Developed by JoomVision.com

MOTOR NEWS

MOTOR NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยกขบวนรถยนต์มือสองคุณภาพสูง พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ การันตีมาตรฐานคุณภาพ ใน BMW Executive Car Day

   บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษในงาน BMW Executive Car Day ระหว่างวันที่ 8 – 11 สิงหาคม 2563 ณ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ลูกค้าจะได้พบกับทัพรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองจากบีเอ็มดับเบิลยูกว่า 200 คัน ซึ่งผ่านการตรวจสอบสภาพตามมาตรฐานและยังผ่านการรับรองภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection ด้วยมาตรฐานชั้นเลิศที่การันตีความพึงพอใจขั้นสูงสุด และเพื่อเติมเต็มความอุ่นใจขึ้นอีกขั้น ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ภายในงาน BMW Executive Car Day จะได้รับแผนประกันความคุ้มครอง BMW Extended Protect ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์นานสูงสุด 2 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร ครอบคลุมการเคลมค่าใช้จ่ายได้สูงสุดหลังหมดระยะเวลารับประกัน

   รถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองทุกคันภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection เป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดแบบ 360 องศาของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งยังมีประวัติการเข้ารับบริการจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมรับประกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี จึงอุ่นใจได้ในทุกการขับขี่ด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยานยนต์ระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายยิ่งขึ้นในราคาที่คุ้มค่า คุณภาพชั้นเลิศ และบริการครบวงจร

   ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่จองรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองภายในงานระหว่างวันที่ 8 – 11 สิงหาคม 2563 และรับรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม2563 จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้*

1.    รับฟรี แผนประกันความคุ้มครอง BMW Extended Protect ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์นานสูงสุด 2 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร

2.    รับฟรี ผลิตภัณฑ์ Bowers & Wilkins มูลค่ากว่า 12,900 บาท (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

*เงื่อนไข:

1.    ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในงาน BMW Executive Car Day และทำสัญญาทางการเงินร่วมรายการกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม2563 และรับรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม2563

2.    แผนประกันความคุ้มครอง BMW Extended Protect ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์นานสูงสุด 2 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร ข้อเสนอดังกล่าวไม่รวมรุ่นรถดังต่อไปนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8, บีเอ็มดับเบิลยู X6, บีเอ็มดับเบิลยู X7,
บีเอ็มดับเบิลยู i, และบีเอ็มดับเบิลยู M

3.    ข้อเสนอนี้ เฉพาะบริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการกับทางบริษัทฯ เท่านั้น และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4.    ลูกค้าธุรกิจฟลีทไม่สามารถร่วมรายการนี้ได้

5.    ข้อเสนอนี้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่น ๆ ได้

6.    ผลิตภัณฑ์ Bowers & Wilkins มีจำนวนจำกัด (ลูกค้าสามารถเลือกรับระหว่างลำโพง B&W T7wireless loud speaker หรือหูฟัง B&W PX wireless headphone อย่างใดอย่างหนึ่ง)

7.    บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

   สำหรับรายละเอียดข้อมูลรถยนต์ผู้บริหารป้ายแดงและรถยนต์มือสองสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ https://usedcar.bmw.co.th/buy-used-cars

 

MOTOR NEWS : มาสด้าเจาะพื้นที่ทำเลทองแหล่งเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เปิดโชว์รูมใหม่ย่านรัชโยธินพร้อมให้บริการแบบครบวงจร

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยทุ่มลงทุนขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพิ่มเติม ล่าสุดจับมือกลุ่มพระนครเข้าร่วมดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแห่งที่ 3เตรียมเดินหน้าเพิ่มศักยภาพการให้บริการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว วันนี้มาสด้าจัดงานเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่แบบครบวงจร “สาขารัชโยธิน” ด้วยงบลุงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดดเด่นด้วยทำเลที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านเศรษฐกิจและอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน 24เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทันสมัยครบครัน ตอบโจทย์พันธกิจในการเพิ่มศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุขประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดโชว์รูมมาสด้าพระนคร สาขารัชโยธิน นับเป็นโชว์รูมมาสด้าแห่งที่ 3 ภายใต้การดำเนินธุรกิจของกลุ่มพระนคร ซึ่งบริหารงานโดยคุณธวัชชัย จึงสงวนพรสุข ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงรถยนต์มาโดยตลอด ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่ามาสด้า พระนคร สาขารัชโยธิน จะสามารถเข้ามาเติมเต็มและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าเกิดความรักและเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้ามากยิ่งขึ้น

   หลายปีที่ผ่านมามาสด้ากลายเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มียอดขายร้อนแรงมากที่สุด ลูกค้าให้ความสนใจอยากเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างาม อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ จนสามารถสร้างสถิติใหม่ให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ ก้าวขึ้นครองแชมป์รถอเนกประสงค์เอสยูวี รวมทั้งการก้าวขึ้นครองอันดับสามตลาดรถเก๋ง จากความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาสด้าจึงให้ความสำคัญกับ “การบริการหลังการขาย” และนำมาเป็นนโยบายหลักสำคัญเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น

