมา ทั้งหมดช่วยให้ C 200 Coupé AMG Dynamic       พร้อมสะกดทุกสายตายามค่ำคืนและปลอดภัยชัดเจนในทุกเส้นทาง

   ส่วนการออกแบบภายในดูสปอร์ตเต็มพิกัดในทุกรายละเอียด พร้อมปลดปล่อยทุกอารมณ์ของคุณให้โลดแล่นไปกับเทคโนโลยีที่งดงามและชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ     แบบ All -digital instrumental displayที่กว้างพิเศษถึง 31.2ซม. (12.3นิ้ว) สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากถึง 3รูปแบบ ทำให้เรือนไมล์ดูโดดเด่นล้ำอนาคต ส่งต่เทคโนโลยีให้เต็มอิ่มไปกับหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25นิ้ว ควบคุมและสั่งการด้วย Touchpad   ที่ทำงานร่วมกับระบบ MB Audio 20ได้อย่างลงตัว ประณีตในทุกขั้นตอนและใส่ใจ  ทุกผิวสัมผัสด้วยคอนโซลหุ้มหนังตลอดทั้งคันต่อเนื่องจนถึงประตู เติมเต็มความรู้สึกหรูหราน่าประทับใจ

- รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น C 200 Coupé AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 3,450,000บาท

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 200 Coupé AMG Dynamicคือยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้หรูล้ำสมัย  ที่ออกแบบมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purityที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาและออกแบบมาเพื่อให้ได้ยานยนต์ที่มีรูปทรงสปอร์ตโฉบเฉี่ยวดุดันมากขึ้น สมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น และช่วยให้อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง สะท้อนเอกลักษณ์โดดเด่นด้วย  ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LEDที่รับกับกระจังหน้าแบบ diamond grilleซึ่งมาพร้อมกับสมรรถนะเร้าใจของเครื่องยนต์เบนซิน 1,991ซีซี ให้กำลังสูงสุด 197แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 320นิวตันเมตรที่ 1,650-4,000รอบต่อนาที

   การออกแบบภายในเป็นไปเพื่อให้การขับขี่และการควบคุมนั้นง่ายดายในทุกจังหวะ ด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัดพร้อมปุ่มควบคุมแบบสัมผัส และจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ widescreen cockpitที่กว้างพิเศษถึง 31.2ซม. (12.3นิ้ว)   รับกับดีไซน์คมเข้มของช่องระบบปรับอากาศใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงใบพัดของเครื่องยนต์อากาศยาน เปิดรับความรู้สึกขับขี่เร้าใจได้เต็มอารมณ์กับบานหน้าต่าง   แบบไร้ขอบที่สามารถเปิดขึ้น-ลงได้ทั้งบานหน้าและบานหลัง พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่กว้างขวางมากขึ้นเพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของรถยนต์แบบสปอร์ตคูเป้

   E 200 Coupé AMG Dynamicยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยแบบ  เต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี MULTIBEAM LEDระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (Dynamic Select)ที่ช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ที่คุณต้องการได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และระบบการช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist)ที่ช่วยนำรถเข้าจอดและออกจากที่จอดได้ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง

- รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น E 200 Coupé AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 4,440,000บาท

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 300 Cabriolet AMG Dynamicยนตรกรรมสปอร์ตหรููแบบเปิดประทุน ด้วยโครงสร้างการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Sensual Purityพร้อมกับกระจังหน้าแบบ diamond grilleและไฟหน้าสปอร์ตเทคโนโลยี MULTIBEAMจึงทำให้   E 300 Cabriolet AMG Dynamicเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1,991ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 258แรงม้า ให้แรงบิด 370นิวตันเมตร        ที่ 1,800-4,000รอบต่อนาที และมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9จังหวะแบบ 9G-TRONICอันทรงพลัง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250กม./ชม. เพื่อให้คุณได้โลดแล่นอย่าง       ไร้ขีดจำกัด

   E 300 Cabriolet AMG Dynamicมาพร้อมเสน่ห์ที่แตกต่างและเปิดกว้างทุกความรู้สึก พร้อมปลุกประสบการณ์อีกด้านของชีวิตด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เปิดรับทุกความรู้สึกด้วยหลังคาแบบ Soft top fabricที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายในระยะเวลาเพียง 20วินาที  ให้คุณดื่มด่ำไปกับสายลมที่คุณสามารถควบคุมได้ด้วย AIRCAP เพื่อลดกระแสลม   ที่เข้ามาสู่ห้องโดยสารเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดดเด่นด้วยการออกแบบช่องระบบปรับอากาศใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงใบพัดของเครื่องยนต์อากาศยาน พร้อมปลุก   ทุกความสปอร์ตที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

