Developed by JoomVision.com

TEST DRIVE : สัมผัส MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉม อัดแน่นด้วยออฟชั่นล้ำสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยเชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมกิจกรรมทดลองขับ MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉมใหม่ บนเส้นทางทั้งออนโรดจากกรุงเทพฯ วิ่งผ่านทางลุยแบบออฟโรดบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ก่อนมุ่งหน้าสู่หัวหิน จ.ประจวบขีรีขันธ์  

   MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นนี้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ เพิ่มเติมออฟชั่นจำเป็นในการใช้ที่น่าสนใจหลายจุด รวมถึงการปรับเซ็ทช่วงล่างใหม่ให้ขับขี่ได้นุ่มสบายมากขึ้น

   รูปลักษณ์ภายนอกให้ความโดดเด่นด้วยการออกแบบด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield ให้ความรูสึกทรงพลังและสง่างามมากขึ้น ชุดไฟหน้ารูปทรงเรียวคมรับกับแนวเส้นของกระจังหน้า ระบบส่องสว่างเป็นแบบโปรเจคเตอร์ Bi-LED มีระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และติดตั้งชุดไฟCombination Lamps ที่มุมของกันชนช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในการส่องสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน และเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่บึกบึน พร้อมถ่ายทอดเส้นสายที่แข็งแกร่งด้วยการยกขอบฝากระโปรงให้สูงกว่าเดิม ช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และสิ่งกีดขวางเมื่อต้องลุยในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

   ด้านหลัง ให้มุมมองที่แตกต่างจากรุ่นเดิมพอสมควร ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่สีแดงสดโดดเด่นด้วยแนวเส้นส่องสว่างแบบ LED มองเห็นได้ชัดเจน ต่ำลงมาเป็นกันชนขนาดใหญ่ ดีไซน์แผงกันกระแทกด้านล่างใหม่แบบสปอร์ตพร้อมย้ายไฟทับทิมมาอยู่บริเวณมุมทั้งสองด้าน  ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการติดตั้งบันไดในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนเส้นทางออฟโรด เหนือขึ้นไปบนหลังคายังดีไซน์เสาอากาศแบบครีบฉลามใหม่เพิ่มความหรูหรา และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่สีทูโทน ขนาด 18นิ้ว ช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวรถ

   ภายในห้องโดยสารการดีไซน์เน้นความเรียบหรู พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมหลายรายการ เริ่มจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8นิ้วใหม่ที่ง่ายต่อการอ่านค่า มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ พร้อมกับแสดงสถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอได้ 3แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อ และแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone-link Display Audio) ขนาด 8นิ้ว จึงไม่ต้องละสายตาจากจอแสดงข้อมูลขับขี่ อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน     และแอปเปิลคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และการสั่งงานด้วยเสียง ขณะที่ผู้โดยสารตอนหลังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

   นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายพื้นที่บริเวณหัวเข่า และข้อศอกกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลางเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น และมีการติดตั้งช่องเก็บของเพิ่มที่บริเวณหน้าคันเกียร์       และช่องวางของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง พร้อมติดตั้งเพิ่มช่องจ่ายไฟ ช่องเสียบ USB 2 จุด และช่องเสียบ HDMI 1จุด อีกหนึ่งออฟชั่นสำคัญที่เพิ่มเติมในรุ่นนี้ คือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน

   เริ่มออกเดินทางแบบออนโรดมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระยะทางประมาณ 180กม. ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ช่วงนี้เราได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ทั้ง ระบบเบรกมืออัตโนมัติ Auto Parking Brake (APB) ซึ่งเบรคจะทำงานทันทีที่เข้าเกียร์ P และปลดเบรคอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ D รวมถึงระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ Brake Auto Hold (BAH) ซึ่งทำงานได้ดีช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