   “เพราะเราเชื่อว่าการบริการที่เกินความคาดหวัง เหนือความคาดหมาย จะสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างมาสด้ากับลูกค้า มาสด้าจึงมุ่งมั่นขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ ที่ทันสมัย หรูหรา สะดวกสบาย วันนี้เรามีลูกค้าที่เดินเข้าโชว์รูมมากกว่า 5 แสนราย ที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้าและเข้ารับการบริการ ส่งผลให้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่คนในมาสด้าเท่านั้น แต่รวมถึงผู้จำหน่ายมาสด้าที่ได้ร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กัน” นายชาญชัย กล่าวเสริม

   นายธวัชชัย จึงสงวนพรสุขกรรมการผู้จัดการ บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า มาสด้า พระนคร ได้เล็งเห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาสด้าทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบกับมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและมองเห็นโอกาสในการเติบโตร่วมไปกับแบรนด์มาสด้า จึงได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการ โดยเปิดสาขาแรกบนถนนเกษตร-นวมินทร์ ตามมาด้วยสาขาอุดมสุข และล่าสุด คือสาขา รัชโยธิน แห่งนี้ ด้วยงบลงทุนกว่า100 ล้านบาท ซึ่งเป็นโชว์รูมและศูนย์ให้บริการมาตรฐานที่พร้อมให้บริการแบบครบวงจร 4Sทั้งส่วนงานขาย งานบริการ งานฝ่ายอะไหล่ และงานซ่อมสีและตัวถัง หรือที่เรียกว่า “One Stop Service” ที่ลูกค้าสามารถนำรถมาเข้ารับบริการได้ทุกส่วนงานภายในที่เดียว มีจำนวนช่องซ่อมถึง 10 ช่อง สามารถรองรับเซอร์วิสลูกค้าได้ถึงวันละ 40 ราย

   โชว์รูมมาสด้าพระนคร สาขารัชโยธิน เป็นโชว์รูมขนาดใหญ่แห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านรัชโยธิน อันแวดล้อมไปด้วยแหล่งชุมชนและห้างสรรพสินค้าที่สำคัญ และยังอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน 24พร้อมเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก 2 เส้น ทั้งถนนพหลโยธินและวิภาวดี ทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางมาใช้บริการและรับรถได้สะดวก ประกอบกับยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทันสมัย และช่องซ่อมมากถึง 10 ช่องซ่อม พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังขนาดใหญ่ไว้คอยให้บริการลูกค้าอย่างครบครันและฉับไว

   การเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ครั้งนี้ ส่งผลให้มาสด้ามีศูนย์บริการรวมทั้งสิ้น 138 แห่ง ทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้าครบทุกฟังก์ชั่น ทั้งนี้มาสด้าจะยังคงเดินหน้าตามแผนงานในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายต่อไป เพื่อส่งมอบคุณค่าและคุณภาพการให้บริการ 4หลักแก่ลูกค้า อันได้แก่ ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว มาตรฐานและประสิทธิภาพ และราคาที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพการขายและการบริการหลังการขาย ให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาสัมพันธ์อันดีกับผู้แทนจำหน่าย ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

MOTOR NEWS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ คว้า 2 รางวัลที่ AutomotiveINNOVATIONS Award 2020 ในฐานะ “ที่สุดของแบรนด์พรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม”

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มาร์คุส เชฟเฟอร์ คณะกรรมการบริหาร เดมเลอร์ เอจี และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจีที่กำกับดูแลงานด้านการวิจัยของเดมเลอร์ กรุ๊ป และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส รู้สึกยินดีกับ 2รางวัลที่ได้รับจากงาน AutomotiveINNOVATIONS Award 2020 โดยศูนย์การจัดการรถยนต์ (Center of Automotive Management: CAM)และบริษัทไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์(PwC)ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ได้มอบรางวัล “ที่สุดของแบรนด์พรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” (Most Innovative Premium Brand)และแบรนด์พรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม ในหมวด “อินเทอร์เฟซและการเชื่อมเครือข่าย” “เราทุ่มเทอย่างเต็มที่ที่จะพลิกอนาคตของการเดินทางด้วยยานยนต์ระดับหรูที่เปี่ยมด้วยความเป็นนวัตกรรม มีความยั่งยืน และน่าจับจองเป็นเจ้าของ เป้าหมายของเราคือการลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มความสะดวกสบายด้านดิจิทัลให้มากขึ้น” มาร์คุส เชฟเฟอร์ ซึ่งเป็นผู้รับรางวัลทั้ง 2 รางวัลที่งาน #DigitalAuto Talk digital กับสเตฟาน แบรตเซล ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการรถยนต์ (CAM) กล่าว