   E 300 Cabriolet AMG Dynamicยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยแบบ   เต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี MULTIBEAM LEDที่ควบคุมด้วยหลอดไฟแบบ LEDจำนวน 84หลอดที่สามารถปรับระดับความสว่างอย่างเป็นอิสระจากกัน โดยทำงานร่วมกับระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System) ปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขับขี่และรูปแบบของถนน ระบบ ALS – Active LightSystemปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ระบบ Cornering Lightเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และระบบ Adaptive Highbeam Assist Plusที่ช่วยปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ที่วิ่งอยู่ในเลนตรงข้าม และระบบการช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist)ที่ช่วยนำรถเข้าจอดและออกจากที่จอดได้ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง

- รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น E 300 Cabriolet AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 5,440,000บาท

   สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและติดต่อทดลองขับรถยนต์ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส - เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mercedes-benz.co.th

 

NEW CARS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ สานต่อตำนานยนตรกรรมหรู ยกระดับสู่มาตรฐานใหม่ของสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดมิติใหม่แห่งความหรูหราด้วยการเปิดตัวรุ่นล่าสุดของยนตรกรรมระดับเรือธง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ในสองรุ่นย่อย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportและบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sportโดยทั้งสองรุ่นล้วนโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์และเส้นสายที่สง่างามอย่างมีชั้นเชิง พร้อมสะกดทุกสายตาบนท้องถนน เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมที่เสริมความสะดวกสบายและคล่องตัวอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยหรือเทคโนโลยีการเชื่อมต่อครบวงจร ที่ล้วนตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างเหนือชั้น

   มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ นับเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถซีดานหรูขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบที่เด่นสะดุดตา เปี่ยมด้วยบุคลิกและความสง่างามที่สะท้อนถึงความหรูหราแบบร่วมสมัย ทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ร่วมด้วยขีดสุดของนวัตกรรมล้ำสมัยที่รองรับทุกการเชื่อมต่อในยุคดิจิทัล ซึ่งล้วนออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราในทุกด้าน นอกจากจะเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมหรูแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ ยังเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความมั่นใจของเราในศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ที่เป็นผลผลิตจากโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยของเราในจังหวัดระยอง”

   การมาถึงของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์7 ใหม่จะยกระดับความเพลิดเพลินในการขับขี่สู่มาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่าสำหรับรถซีดานระดับหรู ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยมากมายไว้ในระบบส่งกำลังของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport หรือระบบปลั๊กอินไฮบริดที่มอบทั้งระยะทางการขับขี่ สมรรถนะ และความประหยัดพลังงานที่เหนือกว่าในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport โดยทั้งสองรุ่นต่างพัฒนาต่อยอดเอกลักษณ์อันเป็นเลิศของยนตรกรรมระดับเรือธง ด้วยความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน พร้อมด้วยความมั่นใจเต็มพิกัดจากระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันทั้งในด้านความแม่นยำและความปลอดภัยในการขับขี่

   ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยูบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่มาในดีไซน์ล่าสุดที่แสดงถึงความสง่างามบนท้องถนน และความเฉียบคมในทุกมุมมองตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 อย่างแท้จริง รูปโฉมใหม่ตอกย้ำถึงความปราดเปรียวและความสะดวกสบายจากยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียม ดีไซน์ด้านหน้ารถสื่อถึงความทรงพลังยิ่งขึ้น โดยโดดเด่นกว่าด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่ารุ่นก่อนหน้า 30 เปอร์เซ็นต์พร้อมขอบโครเมียมที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียวทั้งหมด พร้อมระบบ Active Air Flap Control เปิดปิดแผ่นในกระจังหน้าอัตโนมัติเพื่อระบายความร้อนในเครื่องยนต์ ไฟหน้าทรงเรียวยาวตัดกับกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่สร้างความเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยไฟหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sportมาในระบบ Adaptive LED ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportมาในระบบ BMW Laserlight

   ด้านหน้าของรถในดีไซน์ใหม่ สะกดสายตายิ่งขึ้นด้วยความสูงในส่วนหน้าสุดของตัวรถที่เพิ่มขึ้น 50 มิลลิเมตร พร้อมปรับโฉมกระโปรงหน้าให้มาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลังยิ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูบนกระโปรงหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น 13 มิลลิเมตร ช่องดักอากาศด้านล่างกระจังหน้ามาพร้อมแผ่นปรับทิศทางลมเพื่อสร้างการไหลเวียนของอากาศเข้าไปยังช่องระบายอากาศของระบบเบรกและช่องดักลม Air Curtains โดยมาในรูปทรงตัว L ที่สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยขอบโครเมียม นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าของรถยังได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของเส้นสายบนกระโปรงรถ