   ทางด้านสมรรถนะการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ยังคงให้ความแรง และประหยัดน้ำมันแบบสมเหตุสมผล ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล แบบ 4 สูบ ขนาด 2.4ลิตร MIVEC VG Turbo Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมสปอร์ตโหมด สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ตามความต้องการ จากทั้งคันเกียร์ หรือ Paddle Shift  สมรรถนะการขับขี่เมื่อขับเดินทางไกลใช้ความเร็วต่อเนื่อง 90-120 กม./ชม.อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกับรุ่นเดิม กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้งาน ทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว อาการกระตุกช่วงรอยต่อเกียร์เกิดขึ้นน้อย จึงรู้สึกได้ถึงความราบเรียบ นุ่มนวล ในขณะที่ช่วงล่างยังคงยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่เซ็ทค่าสปริงหลังใหม่ ความรู้สึกจากขับขี่ และเป็นผู้โดยสารด้านหลัง ก็ถือว่านิ่งขึ้น นุ่นขึ้น จึงนั่งได้สบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

   ช่วงออกตัวลองกดหนักๆ การไต่ระดับความเร็วจึงมาแบบเนียนๆเรื่อยๆตามสไตล์รถครอบครัว อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ขณะเดียวกันเมื่อความเร็วเริ่มลอยตัวถือเป็นทีเด็ดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ เรียกว่าช่วงความเร็วสูงระหว่าง100 -150 กม./ชม.  สามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้นลงเพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ  นอกจากนี้ระหว่างการเดินทางเรายังได้สัมผัสกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา ช่วยเสริมความปลอดภัยในการแซงหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร โดยแจ้งเตือนผ่านสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง เมื่อตรวจพบรถยนต์เฉพาะที่แซงมาจากด้านหลังอีกระบบที่ได้ทดลองบางช่วง คือ ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ACC สามารถล็อคความเร็วและทำงานได้ตั้งแต่ 40-150 กม./ชม โดยสามารถตามรถคันหน้าได้จนถึงรถคันหน้าหยุดนิ่งภายในเวลา 2 วินาทีจะไม่ตัดการทำงาน กรณีที่มีรถตัดหน้าหรือหยุดกระทันหัน ก็จะมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM มาช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากทีเดียว

   เมื่อถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มเข้าสู่เส้นทางออฟโรดธรรมชาติระยะทาง 9กม. เพื่อทดสอบระบบขับเคลื่อน 4ล้อ Super Select 4WD-II ที่มาพร้อม 4โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน       4ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดออฟโรด 4รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) เมื่อกดสวิทซ์ที่คอนโซลต้องการให้ระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา ระบบนี้คอออฟโรดตัวจริงก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความจำเป็นต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่แท้จริง

   การทดลองขับครั้งนี้ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่โหดมาก แค่ใช้โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ก็เพียงพอแล้ว ในการขับผ่านสภาพเส้นทางธรรมชาติที่หลากหลายทั้ง ทางฝุ่น ทางโคลน วิ่งผ่านลำธารธรรมชาติ ด้วยความเร็วต่ำ 20-40 กม./ชม.ซึ่ง MITSUBISHI PAJERO SPORTใหม่ ทุกคันก็สามารถขับผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างง่ายดาย 44

   นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟีเจอร์ใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเติม MITSUBISHI PAJERO SPORT ใหม่ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันและแบบปกป้องมากที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบปกป้อง ก็จัดเต็มทั้งถุงลมนิรภัย 7ตำแหน่ง และโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงเพื่อช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ราคาจำหน่าย NEW MITSUBISHI PAJERO SPORT 2019

-รุ่น 2WD GT มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,299,000บาท

-รุ่น 2WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,469,000บาท

-รุ่น 4WD GT-PREMIUM มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1,599,000บาท

รับจัดกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( PIYA 0819012840 )

Designed by eTDS TechnoSys
Click here to donate

.

ราคาน้ำมัน

Latest News

MOTOR NEWS : ‘ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ’ ช่วยเจ้าของรถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย                    หลายคนอาจคิดว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก... Read more...
MOTOR NEWS : จุดเริ่มของรถต้นแบบเชฟโรเลต โคโลราโด ในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36                  รถกระบะต้นแบบของเชฟโรเลตที่นำมาแสดงในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่... Read more...

Feature News

Joomla 1.5
You are here: Home TEST DRIVE TEST DRIVE : สัมผัส MITSUBISHI PAJERO SPORT รุ่นปรับโฉม อัดแน่นด้วยออฟชั่นล้ำสมัย
Orange Green Red