   การมอบรางวัล “ที่สุดของแบรนด์พรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรม” ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้น CAMอธิบายว่าเป็นเพราะอัปเดตใหม่ๆ ในรถยนต์รุ่นต่างๆ อาทิ รุ่น GLCและรถยนต์กลุ่ม EQ Power หรือปลั๊กอินไฮบริดของรุ่น A-Class, B-Classและ GLE-Class ความโดดเด่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์เห็นได้ชัดจาก 36นวัตกรรมที่มากกว่าคู่แข่งคนสำคัญถึงหนึ่งในสาม ซึ่งในบรรดานวัตกรรมที่ได้รับการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกตามที่ CAMได้สำรวจไว้ นวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์คือ นวัตกรรมปลั๊กอินไฮบริดของรถยนต์รุ่น GLEที่ทรงประสิทธิภาพด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำและให้ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ไปได้ไกล ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)ในรุ่น GLC(นับว่าเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ที่สามารถตอบสนองต่อการการออกตัวและการหยุดรถได้ในช่วงเวลาที่รถติด) และระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Active Lane Change Assist) นอกจากนี้ ระบบป้องกันคนเดินถนนแบบ 360องศา (360°pedestrian protection)ซึ่งเป็นนวัตกรรมความปลอดภัยที่เป็นที่สุดยังได้รับการพูดถึงใน“ESF 2019”studyซึ่งเป็นการศึกษาและออกแบบนวัตกรรมด้านความปลอดภัยสำหรับอนาคตเพื่อทุกคนบนท้องถนนโดยเฉพาะเรื่องความพิเศษของระบบที่สามารถเตือนผู้ขับขี่ในเวลาเข้าจอดและสามารถจอดรถได้อย่างแม่นยำ

   ส่วนเกณฑ์สำคัญสำหรับ CAMในการพิจารณาเพื่อการให้รางวัลแบรนด์พรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมในหมวด “อินเทอร์เฟซและการเชื่อมเครือข่าย” คือการอัปเดตบนอากาศเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับรถยนต์รุ่น A-และ B-Class ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามาในรถยนต์ นอกจากนี้ ระบบใหม่ในเซกเมนต์นี้คือการแจ้งเตือนความเสียหายในการจอดแบบดิจิทัลของรถยนต์รุ่น GLCซึ่งจะส่งข้อความอัตโนมัติไปยังโทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถหากรถยนต์เกิดการชนในที่จอดรถ

   PwC และ CAMร่วมมอบรางวัลให้กับนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2012โดยการเข้าไปศึกษาผลงานของแบรนด์รถยนต์และซัพพลายเออร์ โดยมีการศึกษาและประเมินนวัตกรรมรวม 1,465 นวัตกรรมในช่วงปี 2019-2020 การมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14กรกฎาคมที่ผ่านมา ผ่านการถ่ายทอดสดในงาน “Digital Automotive Talk”ที่ดำเนินรายการโดย “มาร์คัส แลนซ์” พิธีกรทอล์กโชว์ของสถานี ZDFในเยอรมนี ภายใต้ชื่องาน “ปรากฎการณ์สู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมรถยนต์ครั้งใหม่ – เร่งให้แรงผ่านโค้งวิกฤติ”

 

MOTOR NEWS : ซูซูกิสร้างปรากฎการณ์ใหม่ในตลาด CROSSOVER ALL NEW SUZUKI XL7 หลังเปิดตัว 1 เดือน กวาดยอดจองทะลุ 1,300 คัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาดบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัว ALL NEW SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ด้วยแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใครตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต ด้วยสมรรถนะและฟังก์ชันที่ครบครัน พร้อมดีไซน์สปอร์ตสุดเร้าใจ จัดเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่ผู้บริโภคให้การตอบรับดีเกินคาด

   ALL NEW SUZUKI XL7 มาพร้อมความโดดเด่น ทั้งในเรื่องของดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สปอร์ตเข้ม ดุดัน ทันสมัย พร้อมยกระดับความอเนกประสงค์ในทุกด้านของรถครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง ในประเทศไทย ที่สามารถตอบโจทย์และสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัวจนสามารถสร้างปรากฎการณ์เหนือความคาดหมาย ด้วยยอดจองรวมนับตั้งแต่เปิดตัวมากกว่า 1,300 คัน สวนกระแสตลาดรถยนต์ที่กำลังสภาพซบเซาอยู่ในขณะนี้ จากเป้าการขายที่กำหนดไว้ที่ 300 คันต่อเดือน

   โดยได้ดำเนินการส่งมอบรถในล็อตแรกถึงมือลูกค้าเรียบร้อยแล้ว จำนวน 451 คัน ซึ่งจากความนิยมที่ยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเชื่อมั่นว่า ALL NEW SUZUKI XL7 จะสร้างยอดขายทะลุเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน 

   “จุดเด่นสำคัญของ All NEW SUZUKI XL7 คือเป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่โดยสาร มิติของตัวรถถูกออกแบบให้มีความสูงขึ้นเพื่อให้สามารถเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมืองเป็นอย่างดี ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือระดับ ในราคาที่ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของได้ง่าย จึงมอบความคุ้มค่าและครบครันให้มากกว่าใครได้อย่างแท้จริง