   รูปลักษณ์ด้านข้างของบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ โดดเด่นด้วยช่องดักอากาศทรงแนวตั้ง 90 องศา ที่นอกจากจะช่วยเสริมความเด่นชัดของดีไซน์โดยรวมแล้ว ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาการไหลเวียนของอากาศผ่านซุ้มล้อ ช่วยลดแรงต้านลม โดยมาในสีดำ Dark Chrome จากชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Lineในทั้งสองรุ่นย่อย

   ในขณะที่ส่วนท้ายรถ ตอกย้ำถึงความทันสมัยและความสง่างามยิ่งขึ้น มาในรูปลักษณ์แปลกใหม่ด้วยเส้นสายและรูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงงานออกแบบสไตล์ใหม่ด้านหน้ารถ พร้อมด้วยท่อไอเสียแต่งขอบโครเมียมขนาดใหญ่ขึ้น ไฟท้ายทรงเรียวยาวสามมิติแบบใหม่ในสีดำ/แดงที่มีรูปทรงเรียวกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 35 มิลลิเมตรและเส้นไฟด้านล่างแถบโครเมียมลากยาวระหว่างไฟท้ายสองข้าง เสริมความหรูหราสะดุดตายิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอย M ลาย Star-spokeขนาด 20 นิ้วในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportและล้ออัลลอย M ลาย Double-spokeแบบสลับสี ขนาด 19 นิ้วในบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport

   บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดใหม่ล่าสุด ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW EfficientDynamicsและมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังรวมสูงสุด 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 600 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ ส่งกำลังจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน5.1 วินาทีที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ความเร็วสูงสุดในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วน ยังเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยขับเคลื่อนแบบปลอดมลภาวะได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ระบบแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งไว้ใต้เบาะที่นั่งหลัง ยังเพิ่มความจุเป็นขนาด12 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขยายระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 50-58 กิโลเมตร ตามการทดสอบ NEDC ในต่างประเทศ

   นอกจากนี้ยังเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาในด้านพละกำลังให้เพิ่มขึ้นจากซีรี่ส์ 7 รุ่นก่อนหน้า เพื่อความคล่องตัว ความแม่นยำ และความมั่นคงในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ส่งกำลังแบบเต็มพิกัดลงสู่ล้อทั้งสี่และเพิ่มความเกาะถนนในทุกสภาพการขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport ใหม่ ผสานสมรรถนะที่เหนือชั้นเข้ากับที่สุดของเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ที่ทำงานอย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง ส่งพละกำลังสูงสุด 195กิโลวัตต์ / 265แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620นิวตันเมตรที่ 2,000 – 2,500 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ ร่วมกับระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติ และเทคโนโลยีแชสซีใหม่ Executive Drive Pro ที่ทำงานประสานกับระบบช่วงล่าง มอบการควบคุมที่เฉียบคม คล่องตัวและปราดเปรียวยิ่งขึ้น โดยที่ยังรักษาความนุ่มสบายสำหรับผู้โดยสารและความปลอดภัยไว้เต็มเปี่ยม

   ส่วนห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ ออกแบบมาให้หรูหราอย่างมีรสนิยม เพื่อมอบความสะดวกสบายในบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสาร แม้ในขณะเดินทางในระยะไกล ด้วยเบาะหนังแท้ Nappa ลายใหม่ปรับไฟฟ้า และระบบระบายอากาศทั้งตอนหน้าและตอนหลัง รวมทั้งระบบนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง ในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุลวดลายไม้ที่สร้างบรรยากาศให้หรูหรายิ่งขึ้น เสริมความโอ่อ่าด้วยหลังคากระจก Panorama Sky Loungeในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportที่สามารถสร้างบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟได้จากทั้งแสงธรรมชาติและชุดไฟ ambient light

   บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ ยังมาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นบุหนังแท้ ครบครันด้วยระบบความบันเทิงในห้องโดยสารอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยจอระบบสัมผัสความละเอียดสูงบริเวณเบาะหลัง ระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบนำทาง จอแสดงผลดิจิทัลที่แผงคอนโซล ขนาด 12.3 นิ้ว และจอ Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมระบบกราฟฟิกรูปแบบใหม่ ทำงานด้วยระบบประมวลผล BMW Operating System 7.0 ควบคู่กับ BMW ConnectedDrive ระบบผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำBMW Intelligent Personal Assistantพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง

   ผู้โดยสารเบาะหลังสามารถเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเต็มรูปแบบจากหน้าจอขนาด 10 นิ้วความละเอียดระดับ Full HD ถึงสองจอ พร้อมด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ที่ติดตั้งมาด้วย โดยที่ผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอนี้ควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชันออนไลน์ต่าง ๆ ของตัวรถได้โดยตรงจากเบาะหลัง นอกจากนี้ เสียงรบกวนจากภายนอกยังถูกกลั่นกรองออกไปด้วยด้วยกระจกกันเสียงที่หนากว่าเดิมถึง5.1 มิลลิเมตร พร้อมด้วยฉนวนกันเสียงเพิ่มเติมรอบซุ้มล้อหลัง จึงมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจที่สุดให้แก่ผู้โดยสาร

   บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sportใหม่ มีราคาจำหน่ายที่ 6,439,000 บาท และ บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport ใหม่มีราคาจำหน่ายที่ 6,139,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง
โดยตัวถังมีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ Black Sapphireสีขาว Mineral Whiteและสีเทา Bernina Grey

 

NEW CARS : อีซูซุเปิดตัวรถบรรทุก 4 ล้อตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่! “NLR Lite” เพิ่มความคุ้มค่า...ขนส่งสะดวกทุกเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุพร้อมตอบโจทย์ด้านการขนส่งทุกรูปแบบ เปิดตัวเจ้าแห่งรถบรรทุกตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่ล่าสุด “NLR Lite” ชูจุดเด่นน้ำหนักรถเบาสุดเพียง 1,720 กิโลกรัม  รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดให้ความคล่องตัวต่อการขนส่งในเมือง พร้อมสมรรถนะการเกาะถนนและทรงตัวที่ดีกว่า บรรทุกได้เทียบเท่ารถปิกอัพตอนเดียว 2 คัน ขนส่งสะดวกทุกเวลา เพิ่มความคุ้มค่า ประหยัดกว่า กำไรมากกว่า พร้อมการรับประกันนานถึง 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า“เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกอันดับ 1และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจการขนส่งตามแนวคิด “อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ” อีซูซุจึงพร้อมเปิดตัวรถบรรทุก4ล้อ ตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่!“NLR Lite”ที่ตอบโจทย์การขนส่งในเมืองได้อย่างเต็มรูปแบบ ให้ความคล่องตัวในการขับขี่สูง ใช้งานได้สะดวกทุกเวลา เนื่องด้วยเป็นรถบรรทุก 4ล้อที่มีน้ำหนักหัวเก๋งและแชสซีส์โดยประมาณ 1,720 กิโลกรัม มีความกว้างของหัวเก๋งเทียบเท่ารถปิกอัพ แต่สามารถต่อตู้ยาวได้ถึง 2.90 เมตร ได้พื้นที่บรรทุกเทียบเท่ากับรถปิกอัพตอนเดียว 2 คัน  พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด เพียง 5.10เมตร สะดวก คล่องตัวต่อการขนส่งในเมืองที่มีซอยแคบ จึงให้ความคุ้มค่า ประหยัดเวลาการขนส่งค่าจ้างพนักงานขับรถ  ค่าต่อตัวถัง  และค่าน้ำมัน พร้อมการรับประกัน 5ปี ไม่จำกัดระยะทาง อีกทั้งเรายังสนับสนุนผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุตลอดวัฏจักรการใช้งานของรถ (Isuzu Life Cycle Solutions) ทำให้เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้รถบรรทุกอีซูซุจะใช้รถได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มผลกำไรในธุรกิจ” 

   รถบรรทุกอีซูซุรุ่นใหม่!“NLR Lite” ยังมาพร้อมนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเฉพาะรุ่นและความสะดวกสบายในการขับขี่สูงสุด  ได้แก่

·       ใหม่! เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่น 4JH1E3N  เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า ที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,400 – 3,200 รอบ/ นาที

·       ใหม่! เกียร์อีซูซุรุ่น MSB5S เกียร์ธรรมดา 5 เกียร์เดินหน้า  พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์ รองรับแรงบิดได้สูง  ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งเหมาะสำหรับงานบรรทุก

·       ใหม่! ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย พร้อมยางเรเดียลแบบไม่มียางในจากโรงงาน ครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ให้การเกาะถนนที่ดีกว่า

·       ใหม่! วิทยุพร้อมเครื่องเล่น CD/MP3พร้อมช่อง USB เพื่อความเพลิดเพลินตลอดการขับขี่

·       ระบบแอร์สมบูรณ์แบบ FULL MODE CONTROL ปรับระบบหมุนเวียนอากาศได้ 2 แบบ 6 ทิศทาง เย็นจัด เย็นเร็ว

·       กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก สะดวกสบายยิ่งขึ้น

   มั่นใจสุด! ด้วยการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เมื่อซื้อรถตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563จากบริการหลังการขายเหนือระดับทั่วไทย  ด้วยเครือข่ายการจำหน่าย อะไหล่ และการบริการหลังการขายกว่า 250 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมระบบจัดส่งอะไหล่ด่วน สร้างความมั่นใจเต็มเปี่ยม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.comและ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

 

NEW CARS : สายพันธุ์ จีทีเอส (GTS) รุ่นล่าสุดจากปอร์เช่: มาคันน์ (Macan) ที่สปอร์ตที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับ มาคันน์(Macan) ด้วยรุ่นพิเศษที่ยกระดับความสปอร์ตให้เหนือ ชั้นยิ่งขึ้นกับ ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Macan GTS)มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพสูง สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม รวมทั้งงานออกแบบที่โดดเด่นสง่างาม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย เครื่องยนต์เบนซินV6เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ2.9ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า(280 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้น20แรงม้า(15กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่PDKลูกใหม่ และสามารถเลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะSport Chrono package เป็นอุปกรณ์พิเศษปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส(Porsche MacanGTS)สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาเพียง4.7 วินาทีทำความเร็วสูงสุดกว่า261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 30%

 

   เช่นเดียวกับยนตรกรรมปอร์เช่ทุกรุ่น ในฐานะสมาชิกใหม่ของสายพันธุ์ SUV ขนาด compact  ซึ่งได้รับชื่อด้วยตัวอักษรGTSซึ่งย่อมาจาก“Gran Turismo Sport”แสดงถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ได้รับการการันตีถึงสมรรถนะที่เหนือชั้น รถคันนี้จึงมา พร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวPorsche Active Suspension Management (PASM) ผ่านการปรับแต่ง ระดับความสูงของช่วงล่างเป็นพิเศษซึ่งลดลง15 มิลลิเมตร เพื่อลดอาการโคลงตัวและเพิ่มความมั่นใจในการยึดเกาะ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Adaptive air suspension เป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถลดระดับความสูง ของช่วงล่างลงเพิ่มเติมได้อีกถึง10 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาดมาตรฐาน20นิ้ว ลาย RS Spyder Design สวมทับจานเบรกขนาดใหญ่(จานเบรกคู่หน้า 360 x 36 มิลลิเมตร จานเบรกคู่หลัง330 x 22 มิลลิเมตร)ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ทำให้ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Macan GTS)เปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพอันล้ำเลิศ ตอบสนอง ทุกอารมณ์การขับขี่เฉกเช่นเดียวกับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมด้วยระบบ เบรกสมรรถนะสูง  Porsche Surface Coated Brake (PSCB) เคลือบสารทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกหรือเต็มพิกัด ยิ่งกว่าด้วยขีดสุดของระบบเบรกเซรามิกPorsche Ceramic Composite Brake (PCCB)

   เสียงคำรามจากขุมพลังเครื่องยนต์ ระบบระบายไอเสียsports exhaust system ในรุ่นมาตรฐานของยนตกรรมสายพันธุ์ จีทีเอส(GTS) ล้วนได้รับการปรับแต่งเพื่อสร้างสรรค์ความเร้าใจในการขับขี่ แน่นอนว่ารวมถึงหัวใจของ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Macan GTS)เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.9ลิตรV6 ที่ให้สุ้มเสียงดุดัน จากการทำงานของระบบอัดอากาศCentral Turbo Layout ซึ่งติดตั้งชุดเทอร์โบในตำแหน่งรูปตัวV ระหว่างฝาสูบทั้ง 2 ฝั่ง ให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไว สร้างแรงบิดสูงสุดระดับมหาศาลถึง520 นิวตันเมตร(เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม20 นิวตันเมตร) ที่รอบการทำงานระหว่าง1,750 -5,000 รอบต่อนาที นี่คือ มาคันน์ (Macan) ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติแห่งความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตแต่กลับมี อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เพียง 10.41กิโลเมตรต่อลิตร หรือใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 9.6 ลิตร ต่อระยะทาง100 กิโลเมตร เท่านั้น โดยเป็นการทดสอบตามมาตรฐานNEDC