   ALL NEW SUZUKI XL7, Multi-Dynamic Crossover มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic (ZZY), สีเทา Metallic Magma Gray (ZYZ), สีขาว Pearl Snow White (ZQZ) และสีดำ Cool Black Metallic (ZBD)

   ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ  ALL NEW SUZUKI XL7 ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับราคาพิเศษในช่วงแนะนำที่ 779,000 บาท(สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งสำหรับปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากบริษัท เอ ดับเบิลยู พี (ประเทศไทย) จำกัด ระยะเวลา 3 ปีรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เป็นต้น”

          

   นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “สำหรับการเข้าร่วมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ซึ่งเป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานแรกของโลกที่กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งหลังสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และเป็นการจัดงานในรูปแบบ NEW NORMAL ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ให้กระเตื้องขึ้นได้เป็นอย่างมาก สำหรับ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) นอกจากการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าชมงานที่ให้ความสนใจต่อผลิตภัณฑ์ของซูซูกิแล้วนั้น ยังสามารถสร้างยอดจองรถยนต์ทุกรุ่นภายในงานนี้ได้กว่า 1,583 คัน

   ALL NEW SUZUKI XL7 สร้างยอดจองเฉพาะภายในงานครั้งนี้ไปได้ทั้งสิ้น  391 คัน SUZUKI SWIFT ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด มียอดจอง 727 คัน SUZUKI CELERIO อีโคคาร์คุณภาพเกินตัว  มียอดจอง 169 คัน SUZUKI CIAZ พรีเมียมอีโคคาร์ซีดาน มียอดจอง 97 คัน SUZUKI ERTIGA ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มียอดจอง 86 คัน และ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ มียอดจอง 113 คัน

   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีออกมาสู่ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ แต่เรายังคงไม่ลืมที่จะเตรียมความพร้อมและพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานจำนวน 123 แห่งทั่วประเทศ ให้สามารถรองรับการขยายตัวของสมาชิกของครอบครัวซูซูกิที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วยพนักงานและช่างผู้ชำนาญงานที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรมาตรฐานของซูซูกิ พร้อมด้วยอะไหล่แท้ราคามาตรฐานเพื่อสร้างประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่เป็นสมาชิกในครอบครัวซูซูกิอยู่เสมอ”

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

www.suzuki.co.th  

www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center 

โทรศัพท์พื้นฐาน     โทร 1800-600-900

โทรศัพท์เคลื่อนที่โทร 1401-600-900

 

MOTOR NEWS : นิสสัน ชวนลูกค้าร่วมสัมผัส นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ภายในงาน “KICKS to Thrill” ตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม 2563

   นิสสันชวนลูกค้าร่วมสัมผัส นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ภายในงาน “KICKS to Thrill” ตั้งแต่วันที่ 7ถึง 9สิงหาคม 2563 ที่โชว์รูม นิสสัน ทั่วประเทศ โดยภายในงานผู้เข้าร่วมกิจกรรมนอกจากจะได้สัมผัสประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าและได้ทดลองขับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม "ขับ แชะ แชร์" โดยการแชร์รูปถ่ายนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมคำบรรยายความประทับใจหลังทดลองขับ รับ E-Voucher บัตรกำนัล เอ็มเค เรสโตรองต์ มูลค่า 300บาท*และลุ้นรับ iPad Pro จำนวน 10รางวัล เมื่อตอบแบบสอบถาม Test to Thrill หลังจากทดลองขับ นอกจากนี้ลูกค้าที่จองนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ภายในงานนี้ รับสิทธิ์ เพิ่มมูลค่ารถเก่าเมื่อแลกซื้อรถใหม่ (Trade-in bonus) มูลค่า 20,000บาท**

   โดยลูกค้าผู้สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ได้ที่โชว์รูม นิสสัน ใกล้บ้าน  สำหรับเพิ่มเติมและรายละเอียดเงื่อนไขส่งเสริมการขาย สามารถสอบถามที่ผู้จำหน่ายฯ นิสสันทั่วประเทศ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

**ข้อเสนอนี้สาหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่วันที่ 7ถึง 9สิงหาคม 2563และออกรถภายในวันที่ 31สิงหาคม 2563เท่านั้น

 

MOTOR NEWS :ปิด Motor Show งานใหญ่งานแรกของปี ไปอย่างสวยงาม ซูบารุ เดินหน้าสู่วิถีใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นับว่าเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังจากผ่านวิกฤตการณ์ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว กับงานแสดงรถยนต์งานใหญ่งานแรกของปี Bangkok International Motor Show ครั้งที่41ที่เพิ่งจบไป ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้น   ให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจกลับมาหมุนต่ออีกครั้ง           

                                      

   นายตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผู้บริโภคยังคงให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจ     ในแบรนด์รถยนต์ซูบารุ ทำให้งานครั้งนี้ ซูบารุสามารถปิดยอดขายได้เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง     ที่ทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ของยอดขาย และในแง่ของการที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคปรับตัวสู่ยุควิถีใหม่ได้    เป็นอย่างดี”

   โดยซูบารุก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งส่งมอบ 4เทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของซูบารุ อันได้แก่ เครื่องยนต์           บ็อกเซอร์ (Boxer Engine), ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive), ซูบารุโกลบอลแพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform), และ ระบบเสริมความปลอดภัยอายไซต์ (EyeSight Drive Assist) อันเป็นที่ต้องการของลูกค้าต่อไป พร้อมรับรองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาบริการหลังการขายที่รวดเร็ว และได้มาตรฐาน ทดสอบและประเมินทักษะความเชี่ยวชาญของช่างซ่อม เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายศูนย์บริการทั่วทุกภูมิภาค

   ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของ 4 เทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของซูบารุ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญและข้อเสนอต่างๆ ได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ

 

MOTOR NEWS : ฟอร์ดสนับสนุนนักศึกษาวิศวะฯ พีไอเอ็ม ส่งมอบ “วอร์ด Cowit 2020” นวัตกรรมและหุ่นยนต์ลดความเสี่ยง-สัมผัส ช่วยดูแลผู้ป่วยจากโควิด-19

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ดประเทศไทยสนับสนุนนักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ในภารกิจ “วอร์ด Cowit 2020”(Co-Creation Ward Innovation Technology 2020) “หุ่นยนต์และอุปกรณ์” ประกอบไปด้วย หุ่นยนต์“น้อง C และ น้องW”ตู้ฆ่าเชื้อด้วยแสง UVCประตูอัตโนมัติหน้าห้องผู้ป่วย เครื่องติดตามการให้สารละลายแก่ผู้ป่วย พร้อมกันนี้ทีมวิศวกรของโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) ยังได้นำพื้นฐานหุ่นยนต์ที่นักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ประดิษฐ์ขึ้นมาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ไว้ใช้ในการปฏิบัติภารกิจเพิ่มอีก 1 ตัว โดยมีนายแพทย์ เกรียงไกร  ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เป็นผู้รับมอบ

   “ฟอร์ดมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมเสมอมา ฟอร์ดและทีมวิศวกรจากโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของฟอร์ดมาให้การสนับสนุนนักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อสนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์ในภารกิจ “วอร์ด Cowit 2020”เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการสัมผัส และแบ่งเบาภารกิจในการดูแลผู้ป่วยฟอร์ดเชื่อว่าสิ่งที่พนักงานได้ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้แก่นักศึกษาในการพัฒนาโครงการดีๆ เพื่อสังคม รวมถึงเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยในสมาร์ทวอร์ดที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว

สำหรับ“หุ่นยนต์และอุปกรณ์”ในภารกิจ “วอร์ด Cowit 2020” ของนักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)ประกอบไปด้วย

·       หุ่นยนต์ที่ใช้ในการนำส่งอาหารและยาให้กับผู้ป่วยจำนวน 2 ตัว โดยตัวแรกคือ “น้อง C” ย่อมาจากคำว่า Collaborateหมายถึงการร่วมมือร่วมใจในการสร้างสรรค์ พัฒนา ระหว่างทีมแพทย์และอาจารย์และนักศึกษาสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ พีไอเอ็ม พร้อมด้วยผู้ร่วมสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ มากมาย และตัวที่ 2 คือ “น้อง W”มาจากคำว่า Well หมายถึงความคาดหวังของทีมผู้มีส่วนร่วมทุกท่านประสงค์ให้ทุกอย่างกลับมาดีดังเดิม ทั้งสุขภาพของผู้ติดเชื้อ สถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกรูปแบบการทำงานของหุ่นยนต์“น้อง C และ น้อง W”คือ เดินตามเส้นทางและใช้แผ่น RFID เป็นตัวช่วยในการตรวจสอบตำแหน่งของห้อง ซึ่งทำงานง่าย สะดวก เพียงกดปุ่มหมายเลขห้องที่ต้องการ จากนั้นหุ่นยนต์จะนำส่งอาหารและยาไปให้ในห้องผู้ป่วย โดยต่อ 1 รอบ สามารถทำได้สูงสุดถึง 6 ห้อง ซึ่งจะทำการประมวลผลอัตโนมัติในการเลือกเส้นทางห้องใกล้ที่สุดไปจนถึงห้องไกลที่สุด จากจุดปล่อยหุ่นยนต์ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วหุ่นยนต์อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรค ดังนั้นหุ่นยนต์จะต้องเดินไปยังตู้ฆ่าเชื้อ UVC โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้การอบฆ่าเชื้อจะใช้เวลาประมาณ 20นาที เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเชื้อโรคได้ถูกกำจัดเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมสำหรับการใช้งานต่อไป