อัตลักษณ์แห่งงานออกแบบ คมเข้มด้วยสีดำสุดล้ำลึก

   ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Macan GTS) เน้นย้ำอารมณ์สปอร์ตผ่านภาพลักษณ์อันเด่นชัด เพียงแรกเห็น ด้วยการตกแต่งตัวถังภายนอกSport Design package ติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังใหม่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งสเกิร์ตข้างสุดเฉียบคม เสริมบุคลิกให้แตกต่างจากพี่น้องร่วมสายพันธุ์ มุมมองด้านหน้าและกันชนหน้าดุดัน ด้วยการเน้น โทนสีดำซึ่งเป็นคุณสมบัติของยนตรกรรมปอร์เช่ตระกูล จีทีเอส(GTS)ทุกคัน ไฟหน้าLED พร้อมระบบPorsche Dynamic Light System (PDLS) และไฟท้ายLED 3 มิติ หรูหรางดงามด้วยแถบlight barทั้งหมดนี้ได้รับการรมดำ ยกระดับความสปอร์ตยิ่งขึ้น สามารถสั่งติดตั้งไฟหน้าLED รมดำ พร้อมระบบPDLS Plusเป็นอุปกรณ์พิเศษ ความสูงของช่วงล่างลดลงจากรุ่นปกติ15 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด20นิ้ว ลายRS SpyderDesign สีดำเงาsatin-gloss black คาลิเปอร์เบรกสีแดง และชิ้นงานรายรอบตัวถังสีดำเงา ตอกย้ำสมรรถนะที่เหนือชั้น มุมมองด้านท้าย ยังคงเน้นเสน่ห์ของสีดำเป็นหลัก ด้วย diffuser ท้าย และปลายท่อไอเสียมาตรฐานของระบบระบายไอเสียsports exhaust system

เบาะนั่งสปอร์ต และวัสดุตกแต่งคุณภาพสูง พิเศษเฉพาะรุ่นจีทีเอส(GTS)

   เลือกสรรวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยชิ้นงานคุณภาพสูง อาทิ วัสดุAlcantara® ตกแต่งบริเวณกึ่งกลางเบาะนั่ง ที่ท้าวแขนคอนโซลกลาง และแผงประตูทั้ง 4 บาน เช่นเดียวกับชิ้นงานอะลูมิเนียมปัดเงาที่ให้ภาพลักษณ์และอารมณ์ สปอร์ต ท่ามกลางความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวภายในห้องโดยสารของ มาคันน์ จีทีเอส(Macan GTS)พวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยหนังแท้ลายเรียบ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์shift paddles ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมทั้งเบาะนั่งสปอร์ตสุดพิเศษเฉพาะสายพันธุ์ จีทีเอส(GTS) ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ปีกข้างเบาะที่โอบกระชับ มอบความมั่นใจสูงสุด แม้ขณะขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ปอร์เช่ จีทีเอส (Porsche GTS)มอบความโดดเด่นด้วยหนังแท้Carmine Red หรือCrayon และสามารถเลือกสั่งเพิ่มเติมวัสดุAlcantara® ตกแต่งใน จุดต่างๆ ได้ตามเฉดสีที่ต้องการ รวมถึงระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางBOSE® Surround Sound system และแท่นวาง โทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จไร้สายเป็นอุปกรณ์พิเศษ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัย และความสะดวกสบายเป็นอุปกรณ์พิเศษ ประกอบด้วย ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติadaptive cruise control พร้อมTraffic Jam Assist ระบบ Park Assist พร้อมกล้องมองหลังrear view camera และกล้องฉายภาพรอบคันSurround View กระจกหน้าไล่ฝ้า และเครื่องฟอกอากาศ ioniser

   ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Macan GTS) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

   ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส(Porsche Macan GTS): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย: 10.41กิโลเมตรต่อลิตรหรือ9.6 ลิตร ต่อระยะทาง100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์218 กรัมต่อกิโลเมตร

   อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล ที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุดสำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันตาม มาตรฐานNEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบ เทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองของNEDCที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

 
 

NEW CARS : บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sport ใหม่ ที่สุดแห่งยนตรกรรมเพื่อสุนทรียภาพการขับขี่ เผยราคาและพร้อมเปิดตัวแล้ว ณ เวทีมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยพร้อมยกทัพยนตกรรมระดับพรีเมียม มุ่งหน้าสู่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นำขบวนโดยบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และ บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สมาชิกใหม่ในตระกูล M ที่ผสมผสานมิติรถที่กว้างขวางในสไตล์รถยนต์เอนกประสงค์ รวมถึงความโฉบเฉี่ยวกับทรวดทรงแบบรถสปอร์ตคูเป้ เข้ากับขุมพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี (Edition 35 Years) ที่มาพร้อมชุดแต่ง BMW Individual เสริมความสปอร์ตแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่

- ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยูX5 ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์Sports Activity Vehicle (SAV)ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กิโลเมตรต่อลิตร ตาม ECO Stickerโดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด67-87กิโลเมตรตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ของยุโรป

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร TwinPower Turboที่มอบพลังถึง 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า ควบคู่ไปกับความปราดเปรียวที่ได้จากเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยูEfficientDynamics และเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยูeDriveสุดล้ำ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุดที่ 83 กิโลวัตต์ / 113 แรงม้า ตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจุพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยระบบไฟฟ้าทั้งหมดได้รับการพัฒนามาเพื่อให้มีการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด ซึ่งส่งผลให้ระบบปลั๊กอินไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive 45e M sportมีประสิทธิภาพการทำงานที่เป็นโดดเด่น ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงสูงสุด

   เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน จะมอบพละกำลังสูงสุดที่ 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า พร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังโดยตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่มอบสมรรถนะบนถนนในสไตล์สปอร์ต พร้อมกับสมรรถนะแบบออฟโรดที่เหนือชั้น ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 5.6 วินาที ทำความเร็วได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ากว่า 1.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive 45e M sport มาพร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและระบบควบคุมความนุ่มนวลโช้กอัพแบบแปรผัน นอกเหนือไปจากระบบการเชื่อมต่อครบวงจร ยังติดตั้งบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ยังได้รับการพัฒนามาเพื่อให้เข้ากับรถยนต์ในสไตล์ SAV เพื่อยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M sportใหม่ มีให้เลือกใน 4สีด้วยกัน ได้แก่สีดำ Black Sapphire สีขาว Mineral White สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect

ข้อเสนอพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36

   ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่จองรถยนต์ภายในงานและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31ธันวาคม พ.ศ. 2562 จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูสามารถเลือก BSI ได้ 2 แบบ

   สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i เมื่อซื้อโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5ปี / 100,000กิโลเมตร และการรับประกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง จะสามารถเลือกอัพเกรดอย่างใดอย่างหนึ่ง

o   ทางเลือกที่ 1: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 6 ปี / 120,000กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Serviceเป็นระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

o   ทางเลือกที่ 2: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 10 ปี / 100,000กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Serviceเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
 

*ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i

ข้อเสนอราคาพิเศษและข้อเสนอพิเศษทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย

 

o   ราคาพิเศษสำหรับ BMW 320d ที่ 2,499,000บาท

o   ฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1

o   ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 27,999บาทสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5

 

 

NEW CARS : Toyota GR Supra การกลับมาของรถสปอร์ตในตำนาน จากสนามแข่งสู่ท้องถนน

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร. เท็ตซึยะ ทาดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น  และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถสปอร์ตในตำนาน “Toyota GR Supra” ที่ออกแบบภายใต้แนวคิดของการพัฒนารถยนต์ “จากสนามแข่งสู่ท้องถนน” (From Circuit To Road)เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ณ Toyota ALIVE SPACE ไอคอนสยาม

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด “Toyota GR Supra”    การกลับมาของรถสปอร์ตในตำนานที่มาพร้อมกับคำนิยามของความสมบูรณ์แบบ ทั้งสมรรถนะในการขับขี่         รวมไปถึงรูปลักษณ์ดีไซน์สปอร์ตในทุกมิติ โดย Toyota GR Supra ในเจเนอเรชั่นที่ 5 นี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการพัฒนาและแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการโดย Toyota GAZOO Racingแบรนด์รถแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของโตโยต้า ที่ดำเนินงานด้วยหลักปรัชญาที่ว่า การทดสอบขีดจำกัดของสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดของรถยนต์    จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ในการขับขี่แบบปกติในชีวิตประจำวัน โดยทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนายนตรกรรม “ที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Cars) ของโตโยต้า    

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ห่างหายไปจากตลาดรถยนต์เป็นระยะเวลากว่า 17ปี รถ GR รุ่นแรกที่ผลิตโดย TOYOTA GAZOO Racing ก็ได้ทำการเปิดตัวไปทั่วโลก และวันนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต โดย Toyota GR Supra ได้ทำการเปิดตัวในประเทศไทย ทุกท่านอาจสงสัยว่า เพราะอะไร Supra ถึงเป็นรถสปอร์ตในตำนานของโตโยต้า คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเป็นเพราะเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และรูปร่างที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร               แต่คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนเท่านั้น”

   “Mr. Akio Toyoda กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ซึ่งเป็น Master Driverได้กล่าวว่า “ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ผมทุ่มเทเวลานับไม่ถ้วน ไปกับการทดลองขับรถ Supra รุ่นก่อน ที่สนามแข่ง Nürburgringเพื่อฝึกฝนให้เป็น Master Driverโดย Supra เปรียบเสมือนเพื่อนเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจกับผมเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าโตโยต้าจะไม่มีแผนที่จะผลิต Supra รุ่นใหม่ แต่ผมก็อยากจะทำให้รถรุ่นนี้กลับมาอีกครั้ง”โดย Mr. Akio Toyoda จึงขอให้ Toyota Gazoo Racing Team พัฒนา Supra  รุ่นใหม่ โดยทำการทดสอบภายในสนามที่ Nürburgringซึ่งถือได้ว่าเป็นสนามแข่งขันที่ท้าทายมากที่สุดสนามหนึ่งในการทดสอบรถยนต์ และด้วยเหตุนี้ Supra ใหม่ จึงมิได้เป็นเพียงรถสปอร์ตที่เกิดขึ้นมาไม่เพียงแค่ขับสนุก แต่เป็นยนตรกรรมที่ดีขึ้นในทุกมิติ”