·       หุ่นยนต์ที่พัฒนาโดยทีมวิศวกรโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) โดยทีมวิศวกรได้นำพื้นฐานหุ่นยนต์ที่นักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ประดิษฐ์ขึ้นมาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์อีก 1 ตัว เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับความร่วมมือจากวิศวกรหลายแผนกของโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด นำเทคโนโลยีรถขนส่งอัตโนมัติ (AGV – Automatic Guided Vehicle) ที่ซึ่งเป็นระบบที่ใช้อยู่ในโรงงานฟอร์ดมาพัฒนาต่อยอด โดยได้รับความร่วมมือจาก Ford Design Studio ที่ประเทศออสเตรเลียร่วมออกแบบ เพื่อส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ไว้ใช้ในการปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วย

·       ตู้ฆ่าเชื้อด้วยแสง UVCใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรคหลังจากที่ “น้อง C และ น้อง W”ส่งอาหารและยาให้แก่ผู้ป่วยเสร็จในแต่ละรอบ

·       ประตูอัตโนมัติหน้าห้องผู้ป่วย แต่ละห้องติดตั้งเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเดินเข้าไปให้บริการผู้ป่วยได้ถึงเตียงโดยลดการสัมผัสประตู

·       เครื่องติดตามการให้สารละลายแก่ผู้ป่วย (อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร)ใช้สำหรับเฝ้าติดตามการให้สารละลายแก่ผู้ป่วยว่าอยู่ในอัตราปกติหรือไม่ ผ่านโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันบนมือถือ

   ผศ.เกรียงไกร ทัศนวิภาส อาจารย์ประจำ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม หัวหน้าทีมผู้พัฒนา คิดค้น“วอร์ด Cowit 2020” กล่าวว่า “เรานำจุดเด่นของระบบของหุ่นยนต์เชื่อมเข้ากับเทคโนโลยีทางวิศวะเชิงเทคนิค สร้างโปรแกรมการใช้งานให้สะดวกต่อการทำงาน จับจุดเด่นของระบบ Part User Interface (UI) ให้ใช้งานง่าย โดยทีม Developer ของเราเป็นนักศึกษาด้าน Robotic Engineer ที่ทดลองปรับเปลี่ยนระบบ พัฒนาฟังก์ชันการทำงานไปกับบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานจริง มีอุปกรณ์ การดูแลรักษาค่อนข้างง่าย ใช้งบประมาณการผลิตต่ำ ประสิทธิภาพการใช้งานสูง ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ โดยคณะทีมงานประกอบด้วยทีมศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ อาจารย์ นักศึกษา สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม จำนวน 9 คน รวมถึงบริษัทพาร์ทเนอร์ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุน อาทิ บริษัท ออลล์ เวลเนส จํากัด บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็ม.ที.คอนโทรล แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด ให้เกิดระบบอัจฉริยะนี้ขึ้น”

   “ล่าสุดได้พัฒนาหุ่นยนต์นำส่งอาหารและยาถึงเตียงผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสในการติดเชื้อจากการสัมผัสกับประตู พร้อมด้วย เครื่องติดตามการให้สารละลายแก่ผู้ป่วย อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร เพื่อสนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์ ลดการตรวจให้สารละลายตามรอบเวลา ซึ่งปกติพยาบาลจะต้องเข้าไปตรวจการให้สารละลายของผู้ป่วยเป็นรอบตามเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันการไหลที่อาจไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสามารถติดตามผ่านโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันได้จากสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันเครื่องดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูง ทางทีมจึงคิดค้นเครื่องนี้ขึ้นมาในราคาถูกและได้ประสิทธิภาพ ถือได้ว่าตอบโจทย์ในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีอีกทางหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้” ผศ.เกรียงไกร กล่าวเสริม

   นพ.เกียรติศักดิ์ ทัศนวิภาส ศัลยแพทย์ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ผู้ทดลองใช้ “วอร์ด Cowit 2020”กล่าวว่า “โควิด-19 เป็นโรคใหม่ แพทย์จึงต้องประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา และหาวิธีป้องกันช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในการสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อปรับตัวให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานสูงสุด เราทำงานร่วมกับวิศวกรได้ทดลองและพัฒนาไปด้วยกัน“วอร์ด Cowit 2020”เข้ามาตอบโจทย์ส่วนนี้ จากการใช้งานจริงพบว่า โปรแกรมใช้งานง่าย ตัวหุ่นดีไซน์ให้มีตะขอ เหมาะกับแพ็กเกจจิ้งอาหาร-ยาโดยระบบการทำงานทั้งหมดสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน ตั้งแต่ต้นจนหุ่นยนต์ผ่านการฆ่าเชื้อเสร็จสิ้น จึงสะดวก ไม่ยุ่งยาก ลดความผิดพลาดของการดูแลผู้ป่วย สร้างความเชื่อมั่นกับผู้ใช้งาน ไม่เพิ่มขั้นตอนการทำงาน เพียงแค่ผู้ใช้งานเรียนรู้และควบคุมขั้นตอนการทำงานให้ถูกต้อง”

   ปัจจุบันระบบจัดการหอพักผู้ป่วยอัจฉริยะ “วอร์ด Cowit 2020” ติดตั้งและได้ทดสอบภายในพื้นที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สร้างความพึงพอใจและอำนวยความสะดวกให้กับแพทย์และบุคลากร ช่วยปฏิบัติงาน ดูแลผู้ป่วยระยะไกล ลดความเสี่ยงในการใกล้ชิดและสัมผัส ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ ที่อาจารย์และทีมนักศึกษาสาขาวิศวะหุ่นยนต์ฯ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญ ผนวกความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยในอนาคต เตรียมพร้อมการเผชิญหน้ากับสถานการณ์โควิด-19 และก้าวต่อไปจากนี้ ทีมผู้พัฒนาอยู่ระหว่างการพัฒนาชิ้นงานในเฟสถัดไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างเครื่องมือ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยเป็นส่วนหนึ่ง สนับสนุนวงการแพทย์ไทยต่อไป

 
 

MOTOR NEWS : ข้อมูลโครงการ “Charge to Change”

 

 

 

 

 

 

 

    แม้โควิด-19จะเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักและพึงระวังในทุกย่างก้าว แต่อีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยอย่างPM 2.5 จะยังคงเป็นสิ่งที่เรายังต้องผชิญต่อไปในระยะยาว บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้เปิดตัวโครงการ “Charge to Changeเพื่อชวนผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานน้ำมันหันมา “ชาร์จให้โลกใบนี้ดีขึ้น” โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมาชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้บ่อยขึ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา PM 2.5สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับคนไทย

   ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควิด-19เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบกับผู้คนทั่วโลก นำไปสู่การที่พวกเราต้องเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาด ส่วนปัญหามลภาวะทางอากาศของฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นั้นดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางลงและไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ทว่าในความเป็นจริง ปัญหานี้ยังอยู่กับเรา ไม่ได้หายไปไหน และการเดินทางด้วยรถยนต์ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิด PM 2.5ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมาจากการเดินทางโดยรถยนต์ และเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวก็มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่มากกว่า 10 ล้านคัน ไม่ว่าจะมีโควิดหรือหลังจากโควิดผ่านพ้นไป ปัญหา PM 2.5 จะยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยจะยังต้องเผชิญ

   เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนและทำตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน มีความประสงค์ให้คนไทยยังสามารถใช้รถยนต์ต่อไปแต่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นได้บ้าง ซึ่งพบว่า รถยนต์ EQ Powerหรือรถยนต์รุ่นปลั๊กอินไฮบริด สามารถมอบการเดินทางที่ปราศจากมลพิษให้กับผู้ขับขี่ได้ แต่การจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในวงกว้างนั้นต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากผู้ใช้รถยนต์ทุกคน จึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change”ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้ใช้รถยนต์แบรนด์อื่น ๆ ตระหนักว่า คุณสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนโลกให้สะอาดขึ้นพร้อมทั้งลดปัญหา PM 2.5 ได้เพียงหันมาชาร์จรถยนต์ของคุณให้บ่อยขึ้น แล้วขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า ทุกการเดินทางของคุณก็สามารถเป็นการเดินทางที่สะอาดและปราศจากมลพิษได้ทันที

   ในปี 2562มี 7 เมืองในประเทศไทยที่ติดอยู่ในอันดับ 15เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีค่า PM 2.5เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศขององค์กรอนามัยโลก (WHO) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีมลพิษมากที่สุดอันดับที่ 28ของโลกโดยที่กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีมลพิษมากเป็นอันดับที่ 33  เมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลก จึงต้องการช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “Charge to Change”ที่จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ของคนไทย โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้นำ Wallboxเพื่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแก่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดนวน 150กล่องไปให้บริการในโรงแรมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำด้วย

   ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ขึ้นเป็นโครงการระยะยาวที่จะแบ่งออกเป็น 3เฟส ได้แก่

·       เฟสที่ 1การกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเมอร์เซเดส-เบนซ์พบว่า ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมักจะไม่ชาร์จพลังงานไฟฟ้า ด้วยสาเหตุสำคัญ 3ประการคือ ไม่ทราบว่ารถยนต์ของตัวเองชาร์จได้ ไม่ทราบว่าจะชาร์จได้ที่ไหนบ้าง และไม่สนใจที่จะชาร์จเพราะเติมน้ำมันแล้วขับด้วยน้ำมันสะดวกกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงมุ่งสร้างความตระหนักรู้ ทั้งผ่านวิดีโอออนไลน์และการร่วมมือกับบุคคลชั้นนำในวงการต่าง ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่จะกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์รับรู้ว่า เพียงแค่ขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ไฟฟ้าในทุกวัน คุณก็สามารถมีส่วนช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้ทันทีในทุกการขับขี่ และไม่จำเป็นต้องเป็นรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เท่านั้น แต่ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากแบรนด์ใดก็สามารถมีส่วนช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดขึ้นได้เช่นกัน