Toyota GR Supra...From Circuit To Road

   จากแรงบันดาลใจอันยาวนานกว่า 50 ปี ที่มอบประสบการณ์อันเป็นที่สุดของการผสมผสานสุดยอดสมรรถนะในการขับขี่ และเอกลักษณ์สไตล์รถสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดย Toyota GR Supra ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Condensed Extreme”ซึ่งเป็นการออกแบบที่มุ่งเน้นการจัดสรรองค์ประกอบและมิติต่างๆ ของตัวรถให้ส่งเสริมสมรรถนะอันโดดเด่นของรถสปอร์ต  ทั้งนี้ คำว่า “Condensed” สื่อถึงความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยาวของตัวรถ  ระยะฐานล้อ  ไปจนถึงการวางตำแหน่งของล้อและยาง  ส่วน “Extreme” นั้นสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างห้องโดยสาร (ตำแหน่งผู้ขับ) และระยะห่างระหว่างล้อที่ถูกขยายให้กว้าง  และเมื่อเทียบกับ Belt lineแนว         สันด้านข้างตัวถังที่ถูกกดให้ต่ำและโป่งนูนออกมามากเป็นพิเศษ   ทำให้ GR Supra มีความโดดเด่นกว่ารถสปอร์ตทั่วไป   และการออกแบบด้วยแนวคิด Condensed Extreme นี้ ทำให้ Toyota GR Supra มีขนาดห้องโดยสารที่พอเหมาะ ลงตัวกับตำแหน่งตัวรถที่กดต่ำและหนักแน่น  ส่งผลให้รถมีการบังคับควบคุมและมีเสถียรภาพในระดับสูง

ดีไซน์ภายนอก

-          มุมมองด้านข้างที่เน้นองค์ประกอบระหว่าง ล้อขนาดใหญ่กับช่วงล้อที่สั้นกระชับ

-          ตำแหน่งของตัวรถที่ถูกกดให้ต่ำและกว้างมากเป็นพิเศษ อันมาจากห้องโดยสารขนาดพอเหมาะ รองรับด้วยระยะห่างระหว่างล้อซ้าย-ขวาที่ขยายกว้างออกมาอย่างเด่นชัด

-          ส่วนหน้ารถที่ยาวและห้องโดยสารที่สั้น เสริมภาพลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ตแบบหกสูบเรียง เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง

ดีไซน์ภายใน

-          รูปลักษณ์ตามแบบฉบับของรถยนต์สปอร์ต และคอนโซลที่สูงและกว้าง

-          ห้องโดยสารรูปแบบใหม่ที่กะทัดรัด พร้อมการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหลัก ทั้งระบบเกียร์แบบไฟฟ้า แผงหน้าปัดแบบจอ TFTและ HUD แบบสีขนาดใหญ่

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่าผมได้ขับทดสอบ Toyota GR Supraคันนี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์  แน่นอนว่ารถคันนี้เป็นรถที่ขับสนุกเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผมชื่นชอบมากสุดคือประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มีการตอบสนองและควบคุมได้ดั่งใจ ในขณะที่ความเร็วมีแรงส่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมาพร้อมกับพลังเทอร์โบ และระบบช่วงล่างของรถที่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการเบรกที่แม่นยำ Toyota GR Supraคันนี้ถือเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมในทุกสมัยและจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก

เลือกเป็นเจ้าของ Toyota GR Supra 1 รุ่น 7สี

- สีเหลือง Lightning Yellow

- สีแดง Prominence Red

- สีเทา Ice Gray Metallic

- สีขาว White Metallic

- สีเงิน Silver Metallic

- สีดำ Black Metallic

- สีเทาด้าน Matte Storm Gray Metallic

Toyota GR Supra...From Circuit To Road

   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

   ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 
 

Page 1 of 9

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTORNEWS : โตโยต้า ต่อยอดความสำเร็จ “KINTO” เพิ่มรถรุ่นไฮบริดและรุ่น GR สปอร์ต ตอบสนองความต้องการของลูกค้าครบวงจร              บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง... Read more...
MOTOR NEWS : “MOTOR EXPO” แจกจริง ! รถยนต์ 3 คัน บิกไบค์ 1 คัน                    “IMC สื่อสากล”ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home NEW CARS
Orange Green Red