·       เฟสที่ 2การสร้างเครือข่ายการชาร์จที่มีความพร้อมและสะดวกมากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายวงการเพื่อขยายเครือข่ายการชาร์จ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จ เพื่อทำให้ประสบการณ์ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุด

·       เฟสที่ 3สู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งหวังให้โครงการนี้มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ของการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

   เมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งหวังให้โครงการ “Charge to Change”เป็นจุดเริ่มต้นในการกระตุ้นให้คนไทยตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลภาวะทางอากาศ ที่สามารถบรรเทาเบาบางลงได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน และหากทุกคนช่วยกันปรับพฤติกรรมในการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดให้บ่อยครั้งขึ้น ประเทศไทยก็สามารถลดปัญหามลภาวะลงได้ แถมยังมีส่วนช่วยให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

 

MOTOR NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมด้วย เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล พันธมิตรในโครงการ ChargeNow จับมือ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ ขยายเครือข่ายหัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ

 

 

 

 

 

 

 

   พันธมิตรในโครงการ ChargeNowได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จับมือ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไม่จำกัดรุ่นเพิ่มเติมถึง 12 หัวจ่าย ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ พร้อมให้บริการอัดประจุไฟฟ้าฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2563โดยการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในตัวเมืองกรุงเทพฯ ตามเป้าหมายของโครงการ ChargeNow ที่มุ่งเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า พร้อมสานต่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

   มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้าและความยั่งยืนเสมอมา โดยได้ผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับยานยนต์แห่งอนาคตที่ผสานความเพลิดเพลินในการขับขี่ ควบคู่กับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ณ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม สามารถเข้าถึงหัวจ่ายสาธารณะในบริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดพัฒนาและส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sportรถยนต์ PHEV รุ่นใหม่ล่าสุดของเรา ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูพร้อมมอบทางเลือกยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายที่สุด ด้วยรถยนต์ PHEV และ BEV สูงที่สุดในตลาดถึง 9 รุ่น ส่วนการสนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNowทั่วประเทศนี้ ก็นับเป็นอีกหนึ่งแผนงานที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยรองรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นและทุกแบรนด์”

   คุณสุธาวดี ศิริธนชัย รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ กล่าวว่า“ในปัจจุบันความนิยมในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด กำลังมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในประเทศไทย ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ หนึ่งในศูนย์การค้าชั้นนำของประเทศไทย จึงมีแนวคิดในการร่วมส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการทั้ง 2 ศูนย์การค้า ด้วยการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไม่จำกัดรุ่นเพิ่มเติมถึง 12 หัวจ่าย ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการจะมั่นใจได้ว่าได้รับบริการที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากล ตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน”

   คุณสุวัจชัย พรสุวรรณสิริ กรรมการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เรามุ่งส่งมอบเทคโนโลยีอัดประจุไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยหัวจ่ายสาธารณะใหม่ทั้ง 12 หัวจ่าย ซึ่งแบ่งเป็น 6 หัวจ่ายภายในศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และอีก 6 หัวจ่ายภายในศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ล้วนแต่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานยุโรป และสามารถใช้งานร่วมกับรถยนต์ EV และ PHEV ได้ทุกแบรนด์ ลูกค้าจึงสามารถใช้เวลาพักผ่อนในศูนย์การค้าได้อย่างไร้กังวล และวางใจได้ว่ารถยนต์จะได้รับการอัดประจุไฟฟ้าอย่างเหมาะสมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป”

   ทั้งนี้ เครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNowเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงบริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทยสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยได้เดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดที่เพิ่มมากขึ้น

   ปัจจุบัน สถานี ChargeNowมีให้บริการทั้งหมด 141หัวจ่ายใน 63 สถานีทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow 91 หัวจ่าย และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู 50 หัวจ่าย พร้อมวางแผนขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNowให้ครบ 100 หัวจ่ายภายในสิ้นปี 2563 นี้ซึ่งเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการ ChargeNowได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยี่ห้อใด ได้ณ ศูนย์การค้าและโรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

 
 

More Articles...

Page 1 of 74

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยกขบวนรถยนต์มือสองคุณภาพสูง พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ การันตีมาตรฐานคุณภาพ ใน BMW Executive Car Day    บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษในงาน BMW Executive Car Day ระหว่างวันที่ 8 – 11 สิงหาคม 2563 ณ... Read more...
MOTOR NEWS : มาสด้าเจาะพื้นที่ทำเลทองแหล่งเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เปิดโชว์รูมใหม่ย่านรัชโยธินพร้อมให้บริการแบบครบวงจร                มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยทุ่มลงทุนขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพิ่มเติม ล่าสุดจับมือกลุ่มพระนครเข้าร่วมดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแห่งที่... Read more...
TEST DRIVE : สัมผัสแรก Toyota Corolla CROSS ณ. TOYOTA Driving Experience Park                      Toyota Corolla CROSSได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ภายใต้ตัวถังแบบเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home MOTOR NEWS
Orange Green Red